พบทางเดินไดโนเสาร์พร้อมรอยเท้า กว้างใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร

A single track of large dinosaur footprints - like big craters in the ground trail off into the distance in a quarry of whitish-grey sandy rock, clearly showing that a large dinosaur has walked that way. In the distance stand three black and one yellow bucket, suggesting people have been working on the side. A raised bluff of dark green vegetation borders the quarry on one side off in the distance to the right.

ที่มาของภาพ, BBC/Kevin Church

คำบรรยายภาพ, รอยเท้าเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อ 166 ล้านปีก่อน ขณะที่ไดโนเสาร์เดินข้ามทะเลสาบ
    • Author, รีเบกกา มอเรลล์
    • Role, บรรณาธิการข่าววิทยาศาสตร์
    • Author, อลิสัน ฟรานซิส
    • Role, ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์
  • Published
  • เวลาอ่าน: 4 นาที

นักบรรพชีวินวิทยาค้นพบทางเดินของไดโนเสาร์ในยุคดึกดำบรรพ์ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมาในสหราชอาณาจักร โดยมีรอยเท้าขนาดยักษ์ประทับอยู่ราว 200 แห่ง บนพื้นหินปูนอายุเก่าแก่ 166 ล้านปี ในเหมืองหินแห่งหนึ่งของมณฑลอ็อกซ์ฟอร์ดเชียร์

ร่องรอยดังกล่าวชี้ว่า สถานที่แห่งนั้นในอดีตเคยเป็นทางสัญจรไปมาของไดโนเสาร์อย่างน้อยสองชนิด ซึ่งนักบรรพชีวินวิทยาคาดว่าได้แก่ "เซทิโอซอรัส" (Cetiosaurus) ไดโนเสาร์กินพืชคอยาวตัวใหญ่จำพวกซอโรพอด (sauropod) กับ "เมกะโลซอรัส" (Megalosaurus) ซึ่งตัวเล็กกว่าและกินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร

ทางเดินไดโนเสาร์เส้นที่ยาวที่สุดในการค้นพบครั้งนี้ มีระยะทางที่ปรากฏให้เห็นราว 150 เมตร แต่ในความเป็นจริงแล้ว เส้นทางดังกล่าวอาจจะทอดยาวไปไกลกว่านั้นมาก เพราะการขุดค้นหาร่องรอยของไดโนเสาร์ภายในเหมืองหิน เพิ่งทำไปได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

ศาสตราจารย์คริสตี เอ็ดการ์ นักจุลบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม แสดงความเห็นว่า "นี่เป็นสถานที่ประทับรอยเท้าของไดโนเสาร์ซึ่งมีความน่าทึ่งที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่ผมเคยเห็นมา คุณสามารถจะย้อนเวลาไปในอดีต จนได้รู้ได้เห็นว่าสภาพการณ์ในยุคดึกดำบรรพ์นั้นเป็นอย่างไร ตอนนั้นสัตว์ยักษ์พวกนี้ต่างเดินเพ่นพ่านไปทั่ว พากันสาละวนทำธุระของตัวเอง"

Four scientists in luminous yellow hi visibility gear and helmets uncover enormous, up to 2 feet wide three-toed prints in the greyish-white ground. You can see more of them trailing off in the distance.

ที่มาของภาพ, Richard Butler/University of Birmingham

คำบรรยายภาพ, นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ารอยเท้าสามนิ้วอันเป็นเอกลักษณ์นี้เกิดจากเมกะโลซอรัส

ผู้ที่ค้นพบทางเดินของไดโนเสาร์นี้เป็นคนแรก คือนายแกรี จอห์นสัน คนงานประจำเหมืองหิน Dewars Farm Quarry ซึ่งเขาพบมันเข้าโดยบังเอิญขณะกำลังขับรถขุดอยู่

"ตอนนั้นผมกำลังขุดพื้นเพื่อเอาชั้นดินเหนียวออกไป แต่หัวขุดกลับไปกระแทกเข้ากับวัตถุนูนแข็งบางอย่างใต้ดิน ตอนแรกผมคิดว่า มันคงเป็นแค่ความผิดปกติอะไรบางอย่างในชั้นดินเท่านั้น" จอห์นสันเล่าพลางชี้ให้ดูขอบนูนรอบรอยเท้าไดโนเสาร์ ซึ่งเกิดจากโคลนที่ถูกดันขึ้นมา เมื่อเท้าของไดโนเสาร์เหยียบกดลงไปบนพื้นดินเมื่อหลายล้านปีก่อน

"หลังจากนั้นผมได้พบวัตถุนูนแข็งที่ว่าอีกครั้งหนึ่ง โดยมันอยู่ห่างออกไปจากจุดที่พบครั้งแรก 3 เมตร ผมเดินหน้าขุดต่อไป แต่ก็ได้เจอมันอีกซ้ำ ๆ เป็นระยะ ครั้งแล้วครั้งเล่าในทุก 3 เมตร"

เนื่องจากเคยมีการค้นพบทางเดินไดโนเสาร์ในเหมืองหินแห่งนั้นมาแล้ว เมื่อช่วงทศวรรษ 1990 โดยเส้นทางดังกล่าวอยู่ไม่ห่างจากบริเวณที่จอห์นสันกำลังทำงานอยู่เท่าใดนัก เขาจึงนึกขึ้นได้ว่า รอยนูนและแอ่งเว้าที่เขาพบในชั้นดินเป็นระยะ ๆ อย่างสม่ำเสมอนั้น อาจเป็นรอยเท้าของไดโนเสาร์

"ผมว่าผมเป็นคนแรกที่ได้เห็นมัน เหตุการณ์ตอนนั้นมันเหนือจริงมาก ถึงกับทำให้รู้สึกขนลุกกันเลยทีเดียว" จอห์นสันกล่าวกับผู้สื่อข่าวบีบีซี

Gary Johnson a man looking to be in his sixties with a determined state and a grey moustache, dressed in an orange jumpsuit and sand covered boots with a white helmet, kneels with one knee up, one knee on the ground next to the dinosaur footprints he found. They are large craters of indistinct shape in this picture, which trail off into the distance in the whitish-grey sand of a quarry. In the distance behind him to the right two people in yellow hi-visibility waistcoats and hard hats stand with buckets beside them on the ground.

ที่มาของภาพ, BBC/Kevin Church

คำบรรยายภาพ, แกรี จอห์นสัน สังเกตเห็นรอยเท้าขณะที่เขากำลังทำงานที่เหมืองหิน

เมื่อช่วงฤดูร้อนกลางปีที่ผ่านมา ทีมนักวิทยาศาสตร์รวมทั้งบรรดานักศึกษาและอาสาสมัครกว่า 100 คน ได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำการขุดค้นทางบรรพชีวินวิทยาในเหมืองหินดังกล่าว ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ถูกบันทึกภาพ เพื่อนำเสนอในตอนใหม่ของสารคดีชุด "ขุดเพื่ออังกฤษ" (Digging for Britain) ของบีบีซีด้วย

ผลของการขุดค้นครั้งนั้น ได้พบทางเดินของไดโนเสาร์ที่แตกต่างกันถึง 5 เส้นทาง โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นทางเดินของไดโนเสาร์จำพวกซอโรพอดไปแล้ว 4 เส้นทาง ซึ่งไดโนเสาร์ชนิดนี้กินพืชและเดินสี่ขาด้วยเท้าที่ทำให้เกิดรอยประทับเหมือนเท้าช้าง เพียงแต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก เนื่องจากมันเป็นสัตว์ร่างยักษ์ที่อาจมีความยาวได้สูงสุดถึง 18 เมตร

ส่วนทางเดินไดโนเสาร์อีก 1 เส้นทางที่เหลืออยู่ คาดว่าเป็นของเมกะโลซอรัส โดยดร.เอ็มมา นิคอลส์ นักบรรพชีวินวิทยาของสัตว์มีกระดูกสันหลัง จากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด อธิบายเรื่องนี้ว่า "รอยเท้าของมันแทบจะเหมือนรอยเท้าไดโนเสาร์ในภาพการ์ตูนเลย มันเป็นรอยประทับแบบที่เราเรียกว่ารอยสามนิ้ว (tridactyl print) ซึ่งจะเห็นนิ้วเท้าทั้งสามของมันได้ชัดเจนมาก"

ดร.นิคอลส์ยังบอกว่า "เมกะโลซอรัสเป็นสัตว์กินเนื้อที่เดินสองขา ทั้งยังเป็นนักล่าที่ปราดเปรียวว่องไว ร่างกายทั้งตัวของมันอาจมีความยาวได้ระหว่าง 6-9 เมตร ทำให้มันกลายเป็นไดโนเสาร์ผู้ล่าซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เราได้เคยรู้จักมา ในช่วงยุคจูราสสิกของเกาะอังกฤษ"

An artist's impression, a drawn illustration, shows two dinosaurs walking a few metres alongside each other on a white sandy beach. The larger one is bluish grey mostly and walks on four legs. It  has a long tail and long neck which is red along with its head. The smaller dinosaur, the carnivore, off to the left nearer the dark blue sea, is greenish white and walks on two feet.

ที่มาของภาพ, Mark Witton

คำบรรยายภาพ, ไดโนเสาร์ทิ้งร่องรอยไว้ขณะเดินข้ามทะเลสาบเขตร้อน

สภาพแวดล้อมในถิ่นที่เมกะโลซอรัสเคยอาศัยอยู่ น่าจะเป็นบริเวณทะเลสาบน้ำเค็มชายฝั่ง (lagoon) ที่ตื้นเขิน และระดับอุณหภูมิของน้ำค่อนข้างอบอุ่น ทำให้ไดโนเสาร์สามารถประทับรอยเท้าเอาไว้ในพื้นโคลน ตอนที่พวกมันเดินลุยน้ำตื้นข้ามทะเลสาบแห่งนั้นไปมา

ศ.ริชาร์ด บัตเลอร์ นักบรรพชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม แสดงความเห็นว่าน่าจะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นในตอนนั้น ซึ่งทำให้รอยเท้าไดโนเสาร์ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในสภาพของฟอสซิล "เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าเหตุการณ์นั้นคืออะไรกันแน่ แต่เป็นไปได้ว่าอาจมีพายุใหญ่ซัดถล่มชายฝั่ง จนเกิดการทับถมของตะกอนปริมาณมหาศาลบนรอยเท้าไดโนเสาร์ในครั้งเดียว ทำให้มันคงอยู่ไม่ลบเลือนหายไปตามธรรมชาติ"

ในระหว่างที่ทำการขุดค้น ทีมนักบรรพชีวินวิทยาได้ศึกษารายละเอียดของทางเดินไดโนเสาร์ดังกล่าวไปด้วย โดยมีการหล่อแบบจำลองของทางเดิน รวมทั้งบันทึกภาพนิ่งไว้กว่า 20,000 ภาพ และสร้างแบบจำลองสามมิติของรอยเท้าแต่ละรอย กับแบบจำลองสามมิติของสถานที่ขุดค้นทั้งหมดเอาไว้ด้วย

"สิ่งดี ๆ ที่น่าชื่นชม ในการพบเจอรอยเท้าไดโนเสาร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ค้นพบทางเดินของพวกมัน ก็คือเราได้ภาพถ่ายจากชั่วขณะหนึ่งในชีวิตจริงของสัตว์ดึกดำบรรพ์ คุณสามารถจะใช้ร่องรอยนี้ เพื่อเรียนรู้ว่าพวกมันเคลื่อนไหวอย่างไร ทั้งยังสืบรู้ได้อย่างแน่ชัดอีกด้วยว่า สภาพแวดล้อมที่พวกมันอาศัยอยู่มีลักษณะเป็นแบบไหน ดังนั้นทางเดินไดโนเสาร์จึงให้ข้อมูลความรู้ใหม่กับเราอีกชุดหนึ่ง ซึ่งแตกต่างไปจากข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ฟอสซิลกระดูก" ศ.บัตเลอร์กล่าว

Qn overhead drone shot taken from about 200 metres up shows a large quarry with the two sets of dinosaur prints criss-crossing it. There are also several vehicles, a couple of tents and about 15 workers in yellow hi-visibility clothes.

ที่มาของภาพ, BBC/Kevin Church

คำบรรยายภาพ, เส้นทางรถไฟเป็นทางแยกในยุคก่อนประวัติศาสตร์
In a quarry of grey sand,  a man wearing a yellow hard hat, a yellow hi visibility waistcoat and shorts works on one of the footprints, which is a large crater in the ground. In front of him lies the brush of a broom without its stick. He seems to be digging with a small stick-like implement. A little away from him lies a bucket and what looks like a steel brush. Far in the distance and blurred out of focus, four more workers in hi visibility clothes do similar work, three sitting, one standing.

ที่มาของภาพ, BBC/Kevin Church

คำบรรยายภาพ, การขุดค้นเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน
in a drone shot from about 20 metres up, a large trackway of 14 three-toed dinosaur footprints spreads across the field of vision. A worker in a white hard hat and yellow hi visibility waistcoat walks in the middle of the picture in between the tracks. His small sharply defined shadow and short sleeves suggests a sunny day and that it is close to midday.

ที่มาของภาพ, BBC/Kevin Church

คำบรรยายภาพ, ทางเดินบางส่วนยาวถึง 150 เมตร และอาจลึกเข้าไปในเหมืองหินด้วยซ้ำ

อย่างไร ทั้งยังสืบรู้ได้อย่างแน่ชัดอีกด้วยว่า สภาพแวดล้อมที่พวกมันอาศัยอยู่มีลักษณะเป็นแบบไหน ดังนั้นทางเดินไดโนเสาร์จึงให้ข้อมูลความรู้ใหม่กับเราอีกชุดหนึ่ง ซึ่งแตกต่างไปจากข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ฟอสซิลกระดูก" ศ.บัตเลอร์กล่าว

มีรายงานเพิ่มเติมว่า ทีมนักบรรพชีวินวิทยายังค้นพบ "จุดตัด" ที่เส้นทางของซอโรพอดกับเมกะโลซอรัสมาบรรจบพบกัน ในพื้นที่ส่วนหนึ่งของเหมืองหินอีกด้วย ซึ่งร่องรอยในส่วนนี้มีความชัดเจนจนสามารถแยกแยะได้ว่า ไดโนเสาร์ชนิดใดเดินผ่านไปก่อนและชนิดใดมาถึงทีหลัง โดยคณะผู้ทำการขุดค้นเชื่อว่า ไดโนเสาร์ยักษ์ซอโรพอดได้เดินผ่านจุดนั้นก่อน เพราะขอบของรอยเท้าส่วนหน้านั้นกลมมนและมีขนาดใหญ่ แต่รอยนั้นถูกเหยียบทับจนบี้แบนไปบางส่วน ด้วยรอยเท้าสามนิ้วของเมกะโลซอรัสที่เดินตามมาทีหลัง

"การที่เราได้รู้ว่า เคยมีไดโนเสาร์ตัวหนึ่งเดินผ่านพื้นผิวจุดนี้ไปและทิ้งรอยเท้าไว้ มันช่างน่าตื่นเต้นจริง ๆ" ดร.ดันแคน เมอร์ด็อก จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดกล่าว "คุณแทบจะนึกภาพในจินตนาการได้เลยว่า พวกมันกำลังเดินลุยน้ำผ่านไป โดยค่อย ๆ ดึงขาขึ้นจากพื้นโคลน ขณะเคลื่อนตัวไปข้างหน้า"

แม้จะยังไม่มีการตัดสินใจอย่างเป็นทางการว่า ชะตากรรมของสถานที่เก็บรักษาทางเดินและรอยเท้าไดโนเสาร์แห่งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ล่าสุดเหล่านักวิทยาศาสตร์ได้เริ่มหารือกับบริษัท Smiths Bletchington ซึ่งเป็นผู้บริหารเหมืองหินดังกล่าวแล้ว เพื่อพูดคุยถึงแนวทางการอนุรักษ์ที่เป็นไปได้ในอนาคต เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่า ยังมีรอยเท้าของไดโนเสาร์อีกเป็นจำนวนมากที่ถูกฝังอยู่ในนั้น