วิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่ามนุษย์ไม่มี “เจตจำนงเสรี” เรื่องจริงหรือแค่เข้าใจผิด

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในโลกยุคใหม่ที่แนวคิดเสรีนิยมเฟื่องฟูและเบ่งบานอย่างเต็มที่ ดูเหมือนว่ามนุษย์เราทุกคนจะมี “เจตจำนงเสรี” (free will) กันถ้วนหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย โดยชีวิตของเราส่วนใหญ่นั้น ตัวเราเองเป็นผู้กำหนดเลือกว่าวันนี้จะกินอะไร จะทำผมแต่งตัวแบบไหน หรือจะอ่านบทความทางสื่อสังคมออนไลน์ชิ้นไหนดี
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เพราะมองว่าปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งทางกายภาพและทางจิตวิทยา คือสิ่งที่กำหนดมาล่วงหน้าแล้วว่าคนผู้หนึ่งจะตัดสินใจอย่างไร ดังนั้น “เจตจำนงเสรี” ของมนุษย์ จึงเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
ในหนังสือ “กำหนดมาแล้ว: หลักวิทยาศาสตร์ของชีวิตที่ไร้เจตจำนงเสรี” (Determined: A Science of Life Without Free Will) ผลงานชิ้นล่าสุดของศาสตราจารย์ โรเบิร์ต เอ็ม. ซาโปลสกี นักประสาทชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดของสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่าปัจจุบันมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากมาย ที่สนับสนุนแนวคิดทางอภิปรัชญา “นิยัตินิยม” (Determinism) อันเป็นแนวคิดที่มองว่าคนเราตัดสินใจเลือกหรือกระทำสิ่งต่าง ๆ เพราะแรงผลักดันหรือสาเหตุจูงใจที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา เช่นพันธุกรรม สภาพแวดล้อม และวัฒนธรรมที่เราเติบโตมา โดยสิ่งเหล่านี้เป็นสภาพบังคับที่มนุษย์ไม่อาจต้านทานหรือฝ่าฝืนให้เกิดการตัดสินใจเป็นอย่างอื่นได้
แนวคิดนิยัตินิยมหรือที่เรียกอีกอย่างว่า “เหตุวิสัย” มองว่าแท้จริงแล้วมนุษย์ไม่อาจพิจารณาเลือกสิ่งต่าง ๆ ได้ตามใจชอบ เหมือนกับที่ก้อนหินจะต้องตกลงพื้นเสมอเพราะแรงโน้มถ่วงฉันใด เซลล์ประสาทของเราก็จะส่งสัญญาณไฟฟ้าในแบบหนึ่ง เพื่อให้สมองคิดตัดสินใจไปในทางหนึ่งเสมอฉันนั้น เนื่องมาจากสาเหตุทางพันธุกรรมและฮอร์โมนที่มีมาแต่กำเนิด รวมทั้งอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่เราไม่อาจควบคุมได้
ข้อเสนอแหวกแนวที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งของ ศ.ซาโปลสกี ก็คือในเมื่อมนุษย์เราไร้ซึ่งเจตจำนงเสรีเช่นนี้ ทุกคนย่อมไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำใด ๆ ที่ทำลงไป เพราะตัวเราเลือกตัดสินใจและพิจารณาไตร่ตรองถึงความถูกต้องทางจริยธรรมเองไม่ได้ ดังนั้นฆาตกรที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตจึงไม่สมควรจะถูกลงโทษตั้งแต่แรก เพราะอย่างไรเสียเขาก็ไม่มีทางยับยั้งชั่งใจตัวเองไม่ให้ฆ่าผู้อื่นได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
อย่างไรก็ตาม ดร.อดัม ไพโอวาร์ชี นักวิจัยจากสถาบันเพื่อจริยศาสตร์และสังคม มหาวิทยาลัยนอเทรอดามออสเตรเลีย (UNDA) ได้แสดงความเห็นคัดค้านข้อเสนอพิสดารของศ. ซาโปลสกี ในบทความที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ The Conversation ไว้ดังนี้
ดร.ไพโอวาร์ชีบอกว่า ปัจจุบันมีนักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาที่เห็นด้วยกับแนวคิดนิยัตินิยมหรือเหตุวิสัยเพียงน้อยนิด โดยผลสำรวจบทความวิชาการทางปรัชญาปี 2020 ของเว็บไซต์ philpeople.org ชี้ว่ามีผู้เห็นด้วยราว 11% ในขณะที่ผู้คัดค้าน 60% ชี้ว่าการที่คนเราถูกปัจจัยภายนอกกำหนดการตัดสินใจ ไม่ได้ขัดแย้งหรือเป็นคนละประเด็นกับแนวคิดเจตจำนงเสรีและความรับผิดชอบทางจริยธรรมแต่อย่างใด ซึ่งแวดวงปรัชญาเรียกแนวคิดแบบประนีประนอมนี้ว่า “สมนัยวิสัย” (Compatibilism) หรือแนวคิดที่เชื่อในความเข้ากันได้ระหว่างเหตุวิสัย (Determinism) และอิสรวิสัย (Indeterminism)
ดร.ไพโอวาร์ชี ได้สมมติสถานการณ์ให้เราลองคิดตามว่า หากคุณกำลังนั่งอ่านบทความนี้อยู่ในห้อง แต่ในระหว่างนั้นมีคนแอบมาล็อกกุญแจขังคุณเอาไว้ราว 10 วินาที โดยที่คุณไม่รู้ตัว การกระทำของคนผู้นั้นส่งผลอะไรต่อการเลือกนั่งอ่านบทความต่อไปของคุณหรือไม่ ?
คำตอบก็คือ “ไม่มีผล” เพราะแม้จะถูกขังอยู่ชั่วขณะ แต่คุณก็ไม่มีความต้องการจะออกไปไหนอยู่แล้ว และยังคงตัดสินใจจะนั่งอ่านบทความต่อไปจนจบในสถานที่แห่งเดิม ซึ่งในกรณีนี้เห็นได้ชัดเจนว่า เจตจำนงเสรีของคุณมีอยู่อย่างแน่นอน โดยการที่ถูกจำกัดทางเลือกไม่ให้ออกไปไหนนั้น ไม่ได้ทำให้การตัดสินใจเลือกอ่านบทความของคุณขาดอิสรภาพไปด้วย
ดร.ไพโอวาร์ชี อธิบายเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ที่ไร้ทางเลือกนั้น ไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่ามนุษย์จะต้องไร้เจตจำนงเสรีไปด้วย เพราะหัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ว่า การตัดสินใจต่าง ๆ เกิดขึ้นมาได้อย่างไรมากกว่า

ที่มาของภาพ, Getty Images
ศ.จอห์น มาร์ติน ฟิชเชอร์ นักปรัชญาชาวอเมริกันชี้ว่า ข้อบกพร่องของแนวคิดเหตุวิสัยที่ยึดแต่มุมมองทางวิทยาศาสตร์เป็นหลักแบบศ.ซาโปลสกีนั้น คือการที่เขาไม่ได้พยายามพิสูจน์ให้เห็นเลยว่า นิยามของ “เจตจำนงเสรี” ในความหมายของเขานั้นถูกต้องแล้วอย่างสมบูรณ์ หนังสือของเขาทั้งเล่มล้วนเต็มไปด้วยตัวอย่างของพฤติกรรมมนุษย์ที่ถูกปัจจัยภายนอกต่าง ๆ กำหนดมาแล้วเท่านั้น
ทว่าผู้ที่เชื่อในความเข้ากันได้ระหว่างเหตุวิสัยกับอิสรวิสัย (Compatibilists) มองว่ามนุษย์คือตัวการผู้ตัดสินใจและลงมือกระทำสิ่งต่าง ๆ อย่างแท้จริง เราดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย รู้จักแยกแยะถูกผิดและตัดสินใจโดยใช้วิจารณญาณทางจริยธรรมได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่เพียงพอจะชี้ว่า ถึงเราจะถูกจำกัดทางเลือกในบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่แล้วเรามีอิสรภาพในการตัดสินใจอยู่ระดับหนึ่งและต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองด้วย แม้จะมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้บางอย่าง ซึ่งทรงอิทธิพลต่อการกำหนดตัวเลือกของเราก็ตาม
ยกตัวอย่างเช่นการที่คุณช่วยเด็กจมน้ำไม่ได้ เพราะถูกมัดตัวติดแน่นอยู่กับเก้าอี้ กับการที่ช่วยเด็กจมน้ำไม่ได้ เพราะปัจจัยทางประสาทวิทยาและจิตวิทยากำหนดมาแล้วว่า คุณจะไม่มีความเห็นอกเห็นใจและไม่ยอมเสียสละตัวเองลงน้ำไปช่วยเด็ก ถือเป็นสองสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยในกรณีแรกอาจเป็นข้อแก้ตัวที่คนทั่วไปพอจะยอมรับได้ แต่ในกรณีที่สองนั้นเป็นเหตุผลวิบัติที่ควรจะถูกประณามอย่างยิ่ง
ตราบใดที่การกระทำนั้นมาจากการตัดสินใจบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวคุณในทางใดทางหนึ่ง นั่นถือว่าคุณมีเจตจำนงเสรีอยู่อย่างแน่นอน แม้จะมีเงื่อนไขบางอย่างที่บังคับจำกัดทางเลือกของคุณอยู่ด้วยก็ตาม เช่นในกรณีที่ช่วยเด็กจมน้ำไม่ได้เพราะถูกมัดตัวติดกับเก้าอี้ การตัดสินใจจะช่วยหรือไม่ช่วยนั้นไม่ได้มาจากตัวคุณเอง แต่การที่อ้างว่าปัจจัยทางจิตวิทยาทำให้คุณเป็นคนใจร้ายไม่เมตตาช่วยเหลือเด็ก การตัดสินใจยังคงมาจากตัวคุณและยากที่จะหลีกหนีความรับผิดชอบทางจริยธรรมได้
เรื่องนี้เปรียบเสมือนมีต้นไม้ใหญ่ล้มในป่าที่ไร้ผู้คน เราทั้งหมดคงจะเห็นด้วยว่า ไม่มีใครได้ยินเสียงอันสะเทือนเลื่อนลั่นของไม้ล้มในครั้งนั้น แต่การที่จะด่วนสรุปว่าเสียงหรือคลื่นการสั่นสะเทือนของอะตอมในอากาศไม่มีอยู่จริง ถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างยิ่ง เพราะคลื่นเสียงกับประสาทการรับรู้ได้ยินเสียงของคนเรานั้น ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ผู้ที่เชื่อในนิยัตินิยมหรือเหตุวิสัย กับผู้ที่มีความเห็นแบบสมนัยวิสัยซึ่งมองว่าเหตุวิสัยกับอิสรวิสัยไปด้วยกันได้ ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า ปัจจัยต่าง ๆ ที่จำกัดและกำหนดบังคับตัวเลือกในการตัดสินใจของมนุษย์นั้นมีอยู่ แต่ฝ่ายสมนัยวิสัยเห็นแย้งในส่วนที่ว่า เราต้องพิจารณาเป็นกรณีไปว่าปัจจัยใดบ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจนั้น ซึ่งหลายครั้งเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้เป็นตัวกำหนดทั้งหมดแบบที่ศ.ซาโปลสกี เสนอมา
ดร.ไพโอวาร์ชีกล่าวสรุปว่า ประเด็นเรื่องเจตจำนงเสรีนั้นไม่ใช่คำถามทางวิทยาศาสตร์ล้วน ๆ แต่เป็นคำถามเชิงอภิปรัชญาที่มีการอภิปรายถกเถียงกันมานานนับร้อยปีแล้ว ดังนั้นการที่ศ.ซาโปลสกี รีบตอบคำถามนี้ด้วยจุดยืนทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้คำนึงถึงคำตอบที่เป็นไปได้จากสาขาวิชาอื่น ๆ จึงทำให้สมมติฐานของเขาขาดความน่าเชื่อถือไปอย่างน่าเสียดาย





























