You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เหตุใดนักวิชาการ-ครูมองว่า แยกสอนวิชาประวัติศาสตร์ คือ ย้อนยุค
นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ตั้งคำถามต่อแผนแยกรายวิชาประวัติศาสตร์ออกจากวิชาสังคมศึกษา ด้วยเหตุผลว่าให้เยาวชน "รักชาติ" มากขึ้น ว่า รัฐบาลอาจกำลังใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือทางการเมือง ขณะที่อาจารย์บางคนชี้ว่า การแยกวิชานี้ออกมา สะท้อนแนวคิดที่อาจ "ย้อนยุค"
ที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)ได้เห็นชอบ (ร่าง) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “การบริหารจัดการโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 1 รายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน” และพิจารณาแนวทางขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ปีงบประมาณ 2566 แล้ววานนี้ (28 พ.ย.)
หลังจากนี้ ประกาศดังกล่าวจะกลายเป็น แนวทางให้ต้นสังกัดของสถานศึกษา และสถานศึกษาสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยแยก "รายวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง" ออกจากวิชาสังคมศึกษา เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับวิชาประวัติศาสตร์ เพื่อให้เยาวชนได้ตระหนักรู้เรื่องความรักชาติ และมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ
แต่นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และอาจารย์ในต่างจังหวัดหลายคนมองว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะกระทบอัตรากำลังคนบุคลากรครูจนขาดแคลน รวมทั้งเพิ่มภาระให้ทั้งเด็กนักเรียนและอาจารย์มากขึ้นเกินความจำเป็นหรือไม่
- กระแสความนิยมหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เกี่ยวพันอย่างไรกับการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย
- มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ต่อยอดไทย คิดค้น "หมวกป้องกันการโกงข้อสอบ"
- กรมราชเลขานุการในพระองค์ : ทำไมคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ส่งอีเมลชวนบัณฑิตเรียนดีสอบบรรจุกรมราชเลขาฯ
- คุยกับ “ครูกั๊ก” ร่มเกล้า ช้างน้อย ผู้นำทฤษฎีจิตวิทยามาช่วยให้นักเรียนได้ไว้ผมยาว
นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. ให้สัมภาษณ์กับสื่อถึงกรณีนี้ อธิบายว่า การแยกวิชาประวัติศาสตร์ เนื่องจากต้องการออกแบบโครงสร้างการเรียนให้มีความชัดเจนมากขึ้น แต่เวลาการเรียนยังเท่าเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร
แม้ว่าฝ่ายกระทรวงศึกษาธิการจะพยายามสื่อสารและให้เหตุผลเช่นนั้น แต่สำหรับ ผศ. พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แสดงความเห็นเชิงวิเคราะห์ต่อบีบีซีไทยว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมา อาจจะอยู่ที่โครงสร้างหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์ที่แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ประวัติศาสตร์ชาติ และ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
“ในส่วนประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ในปัจจุบัน ถือว่าค่อนข้างมีอย่างจำกัด เพราะบุคลากรด้านการศึกษาไม่ได้จบการศึกษาด้านนี้โดยเฉพาะ และที่ผ่านมาในวิชาประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมากนัก เพราะมักขึ้นอยู่กับองค์ความรู้ในแต่ละพื้นที่”
“รักชาติ” ผ่านวิชาประวัติศาสตร์ คือทางออกความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่
น.ส. ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 28 พ.ย. ว่า แนวนโยบายใหม่ จะเปลี่ยนกระบวนการเรียนประวัติศาสตร์ เพื่อให้เด็กสนุกมากขึ้น ซึ่งผลที่ตามมาจะทำให้เด็กรักชาติ และเข้าใจการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำมาเป็นบทเรียนในอนาคต
“วันนี้เราจะต่อยอดการเรียนรู้อย่างไร ให้เด็กรู้ว่าที่ผ่านมาบรรพบุรุษของเราผ่านอะไรมาบ้าง มีอะไรที่ผิดพลาด มีอะไรที่สำเร็จบ้าง เพื่อให้เด็กสามารถไปต่อยอด เป็นอนาคตของชาติที่มีความตระหนักรู้ความเป็นชาติ ซึ่งวิชาประวัติศาสตร์มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นองค์ประกอบในการพัฒนาชาติ” เธออธิบาย
ด้าน ผศ. พิพัฒน์ ตั้งข้อสังเกตว่า ที่มาของแนวนโยบายด้านการศึกษาดังกล่าวอาจจะเป็นเพราะ ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา สังคมไทยเกิดความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองมาโดยตลอด ในขณะที่คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงชุดข้อมูลทางประวัติศาสตร์ได้มากขึ้นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ รวมทั้งมีสำนักพิมพ์ใหม่ ๆ ที่เผยแพร่ชุดความคิดใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง
“นับตั้งแต่การมีความขัดแย้งทางการเมือง ผู้นำประเทศอาจจะคิดว่า วิชาประวัติศาสตร์สามารถแก้ไขปัญหา และกำลังใช้วิชานี้ เป็นเครื่องมือทางการเมือง จึงขอตั้งคำถามว่า ผู้นำประเทศต้องแยกแยะว่า เราใช้วิชาประวัติศาสตร์ด้วยวัตถุประสงค์อะไร”
นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์รายนี้ มองว่า ในสมัยหนึ่งในยุคสร้างชาติ การเรียนการสอนด้านประวัติศาสตร์เคยมีส่วนสำคัญในการสร้างสำนึกรักชาติ แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว
ดังนั้น ความรู้ทางวิชาการและเนื้อหาจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงให้ทันยุคทันสมัย โดยให้ชุดความคิดใหม่ ๆ เข้ามามีส่วนช่วยให้นักเรียนมีทักษะความสามารถในการคิด วิเคราะห์ แยกแยะว่า ชุดความคิดทางประวัติศาสตร์ใดที่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม รมว.ศึกษาธิการ ปฏิเสธว่า นี่ไม่ใช่การบังคับเด็กนักเรียนให้รักชาติ แต่จะทำให้เด็กเกิดการคิดวิเคราะห์เท่านั้น
หลักคิดนี้ย้อนยุคหรือไม่
การศึกษาขั้นพื้นฐานที่จะได้รับผลกระทบตามนโยบายนี้มีทั้งหมด 3 ระดับ คือ ระดับก่อนประถมศึกษา ระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา ซึ่งด้วยลักษณะของนักเรียนตามช่วงวัยต่าง ๆ จำเป็นต้องใช้การสอดแทรกการสอนประวัติศาสตร์ไปในรายวิชาสังคมศึกษา
นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มองว่า เนื้อหาที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ถือว่าเหมาะสมแล้ว เพียงแต่ต้องเพิ่มข้อมูลใหม่ ๆ เข้าไปเสริม แทนเนื้อหาประวัติศาสตร์ที่มีฐานมาจากความเชื่อดั้งเดิมของไทย
บีบีซีไทยสอบถามไปยังครูประจำโรงเรียนแห่งหนึ่งทางภาคเหนือตอนล่าง แต่ด้วยข้อจำกัดทางหน้าที่การงาน เธอจึงขอสงวนชื่อและสังกัดไว้ โดยเธอให้ความเห็นว่า แนวนโยบายใหม่ของ ศธ. ดูเหมือนจะเป็นการพาระบบการศึกษาไทย “ย้อนยุคไปก่อนที่จะมีวิชาสังคมศึกษา”
เธออธิบายว่า ในรายวิชาสังคมศึกษา ได้รับการออกแบบให้มีเนื้อหาหลากหลายและบูรณาการความรู้ด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านมนุษยศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ โดยจะมีการออกแบบเนื้อหาให้ตรงกับช่วงวัย และคาบเรียนอยู่แล้ว
“โดยปกติในคาบเรียนสังคมศึกษา ก็จะมีส่วนที่จะต้องสอนวิชาประวัติศาสตร์อยู่แล้ว จึงไม่เข้าใจว่า ทางกระทรวงจะแยกวิชาดังกล่าวออกมาทำไม ดูแล้วเหมือนสมัยคุณปู่คุณย่า ที่จะต้องมีวิชาต่าง ๆ แยกออกไป ไม่ว่าจะเป็นวิชาประวัติศาสตร์ไทย วิชาหน้าที่พลเมือง” เธออธิบายพร้อมยกตัวอย่างว่า เธอเติบโตในครอบครัวที่เป็นครูจึงได้แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการเรียนการสอนของคนแต่ละรุ่นอยู่เสมอ
อีกประเด็นหนึ่งที่เธอที่เธอแสดงความกังวลคือ ปัญหาด้านบุคลากรที่จะต้องเตรียมการสอนในรายวิชาดังกล่าวโดยเฉพาะ อาจจะไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในกลุ่มโรงเรียนในต่างจังหวัด หรือ พื้นที่ห่างไกล เนื่องจากการเรียนการสอนในระบบปัจจุบัน ก็ถือว่ามีปริมาณมากอยู่แล้ว หากเพิ่มวิชามากขึ้น ทั้ง ๆ ที่ก็มีเนื้อหาดังกล่าวอยู่แล้ว จะยิ่งทำให้กลายเป็นภาระทั้งครูและนักเรียน
จากข้อกังวลดังกล่าว น.ส. ตรีนุช กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาไปพิจารณาเกลี่ยอัตรากำลังคนแล้ว
ในฐานะนักประวัติศาสตร์ ผศ. พิพัฒน์ ระบุว่า เมื่อนโยบายดังกล่าวกำลังถูกขับเคลื่อนไปแล้ว จึงต้องการเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการได้ใช้โอกาสนี้ในการจัดตั้งคณะกรรมการจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ได้พิจารณาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนไปในสังคม โดยตัดชุดความคิดเดิมที่พิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นจริงออกไป และนำชุดข้อมูลใหม่ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์และเป็นที่ยอมรับเขาไปแทน