ฟาวิ-โมลนูพิราเวียร์ สธ. บอกมีพอ แต่ทำไมคนยังตามหา

ที่มาของภาพ, thai news pix
ประเด็นยาต้านไวรัสในผู้ป่วยโควิด-19 ทั้งฟาวิพิราเวียร์ และโมลนูพิราเวียร์ ที่พบการเข้าถึงยาจากการซื้อหาเอง และการเข้าไม่ถึงยาในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงกลุ่ม 608 ในบางพื้นที่ ทำให้กระทรวงสาธารณสุข ต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าวการจับกุมยาเถื่อน และแถลงย้ำในวันเดียวกันว่า ยากลุ่มต้านไวรัสสำหรับโควิดมีเพียงพอ ไม่ขาดแคลน
การแถลงข่าวจับยาต้านไวรัสที่ใช้ในผู้ป่วยโควิด-19 เถื่อน 80,000 เม็ด ที่ลักลอบนำเข้าจากอินเดียของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. สาธารณสุข วานนี้ (4 ส.ค.) เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับวิวาทะระหว่างเขากับ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า ได้ซื้อยาโมลนูพิราเวียร์มาให้คนในครอบครัวที่ติดโควิด เนื่องจากไม่ได้รับยาต้านไวรัสจากโรงพยาบาล
การซื้อยาโมลนูพิราเวียร์ และฟาวิพิราเวียร์ ของ อ.เจษฎา ไม่ใช่การดิ้นรนของคนเพียงหยิบมือเท่านั้น แต่หากลองสำรวจในสังคมออนไลน์แล้ว จะพบได้ไม่ยากว่า มีคนถามหาว่าจะรับหรือหาซื้อยากลุ่มนี้ได้ที่ไหน
ข้อถกเถียงและการดิ้นรนของคนไทยบางส่วนที่เกิดขึ้นอาจเป็นผลพวงจากการที่เปลี่ยนมาใช้ระบบการรักษาตามสิทธิรักษาพยาบาลของประชาชนแต่ละกลุ่ม และระบบการรักษาแบบผู้ป่วยนอกที่ประเทศไทยเปลี่ยนมาใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา
การดิ้นรนหายารักษาโควิด
ช่วงกลางเดือน ก.ค. ชลิตา (ขอสงวนนามสกุล) ผู้พักอาศัยในย่านสะพานใหม่ กรุงเทพมหานคร มีญาติที่เป็นผู้สูงอายุติดโควิด เมื่อไปหาหมอที่คลินิกละแวกบ้าน ได้รับยาพื้นฐานกลับมา ผ่านไปไม่กี่วัน อาการไม่ดีขึ้น เธอจึงโพสต์ข้อความในกลุ่มเฟซบุ๊กถามหายาฟาวิพิราเวียร์ ก่อนได้รับคำแนะนำให้ไปสอบถามทางเพจกลุ่มอาสาในพื้นที่

ที่มาของภาพ, thai news pix
หากสำรวจในสื่อสังคมออนไลน์ จะพบการถามหายาต้านไวรัสเช่นชลิตาได้ไม่ยาก จากหลายโพสต์ทางโซเชียลมีเดีย เมื่อมีความต้องการ บีบีซีไทยพบว่ามีผู้ตอบรับว่ามียาขายให้
การซื้อขายนอก รพ. เป็นช่องทางหนึ่งที่คนหาซื้อกำลังทำในขณะนี้ ส่วนผู้ที่มีกำลังจ่าย เมื่อติดโควิด หากเลือกเข้าโรงพยาบาลเอกชน พบว่ามีการจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ให้ครบโดส
บีบีซีไทยสำรวจแพ็กเกจราคาพบว่า รพ. ขนาดเล็ก มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 2,000 บาท ขึ้นไป ส่วน รพ.เอกชน ขนาดใหญ่ แพ็กเกจการรักษาโควิด มีตั้งแต่ 4,000-5,500 บาทขึ้นไป พร้อมบริการเอ็กซเรย์ปอด พบแพทย์ โดยราคาขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งของการติดตามและเอ็กซเรย์
ข้อมูลที่บีบีซีไทยได้รับมา ระบุว่า ที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง แพ็กเกจโควิด-19 แบบผู้ป่วยนอก รักษาแบบกักตัวที่บ้าน ราคา 3,900 บาท เอ็กซเรย์ปอด 1 ครั้ง แพทย์ให้คำปรึกษาทางไกล (Telemedicine) 1 ครั้ง แนะนำการบริหารปอดโดยนักกายภาพบำบัด 1 ครั้ง และยาตามดุลพินิจของแพทย์ ซึ่งมียาฟาวิพิราเวียร์สำหรับ 5 วัน จำนวน 10 ครั้ง นอกเหนือจากยาที่รักษาตามอาการอื่น ๆ เช่น ยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก
ของเถื่อน เพราะมีคนต้องการ ?
การจับกุมยาต้านไวรัส ที่ใช้ในการรักษาโควิด ทั้งโมลนูพิราเวียร์ ฟาวิพิราเวียร์ เรมเดซิเวียร์ และสเปรย์พ่นจมูกที่มีส่วนประกอบของไนตริกออกไซด์ รวม 80,000 เม็ด มูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาท และการขายใต้ดินอย่างแพร่หลาย ทำให้ รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งคำถามว่าการที่ผู้ป่วยแสวงหายานอกระบบมาใช้ จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้หากระบบสาธารณสุขมีประสิทธิภาพ ทั่วถึง และเป็นธรรม
"หากดินแดนใดก็ตาม พบปรากฏการณ์ที่คนจำนวนมาก ต้องขวนขวายหายามารักษาตัวเองยามวิกฤต หลายคนยอมทุบกระปุก เพื่อซื้อยาจากนอกระบบ แม้จะเป็นช่วงเศรษฐกิจฝืดเคืองสาหัส แถมการขวนขวายข้างต้น ก็ยอมแลกกับความเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ของปลอม การโก่งราคา ผลิตภัณฑ์หมดอายุ เป็นต้น หน่วยงานที่รับผิดชอบก็ควรฉุกคิด และมีคำถาม ถามใจตนเองว่า เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดมาได้อย่างไร"
ด้าน ดลชนก บุณโยทยาน ที่ปรึกษากลุ่มอาสาสมัคร "เส้นด้าย - Zendai" ซึ่งเข้ามาอุดช่องว่างการประสานขนส่งผู้ป่วยโควิด บอกกับบีบีซีไทยว่า ปัจจุบันกลุ่มเส้นด้ายประสานช่วยเหลือกลุ่ม 608 ที่เข้าไม่ถึงการรักษายาต้านไวรัส เช่น โมลนูพิราเวียร์ ฟาวิพิราเวียร์ และแพ็กซ์โลวิดกับกรมการแพทย์ สธ. อยู่ ทว่าก็พบปัญหาในกลุ่มผู้ป่วยช่วงอายุอื่นที่มีโรคประจำตัวหรือมีความเสี่ยงอื่นนั้น พบว่าก็มีกลุ่มเหล่านี้ที่ไม่ได้ยาต้านไวรัสเช่นกัน จึงทำให้เกิดการหาซื้อทางใต้ดิน หรือจ่ายเงินให้โรงพยาบาลเอกชนเพื่อให้ได้ยามา
"วันแรกที่เค้าโทรไป อาจจะไม่เป็นไร แต่วันที่ 2-3 อาจจะไม่มีอะไรแน่นอน เพราะว่ามันมีหลายเคส ที่เสียชีวิต แรก ๆ โทรไปอาการธรรมดา กินยาปกติ แต่พอ 3 วัน ก็ทรุด"
ดลชนก บอกว่าปัญหาการเข้าถึงยังเกี่ยวกับระบบการรักษาพยาบาล ที่แม้ปัจจุบันรัฐจะให้ไปรักษาตามสิทธิที่ตัวเองมีอยู่ แต่ รพ. แต่ละที่ก็มีโควตาเรื่องยา พอมีโควตาที่จำกัด ก็จะเลือกจ่ายยา จากหนักไปเบา หรือเรียงตามความสำคัญ คนที่ถูกประเมินท้าย ๆ ก็จะไม่ได้รับยา นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่คนที่ไม่ได้อาศัยอยู่ที่เดียวกับ รพ. ที่ตัวเองใช้สิทธิ ชื่ออยู่จังหวัดอื่น ก็ถูกตามเรียกไปเก็บเงินค่ายาด้วย
"ให้ไปตามสิทธิ คำนี้เป็นคำที่ในหลักปฏิบัติมันลำบาก บางคนไม่อยากไปแล้ว เพราะมันยุ่งยากสำหรับเขา มีเงินหน่อย ก็หาซื้อใต้ดินดีกว่า"

ที่มาของภาพ, thai news pix
ที่ปรึกษากลุ่มเส้นด้ายบอกบีบีซีไทยด้วยว่า เพื่อให้คนเข้าถึงยาต้านไวรัส รัฐควรจะปลดล็อกให้ขายได้ตามร้านขายยาที่มีเภสัชกร โดยใช้ระบบตามใบสั่งแพทย์
"เราต้องนึกเสมอว่าคนที่ไปซื้อยาเองมีฐานะพร้อมจะจ่าย แต่ทำไมเราไม่ทำช่องทางให้ถูกต้องไปเลย... ในทางกลับกันทำไมโรงพยาบาลเอกชน จัดชุดขายได้ แล้วทำไมยาพวกนี้ มันขายตามร้านขายยาไม่ได้"
"คนเข้าไม่ถึงเพราะระบบเป็นคอขวด แต่ถ้าตัดตรงนี้ทิ้งไปได้เมื่อไหร่ มันไม่ต้องไป รพ. ตามสิทธิหรอก ไปร้านขายยาตามบ้าน มันอยู่ที่นโยบายว่าควรจะปลดล็อกได้หรือยัง แค่มองว่าไม่ให้มีคนตายเพิ่มขึ้นเท่านั้นเองจากการที่เขาไม่ได้รับยา" ดลชนก กล่าว
ควรจ่ายยาให้ผู้ป่วยแค่ไหน หมอ สธ. VS หมอนอกกระทรวง
นพ. ธงชัย กีรติหัตถยากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีการจัดหายารักษาโรคโควิด-19 จำนวน 4 รายการ คือ ฟาวิพิราเวียร์ โมลนูพิราเวียร์ เรมเดซิเวียร์ และแพกซ์โลวิด
ประเด็นที่ว่าผู้ป่วยโควิดควรจะกินยาต้านไวรัสตอนไหน และใครควรจะได้รับบ้าง มีความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างนายแพทย์ของ สธ. กับนายแพทย์ของโรงพยาบาลใหญ่อย่าง รพ. จุฬาฯ และศิริราช
นพ.ธงชัย ว่า ยาแต่ละรายการมีข้อบ่งชี้ในการใช้แตกต่างกัน ซึ่งผู้ติดเชื้อโควิด-19 ไม่จำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสทุกราย แม้จะเป็นกลุ่ม 608 โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ที่จะพิจารณาจ่ายยาตามอาการ
ขณะที่ก่อนหน้านี้ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เผยถึงความกังวลในการใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ที่คนหาซื้อมากินเองว่า ต้องจ่ายให้ถูกโรค ถูกคน และถูกเวลา เนื่องจากมีผลข้างเคียงเรื่องการกลายพันธุ์ในสัตว์ทดลอง เป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่มีการจ่ายยานี้ให้กับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือหญิงตั้งครรภ์
อธิบดีกรมการแพทย์ ย้ำด้วยว่า ทั้งยาโมลนูพิราเวียร์ แพ็กซ์โลวิด ยังอยู่ภายใต้การอนุญาตให้ใช้ในภาวะฉุกเฉิน และเป็นยาควบคุมพิเศษโดยหลักการต้องสั่งจ่ายยยาโดยแพทย์

ที่มาของภาพ, thai news pix
สำหรับประเด็นการกลายพันธุ์ นพ. มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ชี้ว่า ข้อมูลเท่าที่มีจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการ ไม่พบว่ายาโมลนูพิราเวียร์เร่งการกลายพันธุ์ของไวรัสจนเกิดสายพันธุ์ใหม่ เนื่องจากเชื้อที่โดนยายับยั้งมักเกิดการกลายพันธุ์สูงมากจนอยู่ไม่ได้ตายไปเอง โดยไม่พบว่าเซลล์เพาะเลี้ยง (เช่นเซลล์ปอด) มีการกลายพันธุ์จากยาร่วมด้วย
ศ. นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กว่า เมื่อถึงเวลาต้องใช้ยาก็ต้องใช้ ไวรัสกลายพันธุ์ อยู่แล้ว และเห็นกันมา 3 ปีแล้ว
เมื่ออาการเริ่มสีเหลือง ต้องได้รับยาต้านไวรัสทันที และ "ไม่ได้เป็นการได้ยาเกินจริง"
"วันที่สองเมื่อเอาไม่อยู่ เข้าถึงยาต้านไวรัสให้ได้ ไม่ว่าแก่หรือไม่แก่ มีหรือไม่มีโรคประจำตัว 608 หรือไม่ โมลนูพิราเวียร์ ฟาวิพิราเวียร์ก็ตามแต่ เพราะสายไป อาการอาจหนักขึ้น และต้องเข้าโรงพยาบาล"



























