You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
วิกฤตผู้อพยพในสเปนถูกโหมกระพือโดยสื่อสังคมออนไลน์ จนก่อให้เกิดพายุทางการเมืองได้อย่างไร
- Author, ซาราห์ เรนส์ฟอร์ด
- Role, ผู้สื่อข่าวประจำภูมิภาคยุโรปใต้และยุโรปตะวันออก
- Published
- เวลาอ่าน: 6 นาที
จากจำนวนผู้อพยพหลายหมื่นคนที่ว่ายน้ำเข้าไปยังเมืองเซวตา ซึ่งเป็นดินแดนส่วนแยกของสเปนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (30 ก.ค.) มาวันนี้ผู้อพยพส่วนใหญ่ได้เดินทางกลับไปยังโมร็อกโกแล้ว โดยมีทหารและตำรวจของสเปนคอยคุ้มกันไปส่งจนถึงบริเวณพรมแดน
ทว่า การทะลักเข้ามาอย่างมหาศาลในครั้งนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 67 คน ร่างของพวกเขาถูกกู้ขึ้นมาจากทะเลในสภาพที่ลอยปะปนอยู่กับห่วงยางและตีนกบที่ถูกทิ้งไว้
เหตุการณ์ในสัปดาห์นี้ยังได้สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองในยุโรป และได้เผยให้เห็นถึงความแตกแยกในประเด็นอันละเอียดอ่อนเรื่องผู้อพยพอีกครั้ง
นอกจากนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังได้ทิ้งคำถามที่ค้างคาใจว่าชนวนเหตุของการหลั่งไหลเข้ามาอย่างกะทันหันครั้งนี้คืออะไร เป็นเพียงโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ที่ว่ามีเส้นทางเข้าสู่ยุโรปอย่างง่ายดายแล้วกลายเป็นกระแสไวรัล หรือแท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่เกิดจากความจงใจ หรือแม้กระทั่งมีการจัดตั้งเป็นขบวนการ
ประเด็นทางการเมือง
ไม่ว่าสาเหตุของเหตุการณ์นี้จะเกิดจากอะไร นายกรัฐมนตรีจากพรรคสังคมนิยมของสเปนได้แสดงความไม่พอใจอย่างยิ่งต่อท่าทีการตอบสนองที่เกิดขึ้น
นายเปโดร ซานเชซ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สมาชิกบางส่วนในสหภาพยุโรป (EU) ที่ "โจมตี" สเปนในวิกฤตการณ์ครั้งนี้ โดยมองว่าเป็นการเล่นการเมืองแทนที่จะแสดงการสนับสนุน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเขาหมายถึงอิตาลีอย่างมีนัยสำคัญ
พรรคฟราเตลลี ดิตาเลีย (Fratelli d'Italia) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดของนายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี ได้โพสต์ภาพของบรรดาผู้อพยพที่กำลังวิ่งกรูกันไปตามท้องถนนในเมืองเซวตาอย่างรวดเร็ว
พร้อมกับคำบรรยายภาพในเชิงเย้ยหยันว่า "นี่คือโมเดลของซานเชซที่กลุ่มฝ่ายซ้ายของอิตาลีชื่นชอบนักหนา"
จากนั้น นางเมโลนีได้ประกาศระงับการบังคับใช้ข้อตกลงเชงเกน (Schengen agreement) ระหว่างอิตาลีและสเปน ซึ่งอนุญาตให้ประชาชนเดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างเสรี โดยอ้างถึงภัยคุกคามด้านความมั่นคง
ท่าทีดังกล่าวสร้างความเดือดดาลให้กับรัฐบาลสเปนเป็นอย่างมาก
ในมุมมองของสเปน วิกฤตการณ์ครั้งนี้ได้รับการควบคุมไว้แล้ว และเมืองเซวตาก็ไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตเชงเกน ดังนั้นบรรดาผู้อพยพชาวโมร็อกโกจึงไม่มีทางที่จะเดินทางเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ของยุโรปได้โดยไม่ผ่านการตรวจสอบ ซึ่งนางเมโลนีเองก็ทราบข้อเท็จจริงนี้ดี
ทว่าเธอจะต้องเผชิญกับการเลือกตั้งในปีหน้า ในขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลของเธอกำลังสูญเสียคะแนนนิยมให้กับพรรคการเมืองหน้าใหม่ที่มีจุดยืนต่อต้านผู้อพยพอย่างแข็งกร้าว
เหตุการณ์นี้จึงเป็นโอกาสที่เธอจะได้แสดงจุดยืนที่เด็ดขาดเพื่อดึงคะแนนเสียงกลับคืนมา ซึ่งเธอก็ไม่รีรอที่จะฉวยโอกาสนี้เอาไว้
สเปนอ่อนข้อเกินไปหรือไม่ ?
อย่างไรก็ตาม อิตาลีไม่ใช่ประเทศเดียวที่มองว่าสเปนมีท่าทีที่อ่อนข้อต่อปัญหาผู้อพยพมากจนเกินไป
นางเมโลนีขอให้จัดการประชุมฉุกเฉินในกลุ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของแต่ละประเทศในวันอังคารที่จะถึงนี้ และข้อเรียกร้องนี้ได้รับการลงนามสนับสนุนจากผู้นำของชาติสมาชิกสหภาพยุโรปเกือบ 24 ประเทศ โดยเรียกร้องให้ยกเลิกนโยบายทั้งหมดที่อาจเป็น "ปัจจัยดึงดูด" ให้ผู้อพยพเดินทางเข้าสู่ยุโรป
ประเด็นสำคัญที่สุดที่พวกเขาส่งสัญญาณคือ การที่สเปนในการอนุญาตให้ผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารหลายแสนคน สามารถยื่นขอใบอนุญาตพำนักอาศัยและทำงาน ตลอดจน "ทำให้สถานะของพวกเขาถูกต้องตามกฎหมาย" โดยท่าทีเช่นนี้ของสเปนก่อให้เกิดการโต้เถียงกันอย่างกว้างขวาง
รัฐบาลสเปนมีมุมมองที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงว่า สเปนกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและต้องการแรงงาน
ถึงกระนั้นบรรดาผู้ที่หลั่งไหลไปยังชายหาดของเมืองเซวตาในสัปดาห์นี้ ไม่ได้มุ่งหน้ามาเพื่อลงทะเบียนในโครงการดังกล่าว และโครงการนี้ก็ได้ปิดรับสมัครไปแล้ว
นายซานเชซกลับชี้ให้เห็นถึงคำพิพากษาของศาลฎีกาสเปนเมื่อไม่นานมานี้แทน ซึ่งระบุว่าผู้ที่ลักลอบเข้าเมืองทางทะเลจะไม่สามารถถูกผลักดันกลับได้ในทันที
นายกรัฐมนตรีสเปนโต้แย้งว่า ขบวนการลักลอบนำพาคนเข้าเมืองได้นำคำพิพากษาดังกล่าวไปบิดเบือน เพื่อหลอกลวงว่ามีเส้นทางที่สามารถเข้าสู่ยุโรปได้อย่างง่ายดาย
อย่างไรก็ดี ฝูงชนที่มุ่งหน้าไปยังเมืองเซวตาไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินให้กับนายหน้าค้ามนุษย์ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นชาวโมร็อกโก และเส้นทางดังกล่าวก็เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว
แท้จริงแล้ว ข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์
บรรดาผู้อพยพได้นำโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ให้ผู้สื่อข่าวดู ในโพสต์เหล่านั้นปรากฏภาพผู้คนตะโกนว่า "สเปนเปิดแล้ว" พร้อมกับกระโดดลงทะเล
บีบีซีตรวจสอบบัญชีผู้ใช้งานหลายบัญชี พบภาพคนหนุ่มสาวสวมชุดดำน้ำและตีนกบ หรือถ่ายคลิปวิดีโอขณะที่ตนเองกำลังว่ายน้ำ ปะปนอยู่กับภาพที่ถ่ายจากภายในเมืองเซวตาเอง
บางบัญชีเพิ่งมีความเคลื่อนไหวได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ และหลายบัญชีมียอดกดถูกใจนับหมื่นครั้ง
อย่างไรก็ดี คำกล่าวอ้างทั้งหมดในโพสต์เหล่านั้นล้วนเป็นความเท็จ
ฝูงชนที่เดินทางมาถึงและจูบลงบนชายหาดของเมืองเซวตาด้วยความปีติยินดี กลับต้องพบกับความว่างเปล่า เมื่อไม่มีทั้งอาหารหรือที่พักพิง และไม่มีหนทางที่จะเดินทางต่อไปยังแผ่นดินใหญ่ของยุโรปได้ ผู้อพยพส่วนใหญ่จึงต้องหันหลังกลับไปอย่างรวดเร็ว
แล้วมันคือเรื่องอะไรกันแน่ ?
ดังนั้น ผู้อพยพได้ถูก "ใช้เป็นอาวุธ" ดังเช่นกรณีที่เคยเกิดขึ้นในเบลารุสเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาหรือไม่
หากเป็นเช่นนั้น ใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง ?
ในขณะนี้ เราเห็นเพียงผู้ที่กำลังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว
กลุ่มการเมืองฝ่ายขวาทั่วโลกกำลัง "ตื่นเต้นดีใจอย่างสุดขีด" ดังที่ อันเดรีย ริซซี ผู้สื่อข่าวได้ระบุไว้ในหนังสือพิมพ์ เอล ปาอิส (El Pais) ของสเปน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความไม่พอใจต่อสเปนจากกรณีการคัดค้านสงครามกับอิหร่านของเขามาแต่เดิม กล่าวถึงสถานการณ์นี้ว่าเป็น "หายนะ" และ "การรุกราน" เขาเองก็กำลังเผชิญกับการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามา ไม่ต่างไปกับนางเมโลนี
ทางด้านรัสเซียก็แสดงความเยาะเย้ยเช่นกัน เนื่องจากรัสเซียชื่นชอบให้เกิดความโกลาหลและความแตกแยกในยุโรป และพร้อมสนับสนุนทุกวิถีทางเพื่อบั่นทอนความเข้มแข็งของชาติพันธมิตรยูเครน
สำหรับโมร็อกโกได้ออกมากล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของ "องค์กรอาชญากรรม" ทว่าเจ้าหน้าที่รักษาพรมแดนของโมร็อกโกย่อมต้องสังเกตเห็นการก่อตัวของฝูงชนอย่างแน่นอน
ครั้งล่าสุดที่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะคล้ายคลึงกันนี้ สเปนและโมร็อกโกกำลังอยู่ในภาวะตึงเครียดอันเนื่องมาจากข้อพิพาทเรื่องดินแดนเวสเทิร์นสะฮารา (Western Sahara) ซึ่งเป็นอดีตอาณานิคม แม้ว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นจะเกิดขึ้นในขนาดที่ย่อมกว่าก็ตาม
อย่างไรก็ดี ในขณะนี้ก็มีความตึงเครียดระลอกใหม่ก่อตัวขึ้น
นายซานเชซยืนยันอย่างชัดเจนว่าไม่ได้กล่าวโทษโมร็อกโกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเรียกขานรัฐบาลของโมร็อกโกว่าเป็น "พันธมิตรที่ดี"
ทว่าบรรดานักวิจารณ์ต่างมองว่าท่าทีดังกล่าวเป็นการโอนอ่อนผ่อนตาม พร้อมกับบอกว่าผู้นำสเปนควรที่จะ "แสดงความแข็งกร้าว" ให้มากกว่านี้
ผลลัพธ์
ในขณะนี้ สเปนกำลังเร่งดำเนินมาตรการปกป้องเมืองเซวตาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย
มีการขยายแนวรั้วพรมแดนออกไปในทะเล โดยการนำทุ่นสีส้มมาผูกเรียงเป็นแนวยาวเชื่อมต่อกับท่าเทียบเรือ ซึ่งหลังจากนี้จะมีเรือคอยลาดตระเวนเพื่อสกัดกั้นผู้ที่พยายามจะว่ายน้ำข้ามแดนเข้ามาในอนาคต
ในสัปดาห์หน้า บรรดารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของชาติสมาชิกสหภาพยุโรปจะหารือกันเกี่ยวกับการยกระดับความเข้มงวดตามแนวพรมแดนรอบนอก ในขณะที่กลุ่มการเมืองฝ่ายขวาประชานิยมกำลังมีท่าทีที่ฮึกเหิมมากขึ้น
ส่วนผู้ที่เดินทางจากสเปนไปยังอิตาลีจะต้องเผชิญกับการสุ่มตรวจเอกสารโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในช่วงไม่กี่สัปดาห์นับจากนี้
ดังนั้น สถานการณ์โดยรวมจึงไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่หลวงนัก
เว้นเสียแต่ชะตากรรมของคนหนุ่มสาวหลายสิบชีวิตที่ตัดสินใจเสี่ยงภัยออกสู่ท้องทะเลเพื่อไล่ตามภาพความฝันที่พวกเขาได้เห็นบนโลกออนไลน์ ทว่าในท้ายที่สุด ร่างของพวกเขาอาจกำลังถูกส่งใส่โลงศพกลับคืนสู่โมร็อกโก