คำขู่ปิด "ช่องแคบบาบ เอล มันเดบ" ของกลุ่มฮูตีที่อิหร่านหนุน จะกระเทือนการขนส่งผ่านทะเลแดงอย่างไร

ที่มาของภาพ, Gallo Images via Getty
คำขู่ปิดเส้นทางเดินเรือที่สำคัญในทะเลแดงโดยพันธมิตรของอิหร่านทำให้เกิดความกังวลอย่างหนักต่อผลกระทบที่อาจมีต่อการค้าโลก
อิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซไปแล้วในทางปฏิบัติ ซึ่งนั้นทำให้การเดินเรือจากอ่าวเปอร์เซียกลายเป็นอัมพาต และตอนนี้ พันธมิตรหลักของอิหร่านในตะวันออกกลางกำลังขู่ที่จะเปิดแนวรบทางทะเลอีกจุดหนึ่ง ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของคาบสมุทรอาหรับ
กลุ่มฮูตี (Houthis) ซึ่งเป็นกลุ่มกบฏที่อิหร่านหนุนหลังและควบคุมเยเมนตอนเหนือ ได้ประกาศ "การคว่ำบาตรทางทะเล" ต่อซาอุดีอาระเบีย พันธมิตรของสหรัฐฯ ณ ช่องแคบบาบ เอล มันเดบ (Bab al-Mandab) ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำสำคัญที่เชื่อมระหว่างอ่าวเอเดนและทะเลแดง นำไปสู่คลองสุเอซ โดยมีน้ำมันดิบทางทะเลของโลกถูกขนส่งผ่านช่องทางนี้ประมาณ 12%
เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ก.ค. 2026 ยาห์ยา ซาเรีย โฆษกทางทหารของกลุ่มฮูตี กล่าวว่า การคว่ำบาตรดังกล่าวเป็นการตอบโต้กรณีที่ซาอุดีอาระเบียปิดล้อมท่าเรือและสนามบินหลายแห่งในพื้นที่ที่กลุ่มฮูตีควบคุม
เพื่อเป็นการตอบโต้ กระทรวงการต่างประเทศของซาอุดีอาระเบียได้ประณามข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมให้คำมั่นว่าซาอุฯ "จะใช้มาตรการทั้งหมดที่จำเป็นเพื่อปกป้องเรือของตนตามกฎหมายระหว่างประเทศ"
เยเมนต้องเผชิญกับความพินาศจากสงครามกลางเมืองที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2014 เมื่อกลุ่มฮูตีขับไล่รัฐบาลออกจากกรุงซานา เมืองหลวงของประเทศ ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2015 หลังจากกองกำลังผสมอาหรับที่นำโดยซาอุดีอาระเบียเข้าแทรกแซงเพื่อพยายามฟื้นฟูอำนาจของรัฐบาลพลเรือนในเยเมน
การสู้รบดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 150,000 คน และก่อให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีประชาชนมากกว่า 22 ล้านคนที่ต้องการความช่วยเหลือรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ตามข้อมูลจากสหประชาชาติ
แต่กลุ่มฮูตีจะสามารถปิดช่องแคบบาบ เอล มันเดบ และไม่ให้เรือของซาอุดีอาระเบียแล่นผ่านได้จริงหรือไม่ ?

ฟาเรีย อัล-มุสลิมี ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง จากสถาบันคลังสมองแชทแธมเฮาส์ (Chatham House) ในลอนดอน กล่าวกับบีบีซี นิวส์ เวิร์ลเซอร์วิส ว่ากลุ่มดังกล่าวมีแสนยานุภาพมากพอที่จะสร้างความปั่นป่วนได้
"กลุ่มฮูตีมีทุ่นระเบิดและได้พัฒนาขีดความสามารถด้านโดรนทางทะเลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา" เขากล่าว
และพวกเขาสามารถสร้างปัญหาได้โดยไม่ต้องใช้มาตรการปิดกั้นช่องแคบแห่งนี้อย่างอย่างเต็มรูปแบบ
"สิ่งที่พวกเขาต้องทำมีเพียงแค่โจมตีเป้าหมายให้ได้สักหนึ่งแห่ง... ต่อให้จะเป็นการโจมตีเชิงสัญลักษณ์ แต่มันก็จะสร้างความตื่นตระหนกในหมู่บริษัทประกันภัย บริษัทเดินเรือ และผู้จัดหาน้ำมัน ซึ่งแค่นั้นก็สร้างความเสียหายมากกว่าที่ผู้คนอาจคิดไว้แล้ว"
"ยุทธศาสตร์ของอิหร่านหลังสงครามคือการทำให้พันธมิตรในภูมิภาคของสหรัฐฯ ต้องบอบช้ำ พวกเขากำลังพยายามลากทุกคนเข้ามาสู่ความขัดแย้ง"
ก่อนหน้านี้อิหร่านเคยขู่ที่จะ "เปิดแนวรบอื่น ๆ" และ อันวัต อัล-อันซี ผู้เชี่ยวชาญด้านเยเมนเห็นพ้องว่า กลุ่มฮูตีกำลังทำตามคำสั่งของรัฐบาลกรุงเตหะรานเพื่อพยายามลากซาอุดีอาระเบียเข้าสู่ความขัดแย้ง
"อิหร่านต้องการการยกระดับความขัดแย้งนี้ เพราะมันเป็นทางเลือกเดียวที่พวกเขาเหลืออยู่ตอนนี้ ซาอุดีอาระเบียหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับกรุงเตหะรานมาโดยตลอด แต่ตอนนี้พวกเขาจะต้องลงมือปกป้องผลประโยชน์ของตน หากกลุ่มฮูตีเปิดฉากโจมตีจริง ๆ" อัล-อันซี อธิบาย
ช่องแคบบาบ เอล มันเดบ สำคัญแค่ไหน
ช่องแคบบาบ เอล มันเดบ ตั้งอยู่ระหว่างเยเมน ในฝั่งคาบสมุทรอาหรับของทะเลแดง และจิบูตีกับเอริเทรียในฝั่งแอฟริกา เรือสินค้าที่เดินทางมาจากมหาสมุทรอินเดียและอ่าวเอเดนจำเป็นต้องผ่านช่องแคบนี้ เพื่อเข้าสู่คลองสุเอซ
ช่องแคบแห่งนี้มีความยาว 115 กิโลเมตร และกว้าง 36 กิโลเมตร มันกลายเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของการค้าโลก นับตั้งแต่คลองสุเอซเปิดใช้งานในปี 1869 ซึ่งเอื้อให้เกิดเส้นทางเดินเรือที่สั้นที่สุดระหว่างยุโรปและเอเชีย
ปัจจุบัน เส้นทางเดินเรือที่ผ่านทะเลแดงถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่พลุกพล่านที่สุดในโลก การขนส่งทางทะเลราวหนึ่งในสี่ของโลกผ่านเส้นทางนี้
ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งแทบจะถูกปิดจากผลของสงครามไปแล้ว รองรับการขนส่งน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของโลก หากช่องแคบบาบ เอล มันเดบถูกปิดเพิ่มขึ้นอีกนั่นจะส่งผลให้การขนส่งน้ำมันอีกราว 12% ของโลกต้องหยุดชะงักด้วย
สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (Energy Information Administration - EIA) ระบุว่า แต่ละวัน จะมีน้ำมันราว 5 ล้านบาร์เรล จากตะวันออกกลางและเอเชียที่ขนส่งผ่านช่องแคบนี้ไปยังประเทศตะวันตก
นอกจากนี้ ราว 8% ของการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของโลกก็ผ่านช่องแคบแห่งนี้เช่นกัน ทำให้ช่องแคบบาบ เอล มันเดบเป็นเส้นเลือดสำคัญของอุปทานพลังงานโลก
นับตั้งแต่ที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดแทบจะเต็มรูปแบบ เส้นทางเดินเรือผ่านทะเลแดงจึงยิ่งทวีความสำคัญต่อการค้าโลก ซาอุดีอาระเบียเริ่มใช้ช่องแคบบาบ เอล มันเดบ เป็นจุดผ่านสำหรับการขนส่งน้ำมันจากท่าเรือยันบู รัฐบาลซาอุดีอาระเบียส่งน้ำมันดิบวันละหลายล้านบาร์เรลจากแหล่งผลิตทางตะวันออกมายังท่าเรือดังกล่าวผ่านท่อส่งน้ำมัน
นอกเหนือจากน้ำมันและก๊าซแล้ว ช่องแคบบาบ เอล มันเดบ ยังเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าหลักระหว่างตะวันออกและตะวันตก โดยมีเรือสินค้าจำนวนมากแล่นผ่านน่านน้ำนี้ในทุก ๆ วัน

ที่มาของภาพ, Suez Canal Authority via European Pressphoto Agency
การปิดช่องแคบดังกล่าว จะส่งผลกระทบคล้ายคลึงกับเหตุการ์เมื่อปี 2021 ตอนที่เรือสินค้าสัญชาติปานามา ที่มีชื่อว่าเอเวอร์ กิฟเวน เกยตื้นและขวางคลองสุเอซ เหตุการณ์นั้นส่งให้เกิดคอขวดในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกอย่างรุนแรง ดันต้นทุนเพิ่มขึ้น และทำให้การขนส่งทั้งน้ำมันและสินค้าอีกหลากหลายชนิดล่าช้า
บทบาทของกลุ่มฮูตี
มีแนวโน้มสูงว่าการโจมตีช่องแคบบาบ เอล มันเดบใด ๆ ก็ตามจะเป็นฝีมือของกลุ่มฮูตี ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองและกองกำลังติดอาวุธในเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน
ผู้นำระดับสูงของกลุ่มฮูตีรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์โดยไม่เปิดเผยชื่อว่า กลุ่มมีความ "พร้อมทางทหาร" ที่จะโจมตีช่องแคบดังกล่าวเพื่อสนับสนุนรัฐบาลอิหร่าน
เมื่อวันที่ 28 มี.ค. กลุ่มฮูตีได้เปิดฉากโจมตีอิสราเอล ซึ่งนับเป็นการเข้ามามีส่วนร่วมครั้งแรกในสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา–อิสราเอลกับอิหร่าน โดยอิสราเอลระบุว่าสามารถยิงสกัดขีปนาวุธสองลูกที่ยิงมาจากเยเมนได้
กลุ่มฮูตีควบคุมแนวชายฝั่งทะเลแดงของเยเมน และเคยโจมตีพื้นที่ช่องแคบบาบ เอล มันเดบมาแล้วในช่วงสงครามกาซา หากนับแค่ศักยภาพของกลุ่มฮูตีอย่างเดียว พวกเขาได้โจมตีเรือพาณิชย์ไปแล้วมากกว่า 100 ลำด้วยขีปนาวุธและโดรน ทำให้เรือจม 2 ลำ และมีลูกเรือเสียชีวิต 4 ราย

ที่มาของภาพ, Houthi Military Media via Reuters
ในเดือน พ.ย. 2023 กลุ่มฮูตีใช้เฮลิคอปเตอร์บุกยึดเรือสินค้าซึ่งดำเนินการโดยบริษัทญี่ปุ่นและมีเจ้าของเป็นบริษัทสัญชาติอังกฤษกลางทะเลแดง
แม้ว่ากลุ่มฮูตีจะอ้างว่าโจมตีเฉพาะเรือที่มีความเชื่อมโยงกับอิสราเอล แต่การโจมตีดังกล่าวถูกหลายฝ่ายมองว่าเป็นการโจมตีแบบไม่เลือกเป้าหมาย ส่งผลให้บริษัทเดินเรือและบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของโลกหลายแห่งระงับการเดินเรือผ่านเส้นทางนี้
แม้เหตุโจมตีต่าง ๆ จะซาลงในเวลาต่อมา ท่ามกลางคำกล่าวอ้างของสหรัฐฯ ว่ากลุ่มฮูตีเป็นฝ่ายยอมถอย ประกอบกับคำโต้แย้งจากฝ่ายฮูตีว่าสหรัฐฯ ต่างหากที่เป็นฝ่ายยอมถอย แต่บรรดานักวิเคราะห์ยังคงกังวลว่าเหตุการณ์เช่นนี้อาจกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง
"เป็นที่คาดหมายมาโดยตลอดว่ากลุ่มฮูตีในเยเมนจะเข้าร่วมสงครามนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ" ลีส ดูเซต์ หัวหน้าผู้สื่อข่าวต่างประเทศของบีบีซีกล่าว
เธอเสริมว่า "กลุ่มฮูตี ซึ่งมีอิทธิพลในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเยเมน ยังไม่ได้ใช้อาวุธที่ทรงพลังที่สุดของพวกเขา นั่นคือความสามารถในการทำให้การสัญจรผ่านช่องแคบบาบ เอล มันเดบหยุดชะงัก ซึ่งเป็นจุดคอขวดทางทะเลที่เชื่อมทะเลแดงกับเส้นทางการค้าโลก"
เมื่อวันที่ 26 ก.พ. สำนักงานบริหารการเดินเรือของกระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ ระบุในประกาศว่า "แม้ว่ากลุ่มก่อการร้ายฮูตีจะยังไม่ได้โจมตีเรือพาณิชย์นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับกาซาในเดือน ต.ค. 2025 แต่กลุ่มฮูตียังคงเป็นภัยคุกคามต่อทรัพย์สินของสหรัฐฯ รวมถึงเรือพาณิชย์ในภูมิภาคนี้"
เส้นทางสินค้าโลกอ่อนไหวอย่างหนัก

ที่มาของภาพ, Getty Images
คำว่า "บาบ เอล มันเดบ" ในภาษาอาหรับหมายถึง "ประตูแห่งน้ำตา" หรือ "ประตูแห่งความโศกเศร้า" ซึ่งสะท้อนถึงอันตรายในพื้นที่ ทั้งกระแสน้ำเชี่ยว ลมที่คาดเดาไม่ได้ ไปจนถึงโจรสลัดและความขัดแย้ง
ระหว่างปี 2008 ถึง 2012 ช่องแคบแห่งนี้และน่านน้ำโดยรอบเผชิญการโจมตีจากโจรสลัดจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มจากโซมาเลียที่ลักพาตัวลูกเรือเพื่อเรียกค่าไถ่ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาคมระหว่างประเทศและบริษัทเดินเรือต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่
หากมีการปิดเส้นทางในปัจจุบัน จะยิ่งซ้ำเติมวิกฤตตลาดพลังงานที่ตึงตัวอยู่แล้ว จากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ
การหยุดชะงักของการขนส่งในอ่าวได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งจากราว 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลก่อนเกิดวิกฤต ไปสู่ระดับมากกว่า 115 ดอลลาร์สหรัฐ
ขณะเดียวกัน การค้าโลกในสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภคไปจนถึงสินค้าการเกษตร ก็กำลังได้รับผลกระทบ และหากเกิดความปั่นป่วนในเส้นทางเดินเรือเพิ่มเติมอีกแห่ง อาจผลักดันราคาให้สูงขึ้นไปอีก และทำให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งกับอิหร่านรุนแรงยิ่งขึ้น
โมฮัมหมัด อัลบาชา จากบริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงในสหรัฐฯ อย่าง บาชา รีพอร์ต (Basha Report) กล่าวว่า ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ากลุ่มฮูตีจะเริ่มมุ่งเป้าโจมตีเรือที่มุ่งหน้าไปยังซาอุดีอาระเบียหรือไม่
"ต่อให้จะไม่มีเรือลำใดถูกโจมตีเลย แต่แค่เพียงประกาศดังกล่าวก็มีแนวโน้มที่จะสร้างความปั่นป่วนต่อการเดินเรือและสร้างความไม่แน่นอนให้กับท่าเรือของซาอุดีอาระเบียแล้ว ส่วนว่ากลุ่มฮูตีจะเปลี่ยนผ่านจากคำขู่ไปสู่การลงมือปฏิบัติจริงหรือไม่นั้น ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่สุด" เขากล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์






























