You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เสียงจากชายแดนใต้ เมื่อเจอภัยพิบัติ “ต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเองตามลำพัง”
ท่ามกลางดรามาวิวาทะของผู้นำประเทศเรื่องความช่วยเหลือของรัฐบาลต่อเหตุน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ “คนตัวเล็ก ๆ” ในภาคประชาสังคมและกลุ่มจิตอาสาใน จ.ปัตตานี และ จ.ยะลา ยังเดินหน้าทำงานของพวกเขาอย่างเงียบ ๆ
ค่ำคืนวันอาทิตย์ (1 ธ.ค.) ที่ ต.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา เรือไฟเบอร์สองลำพร้อมด้วยอาหารกล่องนับร้อยกล่อง ถูกลำเลียงเข้าไปในหมู่บ้านที่มืดมิด เนื่องจากไฟฟ้าถูกตัด แสงไฟจากไฟฉายติดศีรษะของกลุ่มจิตอาสาที่อยู่บนเรือคือความสว่างเดียวที่มีในหมู่บ้าน แม้สถานการณ์น้ำท่วมจะเข้าสู่วันที่ 7 แล้ว
“(น้ำท่วมสูง) เกินครึ่งของเสาไฟฟ้า ตรงที่พวกเราไปเมื่อคืน” ฟาอิก กรระสี เยาวชนวัย 20 ปี จากกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า สมาคมบัณฑิตและนักศึกษาอัสสลาม (AGSA) กล่าวกับบีบีซีไทย
แม้บนถนนใหญ่น้ำจะลดระดับลงแล้ว แต่ในพื้นที่ ต.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา ยังมีน้ำท่วมสูงในหลายหมู่บ้าน ทำให้ความช่วยเหลือต้องใช้วิธีพายเรือเข้าไป นอกจากนี้ ไฟฟ้ายังถูกตัด สัญญาณอินเทอร์เน็ตและสัญญาณโทรศัพท์ก็ใช้ได้เพียงครั้งคราว ส่วนเรื่องอาหารการกิน แม้มีหน่วยงานภาครัฐเข้าไปแจกอาหารอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เพียงพอครบทุกมื้อ
“เขาก็ยังต้องการอยู่ บางบ้านก็ออกมาไม่ได้ ก็รออยู่ในบ้านตามมีตามเกิด” ฟาอิกกล่าว พร้อมบอกว่า พื้นที่ที่เขาและเพื่อนเยาวชนเข้าไป ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบอกว่า มีกลุ่มชาวบ้านที่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่ยังห่วงบ้าน แม้จะย้ายของและสัตว์เลี้ยงไปไว้บนที่สูงแล้ว แต่ยังกลับมาที่บ้านและติดอยู่ในบ้าน เนื่องจากน้ำท่วมสูง
“พวกผมเดินอยู่ริมถนน มีเด็กผู้หญิงผู้ชายพายเรือออกมาจากที่มืด ผมถามน้องมาจากไหน เขาบอกอยู่ในหมู่บ้านและบอกว่า มีอีกเป็นสิบบ้านเลย เราไม่รู้เลย เราก็แจกอยู่ตามข้างถนนแบบนั้น”
ฟาอิกเล่าว่า กลุ่มของเขาเป็นการรวมตัวของเยาวชนจากหลายสถาบันการศึกษาในยะลา และทำงานร่วมกับสมาคมฟ้าใสส่งเสริมสุขภาวะเด็กชายแดนใต้ รวมกว่า 10 คน โดยเริ่มต้นจากการเปิดครัวกลางประกอบอาหาร ออกแจกจ่ายในหลายสิบชุมชน ใน อ.เมืองยะลา และอำเภออื่น ๆ รอบนอกที่แจ้งความช่วยเหลือเข้ามา ส่วนรถบรรทุกสิบล้อที่เป็นเรี่ยวแรงหลักในการลุยน้ำระดับสูงไปตามหมู่บ้าน เป็นรถบรรทุกจากจิตอาสาที่เป็นเจ้าของบริษัทก่อสร้าง
“บางพื้นที่ยังต้องใช้เรือยนต์ ถึงแม้พวกเรามีข้าว แต่ถ้าไม่มีเรือยนต์ก็เข้าไปไม่ได้อยู่ดี เพราะเรามีแค่เรือพายเล็ก ๆ เป็นเรือไฟเบอร์ ช่วงแรก ๆ วัตถุดิบขาดตลาด ดีที่พวกเราเปิดครัวที่สมาคม เอารถสิบล้อลุยน้ำไปซื้อที่หาดใหญ่ และพาคนที่จะกลับเข้ายะลากลับมาด้วย”
เกินกำลังของจิตอาสา
นอกจากชะตากรรมของคนบ้านเดียวกันที่สภาพบ้านเสียหายหนัก สิ่งที่ทำให้เยาวชนจากยะลาสลดใจในน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ คือการร้องขอความช่วยเหลือมายังกลุ่มจิตอาสาของเขาและเพื่อน ๆ ในทุกช่องทาง จากหลายพื้นที่ เขาบอกว่า สถานการณ์ฉุกเฉินที่หนักหนาระดับนี้เกินมือกลุ่มเยาวชนอย่างพวกเขาแน่นอน และระบบข้อมูลการช่วยเหลือว่ามีพื้นที่ใดมีจุดอพยพตรงใดบ้าง ไม่ได้มีการเชื่อมต่อข้อมูลกัน ดังนั้น การช่วยเหลือจึงต้องสุ่มลงพื้นที่และประสานกับกลุ่มจิตอาสาอื่น ๆ ในจังหวัดเพื่อไม่ให้ทับซ้อนกันด้วย
เยาวชนจากกลุ่ม AGSA จ.ยะลา เชื่อว่า กำลังของภาครัฐมีมากกว่านี้ แต่ในฐานะประชาชนเขาไม่รับรู้ว่ามีแผนอย่างไร แต่จากสถานการณ์ที่เห็นเชื่อว่า หากองค์กรภาครัฐเข้มแข็ง จะไม่พบองค์กรจิตอาสาหรือประชาสังคมที่มาดิ้นรนเพื่อประชาชนในพื้นที่
เขายังแสดงความกังวลเกี่ยวกับคำพูดของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความเห็นต่อการช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ว่า ทุกคำพูดและการกระทำอาจสามารถถูกตีความได้หลายทาง ด้วยบริบทของพื้นที่ชายแดนใต้ที่มีสถานการณ์ไม่สงบและเป็นพื้นที่ของมุสลิมชนกลุ่มน้อยในประเทศ
“มันส่งผลกระทบ ทั้งทางจิตใจ ทางความรู้สึก” เขาให้ความเห็น
สามจังหวัดชายแดนใต้เมื่อเจอภัยพิบัติ “ต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเองตามลำพัง”
ตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย. เป็นต้นมา หรือเข้าวันที่ 7 แล้ว เครือข่ายผู้หญิงกับภัยพิบัติ และสภาประชาสังคมชายแดนใต้และเครือข่ายในชายแดนใต้ ได้รวมตัวกันประสานความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของ จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
“เนื่องจากสถานการณ์ครั้งนี้หนักมาก ถนนถูกตัดขาดจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง รถบรรทุกหกล้อ สิบล้อ ก็เข้าไม่ได้ เราได้รับรายงานจากพื้นที่บางส่วนว่า มีพื้นที่ที่ไม่ได้รับความช่วยเหลืออยู่จริง ๆ ในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา” ผศ.ดร.อลิสา หะสาเมาะ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เครือข่ายผู้หญิงกับภัยพิบัติ และสภาประชาสังคมชายแดนใต้ กล่าวกับบีบีซีไทย
จากการรายงานสถานการณ์ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุว่าระหว่างวันที่ 22 พ.ย.-2 ธ.ค. 2567 มีพื้นที่ประสบภัย 10 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส มีครัวเรือนได้รับผลกระทบ 664,173 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 22 ราย
จังหวัดปลายด้ามขวานดูเหมือนจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยเชิงที่ตั้ง เนื่องจากถนนเส้นหลักจาก จ.สงขลา มาสู่ด่านแรกของจังหวัดชายแดนใต้ที่ จ.ปัตตานี หรือทางหลวงหมายเลข 43 เกิดน้ำท่วมสูง จนต้องปิดการจราจรในหลายจุดในช่วงปลายสัปดาห์เมื่อวันที่ 29 พ.ย. ที่ผ่านมา ทำให้การขนส่งปัจจัยพื้นฐานหรือความช่วยเหลือติดชะงักอยู่บนทางหลวงเส้นหลัก
แต่นอกจากการถูกตัดขาดด้วยอุทกภัยแล้ว ผศ.ดร.อลิสา กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้การเข้าช่วยเหลือทำได้ไม่ง่ายนัก เพราะหลายพื้นที่เป็นพื้นที่ห่างไกล และการเป็นพื้นที่ที่มีสถานการณ์ความขัดแย้ง ความช่วยเหลือจากองค์กรนอกภาครัฐจึงมีความแตกต่างจากอุทกภัยในพื้นที่อื่นของประเทศ
“เรื่องของการอพยพ หน่วยงานภายนอกจะเข้าไปช่วยเหลือไม่ได้ และการสื่อสารกับโลกภายนอก ถ้าเทียบกับน้ำท่วม จ.น่าน เชียงใหม่ เชียงราย อันนี้เราจะเห็นชัดเจนว่า มีมูลนิธิประมาณ 300-400 มูลนิธิ เข้าไปช่วยเหลือ แต่ของภาคใต้น้อยมาก ส่วนใหญ่จะวน ๆ อยู่แค่สงขลา หาดใหญ่ แล้วก็กลับ ไม่สามารถลงมาได้ เพราะอาจเป็นความไม่คุ้นชินในพื้นที่ และเป็นพื้นที่ความขัดแย้งที่ไม่ค่อยมีใครเข้ามาทำงานในพื้นที่อยู่แล้วในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ก็จะเป็นอุปสรรคใหญ่ข้อหนึ่งที่ทำให้ในพื้นที่สามจังหวัดฯ เวลาเกิดภัยพิบัติธรรมชาติ ก็ต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเองตามลำพัง”
ผศ.ดร.อลิสา กล่าวว่า ปัญหาอีกด้านหนึ่ง คือวิกฤตอาหารและน้ำดื่ม ที่ในตัวเมืองปัตตานียังประสบภาวะขาดแคลน ทั้งในห้างขนาดใหญ่ หรือตามร้านสะดวกซื้อ แม้เริ่มทยอยเข้ามาบ้างแล้ว แต่พื้นที่รอบนอกที่ห่างไกลยังประสบกับวิกฤต
“ตอนนี้คงเป็นเรื่องของข้าวสาร อาหารแห้ง และน้ำดื่ม ที่มันหาซื้อไม่ได้” เธอกล่าวและบอกด้วยว่า ในบางพื้นที่ราคาอาหารแห้ง เช่น ไข่ไก่ ได้รับข้อมูลจากเครือข่ายจาก ต.กายูบอเกาะ อ.รามัน จ.ยะลา ว่าราคาพุ่งสูงจาก 100 บาทต้น ๆ ต่อแผง ไป 180 บาทแล้ว
“เมื่อเกิดภัยพิบัติ กลุ่มคนที่น่าเป็นห่วง คือกลุ่มคนยากจน กลุ่มคนที่เปราะบาง ทั้งหลายแหล่ ที่ไม่มีเงินในการซื้อของ และคนในพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลจากกลุ่มอื่น”
ชุมชนต้องยืนด้วยขาตนเอง
นักวิชาการ ม.อ. จากเครือข่ายผู้หญิงกับภัยพิบัติในชายแดนใต้ กล่าวว่าในพื้นที่ที่เกิดอุทกภัยเป็นประจำอย่างใน ต.ลิปะสะโง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งมีประชากร 900 ครัวเรือน ก่อนหน้านี้เป็นพื้นที่ที่ไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานข้างนอกเลย เป็นชุมชนที่อยู่ด้วยตัวเองตามลำพัง และด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ อยู่ระดับต่ำกว่าถนน ฉะนั้นเวลาเกิดฝนตก หรือน้ำท่วม จะท่วมเต็มทุกพื้นที่ทั้งตำบล จึงมีการซักซ้อมการรับมืออยู่ในแง่การเตรียมพื้นที่จุดอพยพ การตั้งครัวรวมที่ศูนย์ตาดีกาชุมชน แต่น้ำท่วมครั้งนี้หนักกว่าทุกครั้ง เพราะสภาพถนนไม่สามารถเดินทางเข้าไปได้เลย
“อาหารหมดตั้งแต่เมื่อวาน แต่โชคดีที่รถของมูลนิธิเพื่อนพึ่งภาสามารถเข้าไปได้ในวันที่อาหารหมดพอดี และยังมีเรื่องนมผงสำหรับเด็กที่ต้องใช้น้ำซาวข้าวให้เด็กกินประทังไปก่อน”
ภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ยังพยายามประสานความช่วยเหลือเรื่องปัจจัยที่จำเป็นแก่การดำรงชีวิตในแต่ละจุด
น.ส.ลม้าย มานะการ เครือข่ายผู้หญิงกับภัยพิบัติ และสภาประชาสังคมชายแดนใต้ กล่าวว่า ทางศูนย์ประสานงานได้ใช้แนวทางให้ชุมชนสามารถยืนด้วยตัวเอง เมื่อมีการติดต่อเข้ามา จะมีขั้นตอนให้ประสานไปยังท้องถิ่นหรือ อบต. เป็นอันดับแรก หากท้องถิ่นรับไม่ไหว จึงจะพิจารณาว่าในพื้นที่ประสบภัยมีจุดตั้งครัวรวม มีอาสาสมัครประจำจุด และอาสาเคลื่อนที่ด้วยหรือไม่ หากมีความพร้อมทางศูนย์ฯ จะดำเนินการจัดส่งปัจจัยและวัตถุดิบประกอบอาหารให้
รับมือฝนอีกระลอก 3–5 ธ.ค. นี้
วันที่ 2 ธ.ค. 2567 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างแก้ไขปัญหาน้ำท่วมใต้ โดยขณะนี้ประสานกระทรวงพลังงานให้ประกาศเอาน้ำมันในสต็อกออกมาใช้
เขาบอกด้วยว่า สั่งการกรมทางหลวงเร่งซ่อมถนนเพื่อให้การลำเลียงอาหารและสิ่งของเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ง่ายขึ้น ซึ่งล่าสุดทราบว่าสามารถใช้รถใหญ่ลำเลียงเข้าพื้นที่ได้แล้ว
ส่วนฝนระลอกใหม่ที่จะเข้ามา รองนายกฯ บอกว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยเตรียมการดูแลประชาชนอีกระลอกหนึ่ง และได้เตรียมการในการเยียวยาฟื้นฟูไว้ทั้งหมดแล้ว
น้ำท่วมจะระลอกสัปดาห์ที่แล้วยังหนักหน่วง ในช่วงวันที่ 3–5 ธ.ค. นี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประกาศเตือนว่า หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวไทยตอนล่างและชายฝั่งประเทศมาเลเซียจะเคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณภาคใต้ตอนล่าง ทำให้ภาคใต้ตอนกลางถึงตอนล่างมีฝนตกหนักหลายพื้นที่และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง
ตัวแทนจากสภาประชาสังคมชายแดนใต้ กล่าวด้วยว่า ปัจจัยพื้นฐานและอาหารยังเป็นสิ่งที่ต้องการในพื้นที่ ขณะที่ฝนระลอกใหม่กำลังจะลงมาซ้ำ
"พรุ่งนี้มะรืนนี้ ฝนจะตกอีก 1-2 วัน หลาย ๆ ปัจจัย จึงเป็นสาเหตุของการร้องขอเรื่องของอาหาร น้ำดื่ม และของใช้จำเป็น" ผศ.ดร.อลิสา ระบุ