หมู่บ้านในอียิปต์สูญเสียคนหนุ่ม 74 ชีวิต จากเหตุน้ำท่วมลิเบีย

.
คำบรรยายภาพ, ลูกชายทั้งสองของรายา ไฟซาล ทำงานในเมืองเดอร์นา และทั้งคู่ก็สูญหายไปจากน้ำท่วมใหญ่
Published

ในช่วงเช้าของวันพุธที่ 13 ก.ย. ที่ผ่านมา ผู้คนในหมู่บ้านอัล-ชารีฟ (al-Sharif) ทางตอนเหนือของอียิปต์ พากันออกมายืนเข้าแถวที่ข้างถนนสายหลัก เพื่อแสดงการไว้อาลัยและให้เกียรติแก่ขบวนรถพยาบาล ซึ่งบรรทุกศพลูกหลานของพวกเขาโดยมุ่งตรงไปยังสุสานของหมู่บ้าน

หมู่บ้านอัล-ชารีฟ อยู่ห่างจากเมืองเดอร์นาของประเทศลิเบีย ซึ่งเป็นจุดที่ประสบอุทกภัยร้ายแรงเมื่อไม่กี่วันก่อนถึง 900 กิโลเมตร แต่หมู่บ้านแห่งนี้กลับประสบกับความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงไม่แพ้กัน เนื่องจากคนหนุ่มวัย 18-30 ปีจากที่นี่ ต้องมาด่วนลาโลกไปก่อนวัยอันควร หลังเข้าไปเป็นแรงงานต่างด้าวที่ทำงานก่อสร้างในเมืองเดอร์นากันจำนวนมาก เพื่อหารายได้ส่งมาจุนเจือทางบ้าน

ยอดผู้เสียชีวิตที่มาจากหมู่บ้านอัล-ชารีฟในขณะนี้ มีถึงอย่างน้อย 74 รายแล้ว และน่ากลัวว่าตัวเลขอาจเพิ่มสูงขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัวในไม่กี่วันข้างหน้า เพราะยังมีผู้สูญหายอยู่อีกราว 100 คนด้วย

ผู้สื่อข่าวบีบีซีที่ไปเยือนหมู่บ้านอัล-ชารีฟ รายงานว่าบรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าสลด โดยทุกหลังคาเรือนกำลังจัดงานศพกันแทบทั้งหมด

ผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายส่วนใหญ่มาจากครอบครัวเดียวกัน เช่นตระกูลอัล-ดาบา ซึ่งมีสมาชิกจำนวนมากที่สุดในหมู่บ้านตระกูลหนึ่ง ต้องสูญเสียลูกหลานผู้ชายไปถึง 16 คน

“ลูกชายสามคนของผมตายหมด พวกเขายังอายุแค่ยี่สิบกว่า ๆ เท่านั้นเอง” จูมา อัล-ซายยิด เกษตรกรวัย 50 ปี กลั้นน้ำตาพลางบอกกับบีบีซีว่า “พวกเขาลักลอบเข้าไปทำงานในลิเบีย ผมเองที่เป็นคนช่วยหาเงินค่าเดินทางให้กับลูกทั้งสามคน ตอนนี้ผมอยากให้ตัวเองไม่ได้ทำเช่นนั้น”

ที่บ้านหลังใกล้กัน ฟาติมา มูฮัมหมัด กำลังโศกเศร้ากับการจากไปของลูกชายสามคน ที่ล้วนอยู่ในวัยเพียง 20 กว่าปีเช่นกัน พวกเขาทิ้งภรรยาและลูก 5 คนไว้ให้ฟาติมาช่วยเลี้ยงดู ซึ่งตอนนี้เธอเป็นแม่ม่ายที่หาเลี้ยงชีพด้วยการทำไร่ไถนาไปวัน ๆ

ฟาติมาบอกกับบีบีซีทั้งน้ำตาว่า ตอนแรกเธอไม่เชื่อว่าลูกทั้งสามเสียชีวิตแล้ว จนกระทั่งได้เห็นร่างไร้วิญญาณของพวกเขา “ฉันฝังศพพวกเขาไว้เคียงข้างกัน เหมือนกับฝังเมล็ดพืชในผืนดิน”

จูมา อัล-ซายยิด ช่วยลูกชายทั้งสามของเขาระดมทุนเพื่อเดินทางไปลิเบีย และลูกชายทั้งสามของเขาก็ตายจากน้ำท่วม
คำบรรยายภาพ, จูมา อัล-ซายยิด ช่วยลูกชายทั้งสามของเขาระดมทุนเพื่อเดินทางไปลิเบีย และลูกชายทั้งสามของเขาก็ตายจากน้ำท่วม

ส่วนรายา ไฟซาล กำลังรอฟังข่าวจากลิเบียอย่างใจจดใจจ่อ เพราะอาเหม็ดและโมฮัมเหม็ด ลูกชายทั้งสองของเธอสูญหายและขาดการติดต่อไป หลังเมืองเดอร์นาถูกพายุไซโคลนแดเนียลซัดถล่ม “ฉันเฝ้าภาวนาอ้อนวอนต่อพระเจ้า ขอให้ลูกทั้งสองยังไม่ตาย ชีวิตฉันจะเป็นยังไงต่อไป ถ้าพวกเขาได้จากไปแล้วจริง ๆ”

ชาวหมู่บ้านอัล-ชารีฟบอกว่า คนหนุ่มจำนวนมากนับพันคนจากที่นี่ได้เข้าไปทำงานก่อสร้างในลิเบีย เนื่องจากหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ในภูมิภาคเบนีซูเอฟ (Beni Suef) ซึ่งประชากรกว่า 60% มีฐานะยากจน สำนักงานประชาสัมพันธ์และสถิติกลางของอียิปต์ยังระบุว่า ประเทศของตนมีประชากรผู้มีรายได้น้อยมากถึงเกือบ 30%

ชาวอียิปต์หลายพันคนทำงานในลิเบีย ส่วนใหญ่ทำงานก่อสร้าง

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ชาวอียิปต์หลายพันคนทำงานในลิเบีย ส่วนใหญ่ทำงานก่อสร้าง

ในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา ชาวอียิปต์ได้กลายเป็นแรงงานต่างด้าวกลุ่มใหญ่ที่สุด ซึ่งพากันเข้าไปทำงานในประเทศที่อุดมไปด้วยน้ำมันดิบอย่างลิเบีย สถิติจากองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานของสหประชาชาติหรือไอโอเอ็ม (IOM) ระบุว่าปัจจุบันมีแรงงานชาวอียิปต์ในลิเบียถึง 140,000 คน แม้ลิเบียจะประสบกับเหตุวุ่นวายทางการเมืองมายาวนาน นับตั้งแต่การลุกฮือเพื่อโค่นล้มจอมเผด็จการ มูอัมมาร์ กัดดาฟี เมื่อปี 2011

ตอนนี้ลิเบียเป็นรัฐที่อยู่ในภาวะเปราะบาง โดยมีการแบ่งแยกประเทศเป็นสองขั้ว นำโดยรัฐบาลสองชุดที่เป็นศัตรูคู่แข่งกัน ทั้งยังมีภัยคุกคามจากความรุนแรงที่อาจยกระดับเป็นสงครามกลางเมืองได้ทุกเมื่อ

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ชายหนุ่มชาวอียิปต์ยังคงพากันมุ่งหน้าไปทำงานที่ลิเบีย “ลูกชายของผมอยากได้งานที่มีค่าตอบแทนเป็นกอบเป็นกำ เพื่อที่จะมีเงินพอมาเลี้ยงดูจุนเจือครอบครัวได้ แม้จะต้องไปอยู่ที่ประเทศซึ่งกำลังจะเกิดสงครามก็ตาม” จูมา อัล-ซายยิด กล่าว

กระทรวงส่งเสริมเอกภาพทางสังคมของอียิปต์บอกกับบีบีซีว่า รัฐบาลกำลังตรวจสอบจำนวนของพลเมืองอียิปต์ที่เสียชีวิตในเหตุน้ำท่วมที่ลิเบีย เพื่อให้ได้ตัวเลขสถิติที่ชัดเจน ซึ่งจะนำไปใช้ในการมอบเงินชดเชยและช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้