วินาศภัยลิเบีย ทำไมความเสียหายจึงรุนแรงเช่นนี้ ในวันที่ยอดเสียชีวิตอาจเพิ่มสูงถึง 20,000 คน

.

ที่มาของภาพ, AFP

Published

เหตุน้ำท่วมใหญ่ลิเบีย มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 5,300 คน และอีกหลายพันคนยังคงสูญหาย แต่นายกเทศมนตรีเมืองเดอร์นา ที่ได้รับผลกระทบหนักสุด เตือนว่า ยอดผู้เสียชีวิตอาจสูงถึง 20,000 คน

อับดุลเมนัม อัล-ไกธิ นายกเทศมนตรีเมืองเดอร์นา ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บอกกับสำนักข่าวซาอุดีอาระเบียว่า ประเมินแล้วว่า ยอดผู้เสียชีวิตอาจปรับเพิ่มจาก 5,300 คนในปัจจุบัน เป็นกว่า 18,000-20,000 คน

น้ำท่วมความสูงเหมือนสึนามิ ทะลักเข้าถล่มเมืองเดอร์นา จนทำให้ชุมชนหลายแห่งถูกซัดตกลงไปในทะเล หลายครอบครัวถูกมวลน้ำซัดจนหายไป

ผู้สื่อข่าวลิเบียที่พูดคุยกับผู้รอดชีวิตในเมือง มองว่าวินาศภัยที่เกิดขึ้น “มันยิ่งกว่าภัยพิบัติ”

ทีมข่าว บีบีซีเวอริฟาย (BBC Verify) และทีมผู้สื่อข่าวด้วยภาพ (Visual Journalism) ได้ประมวลถึงเหตุผลที่อาจให้คำตอบได้ว่า ทำไมเหตุน้ำท่วมเมืองเดอร์นาถึงสร้างความเสียหายหนักหน่วงเช่นนี้

ฝนตกมากเป็นประวัติการณ์

พายุแดเนียลที่พัดเข้าถล่มลิเบีย ได้ก่อให้เกิดฝนตกหนักตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา (10 ก.ย.) โดยพื้นที่บางส่วนของชายฝั่งด้านตะวันตกเฉียงเหนือมีฝนตกมากถึง 400 มิลลิเมตร ภายในเวลาแค่ 24 ชั่วโมง

ปริมาณน้ำฝนระดับนี้ถือว่าผิดปกติ เพราะนี่เป็นพื้นที่ที่ปกติฝนตกเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 มิลลิเมตร ตลอดเดือน ก.ย. เท่านั้น

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติลิเบีย ระบุว่า นี่เป็นปริมาณฝนที่มากเป็นประวัติการณ์

ข้อมูลจากดาวเทียม (ภาพด้านล่าง) แสดงให้เห็นปริมาณน้ำฝนที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ อย่างไรก็ตาม การวัดปริมาณน้ำฝนจากภาคพื้นดิน พบว่าในหลายจุดมีฝนตกลงมามากกว่าข้อมูลที่แสดงในภาพนี้เสียอีก

.

ตอนนี้ ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่า ความรุนแรงของพายุที่มากขึ้น เป็นผลจากอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่ผู้สังเกตการณ์เชื่อว่า ปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ทำให้พายุที่รุนแรงมีโอกาสเกิดถี่ขึ้น

ศาสตราจารย์ ลิซ สตีเฟนส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเรดดิงในสหราชอาณาจักร กล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์ต่างมั่นใจว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลผลักดันให้เกิดฝนตกหนักมากเช่นนี้เมื่อมีพายุ

เขื่อน 2 แห่งเอ่อทะลัก

แม่น้ำวาดิเดอร์นา ตัดผ่านสันดอนในลิเบีย และผ่านมาถึงเมืองเดอร์นา ก่อนออกสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

เขื่อนในแถบนี้ส่วนใหญ่จะแห้งขอดเกือบตลอดทั้งปี แต่ปริมาณน้ำฝนที่มหาศาลได้ทำให้เขื่อนสำคัญ 2 แห่งนี้ เอ่อล้นจนเขื่อนแตก และทำลายสะพานหลายแห่ง

.

ประชาชนในเมืองเดอร์นา ที่ทางการได้ร้องขอให้อยู่แต่ในบ้าน ระบุว่าได้ยินเสียงดังก้อง ก่อนที่ทั้งเมืองจะจมอยู่ใต้น้ำ

“เขื่อนพยายามขังน้ำเอาไว้ในช่วงต้น แต่มันก็แตก และปลดปล่อยมวลน้ำมหาศาลออกมารวดเดียวเลย”

“ซากปรักหักพังที่น้ำท่วมซัดถล่ม ยิ่งเพิ่มอำนาจการทำลายล้างของน้ำท่วมครั้งนี้ด้วย” ศ.สตีเฟนส์ กล่าว

เขื่อนที่อยู่ต้นน้ำ มีศักยภาพกักเก็บน้ำได้ 1.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนเขื่อนที่อยู่ปลายน้ำลงมา กักเก็บน้ำได้ 22.5 ล้านลูกบาศก์เมตร

1 ลูกบาศก์เมตร คิดได้เท่ากับน้ำหนักของน้ำ 1 ตัน ดังนั้นน้ำ 1.5 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงมีน้ำหนักเท่ากับ 1.5 ล้านตัน

หากคำนวณน้ำหนักดังกล่าว เข้ากับความเร็วของน้ำที่ไหลลงจากที่สูง มันจะก่อให้เกิดพลังมหาศาล โดยผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า น้ำท่วมมีความสูงเกือบ 3 เมตรในหลายพื้นที่

มีการประเมินว่า น้ำสูง 6 นิ้ว (20 เซนติเมตร) ที่ไหลอย่างรวดเร็ว ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คนที่ยืนอยู่ล้มลง ขณะที่น้ำสูง 2 ฟุต (ุ60 เซนติเมตร) ก็เพียงพอที่จะทำให้รถยนต์ลอยไปตามกระแสน้ำได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่อาคารทั้งหลังจะพังทลายลงได้จากน้ำท่วมสูงระดับนี้

.

ที่มาของภาพ, Reuters

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินได้ว่า สาเหตุของหายนะครั้งนี้ เป็นผลจากเพียงฝนตกหนักเกินไปจนเขื่อนรองรับไม่ไหว หรือเพราะสภาพโครงสร้างของเขื่อนที่ทรุดโทรมก็มีส่วนด้วยกันแน่

จากการสังเกตการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ พิจารณาได้ว่า เขื่อนเหล่านี้สร้างขึ้นจากดินหรือหินที่บดอัดเข้าด้วยกัน ซึ่งไม่แข็งแรงเทียบเท่าคอนกรีต

“เขื่อนลักษณะนี้มีโอกาสที่จะโค่นตัวลงมาสูง (เมื่อระดับน้ำเกินศักยภาพของเขื่อน) แม้เขื่อนที่สร้างจากคอนกรีตจะทนจากการพังทลายลงมาได้ แต่เขื่อนที่อัดแน่นด้วยหิน มักจะไม่รอด” ศาสตราจารย์ ดรากัน ซาวิก จากมหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไฮดรอลิก กล่าว

และตามการวิเคราะห์ของ แอนดรูว์ บาร์ วิศวกรโครงสร้าง เขามองว่า เขื่อนที่อยู่เหนือขึ้นไปทางต้นน้ำแตกก่อน จากนั้นมวลน้ำก็ไหลตามแม่น้ำที่ตัดผ่านหุบเขา มายังเขื่อนที่อยู่ด้านล่าง ก่อนจะทำให้เขื่อนด้านล่างรองรับน้ำไม่ไหว จนเขื่อนแตกตาม เป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมเฉียบพลันรุนแรงมายังเมืองเดอร์นา ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาและทะเล

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ผลงานวิจัยเกี่ยวกับไฮดรอลิกในภูมิภาคดังกล่าวที่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อปีที่แล้ว ระบุว่าลุ่มแม่น้ำวาดิเดอร์นา “มีความเสี่ยงสูงจากน้ำท่วม” โดยงานวิจัยนี้ อ้างอิงปริมาณน้ำท่วมที่เคยเกิดขึ้น และอาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงระบุว่า เขื่อนต่าง ๆ บนแม่น้ำ “ควรต้องบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ”

ผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคนยังเน้นถึงสถานการณ์ทางการเมืองในลิเบียเอง ที่ทำให้การบำรุงรักษาเขื่อนไม่ดีเท่าที่ควร

ตอนนี้ ความพยายามช่วยเหลือผู้ประสบภัยในลิเบียยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จอห์ร อาลี ผู้สื่อข่าวชาวลิเบีย ที่ได้พูดคุยกับผู้รอดชีวิตในเมือง บอกกับบีบีซีว่า “ผู้คนได้ยินเสียงทารกร้องจากใต้ผืนดิน แต่พวกเขาไม่รู้จะเข้าไปช่วยอย่างไร”

“ผู้คนใช้พลั่วเพื่อนำร่างผู้เสียชีวิตที่ถูกฝังกลบใต้ดินขึ้นมา บางคนใช้มือเปล่า พวกเขาล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘มันเหมือนวันสิ้นโลก’”

.

ที่มาของภาพ, AFP