สองหนุ่มอิตาลีข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกด้วยรถลอยน้ำสองคัน สานฝันพ่อที่กำลังจะจากไป

ที่มาของภาพ, Autonauti
- Author, วีเบเกอ เวเนมา
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
- Published
- เวลาอ่าน: 11 นาที
เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 1999 กลางมหาสมุทรแอตแลนติกที่ห่างจากชายฝั่งประเทศบาร์เบโดสไปราว 1,200 กิโลเมตร เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งพบเข้ากับภาพที่ชวนให้งุนงง มีรถยนต์สองคันลอยอยู่กลางทะเล คันแรกคือ โฟล์คสวาเกน พาสสัต (Volkswagen Passat) และอีกคันคือ ฟอร์ด เทานุส (Ford Taunus) โดยมีชาวอิตาเลียนสองคนนั่งอยู่บนหลังคารถทั้งสอง
เพื่อนคู่หูสองคนนี้คือ มาร์โก อาโมเรตติ วัย 23 ปี และมาร์โก เด กันเดีย วัย 21 ปี ซึ่งเป็นอายุของพวกเขาในขณะนั้น ทั้งคู่ออกเดินทางจากเกาะลาปัลมาในหมู่เกาะคานารีมาแล้วเกือบ 4 เดือนตอนที่เรือบรรทุกน้ำมันมาพบพวกเขา
"กัปตันเรืออยากรู้ว่าเราอยู่บนยานพาหนะประเภทไหน" อาโมเรตติเล่า "เราไม่รู้จะตอบยังไงดี เขาอยากรู้เลขทะเบียนรถเราหรือเปล่านะ"
เรือน้ำมันลำนั้นแบ่งน้ำและผลไม้ให้พวกเขา ก่อนที่สองหนุ่มจะออกเดินทางต่ออย่างร่าเริง
แต่คำถามคือพวกเขาไปทำอะไรอยู่กลางทะเลแบบนั้น
การข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกด้วยรถเป็นความฝันที่ จอร์โจ อาโมเรตติ พ่อของมาร์โก ใฝ่ฝันมาตลอด
จอร์โจ อาโมเรตติ เป็นทั้งนักผจญภัยและช่างภาพข่าว การเดินทางสุดพิสดารของเขายังรวมไปถึงการข้ามทะเลทรายซาฮาราด้วยร่มชูชีพที่ลากด้วยรถยนต์ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ลงในนิตยสารทั่วโลก
สำหรับมาร์โกในวัยเด็ก พ่อดูราวกับซูเปอร์ฮีโร่
ทว่าในตอนนั้นพ่อกำลังจะจากโลกนี้ไป และนั่นคือโอกาสของมาร์โกที่จะทำให้ความฝันสุดท้ายของพ่อเป็นจริง

ที่มาของภาพ, Autonauti
ในอิตาลี จอร์โจมักตกเป็นข่าวอยู่เสมอจากมุมมองที่สุดโต่งของตัวเขา เขาให้ลูกทั้ง 6 คนของตัวเองเรียนหนังสือจากที่บ้าน และต่อสู้เพื่อให้ได้สถานะ "พ่อบ้าน" (house-husband) ซึ่งทั้งสองอย่างเป็นแนวคิดที่ใหม่มากในเวลานั้น เขายังเถียงว่ารัฐควรเข้ามามอบเงินให้กับเหล่าผู้เป็นแม่ที่ต้องอยู่บ้านเพื่อเลี้ยงลูก
จอร์โจใช้ประโยชน์จากแสงไฟที่สื่อสาดใส่เขาจากการผจญภัยสุดบ้าบิ่น มาเป็นกระบอกเสียงให้กับการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เขาทำอยู่ ตอนนั้นเขาวางแผนจะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกด้วยรถยนต์ลอยน้ำ เพื่อรณรงค์เรียกร้องค่าตอบแทนให้ผู้หญิงที่เป็นแม่ที่ทำงานบ้าน เขาใช้เวลาหลายปีดัดแปลงรถมือสองให้แล่นในทะเลได้ และมาร์โก อาโมเรตติ ผู้เป็นลูกก็เติบโตมากับการเฝ้าดูพ่อลงมือประดิษฐ์รถต้นแบบคันนั้นอยู่ในสวนหลังบ้าน
"รถคันนั้นเหมือนตัวละครจากนิทานแฟนตาซี มันคือความฝันของเรา" เขาเล่า
จอร์โจทดสอบนำ "รถทะเล" ลงน้ำครั้งแรกจากหมู่เกาะคานารีในปี 1978 แต่ทางการก็เข้ามาหยุดยั้งเขาไว้ ต่อมาในปี 1988 เขานำรถดัดแปลงคันนั้นไปแล่นในคลองกานาลดูมีดี ประเทศฝรั่งเศส
อย่างไรก็ดี การข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกยังคงเป็นเป้าหมายสูงสุด แต่เขาหาเงินทุนได้ไม่เพียงพอ

ที่มาของภาพ, Autonauti
หลังจากนั้น ในเดือน พ.ย. 1998 จอร์โจก็ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง โดยแพทย์บอกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่เดือนเท่านั้น เหตุการณ์นั้นทำให้ลูกชายของเขาทั้งมาร์โก เมาโร และฟาบิโอ มีแรงฮึดในการทำให้ความฝันสุดท้ายของเขาเป็นจริง พวกเขาต่างเริ่มเตรียมความพร้อมให้กับรถยนต์ทั้งสองคันทันที โดยติดตั้งกระดูกงูโลหะ เสากระโดง และโทรศัพท์ดาวเทียมที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์
"เราไม่ค่อยแน่ใจว่าการดัดแปลงพวกนี้จะถูกกฎหมายสำหรับการขับบนท้องถนนหรือเปล่า เราเลยพรางมันไว้ให้มิดชิดที่สุดเท่าที่จะทำได้" มาร์โก อาโมเรตติ เล่า
พวกเขาขับรถไปยังหมู่เกาะคานารี และหาจุดลับตาคนเพื่อดัดแปลงขั้นสุดท้าย นั่นคือการอัดโฟมโพลียูรีเทนชนิดขยายตัวเข้าไปในตัวรถเพื่อให้มันลอยน้ำได้ พร้อมกับเตรียมอาหาร น้ำ และเรือยางที่มีเต็นท์อยู่บนหลังคาไว้สำหรับนอน

ที่มาของภาพ, Autonauti
ตอนแรกจอร์โจหวังว่าจะได้ร่วมเดินทางข้ามมหาสมุทรไปกับลูกชายทั้งสอง แต่เมื่ออาการของเขาทรุดลง เขาจึงยกที่นั่งของตัวเองให้กับเพื่อนของครอบครัวนั่นคือ มาร์โก เด กันเดีย ผู้ที่ช่วยพวกเขาเตรียมรถสำหรับการเดินทางครั้งนี้
"พวกแกยังหนุ่มยังแน่น ถึงเวลาแล้วที่แกจะสานต่อโปรเจกต์ของฉัน ถือเป็นของขวัญจากฉันก็แล้วกัน" จอร์โจกล่าว

ที่มาของภาพ, Autonauti
วันที่ 4 พ.ค. 1999 ภายใต้ความมืดมิดยามค่ำคืน นักผจญภัยทั้ง 4 คนปล่อยรถลงน้ำจากฟาโร เด ฟวนกาเลียนเต ซึ่งตั้งอยู่ปลายสุดทางใต้ของเกาะลาปัลมา พวกเขาใช้เครื่องยนต์ติดท้ายเรือขนาดเล็กพาตัวเองออกไปยังน่านน้ำสากล จากนั้นเมื่อเชื้อเพลิงหมด ก็รอให้ลมและกระแสน้ำพัดพาพวกเขาไปต่อ
สำหรับคืนแรกกลางทะเล พวกเขาเฝ้ามองดวงจันทร์ลับขอบฟ้าด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและความตื่นเต้น ทว่ารถกลับไม่สามารถเกาะกระแสน้ำได้ พวกเขาลอยวนอยู่กับที่นานถึง 11 วัน สุดท้ายฟาบิโอและเมาโรที่ทั้งเมาคลื่นและอ่อนล้าก็ได้รับความช่วยเหลือขึ้นฝั่งไปด้วยเฮลิคอปเตอร์

ที่มาของภาพ, Autonauti
ตอนนี้เหลือเพียงสองมาร์โกที่ยังเดินหน้าต่อ โดยแต่ละคนประจำอยู่ที่รถคนละคัน พวกเขาต้องยกเสากระโดงขึ้นเพื่อรับลม แล้วหลังจากนั้นการเดินทางจริงก็เริ่มต้นขึ้น
ตลอดเดือนแรกกลางทะเล พวกเขาต้องปรับตัวให้ชินกับแสงแดด ไอเกลือ และการเคลื่อนไหวที่ไม่เคยหยุดนิ่ง รวมถึงเสียงที่ดังอยู่ตลอดเวลา สายเคเบิลที่เชื่อมรถสองคันเข้าด้วยกันมักขาดอยู่บ่อยครั้งและต้องคอยต่อใหม่
"พอเข้าเดือนที่สอง เราไม่รู้สึกว่าทะเลเป็นศัตรูที่ต้องต่อสู้ด้วยอีกต่อไป" มาร์โก เด กันเดีย เล่า "เราก้าวเข้าสู่อีกมิติหนึ่ง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่สร้างขึ้นจากน้ำ เราดื่มด่ำอยู่ในโลกสีครามใบนี้อย่างเต็มที่"

ที่มาของภาพ, Autonauti
พวกเขาใช้เวลาหลายวันไปกับการซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ จับปลา ทำอาหาร ฟังเพลง และเขียนบันทึกชีวิตประจำวัน พวกเขายังทดลองเทคนิคการเอาชีวิตรอดที่จอร์โจเคยบอกเอาไว้ เช่น การจับแพลงก์ตอนด้วยถุงน่องผู้หญิงเพื่อนำมากินเติมวิตามินซีให้ร่างกาย

ที่มาของภาพ, Autonauti
เย็นวันหนึ่ง ขณะที่มาร์โก อาโมเรตติกำลังจะว่ายน้ำกลับไปยังรถของตัวเอง มาร์โก เด กันเดีย ก็เหลือบไปเห็นครีบขนาดมหึมากำลังเคลื่อนเข้ามา นั่นคือฉลาม
นับจากวันนั้นเป็นต้นมา เมื่อคนหนึ่งลงว่ายน้ำ อีกคนจะคอยเฝ้าระวังอยู่เสมอ

ที่มาของภาพ, Autonauti
ทุก ๆ วัน ทั้งสองจะโทรกลับบ้านเพื่อพูดคุยกับครอบครัว ซึ่งครอบครัวก็จะส่งต่อข่าวคราวของพวกเขาไปยังนักข่าวที่ติดตามเรื่องราวนี้อยู่ นักข่าวคนหนึ่งตั้งฉายาให้พวกเขาว่าเป็นชาว "เอาโตเนาติ" (autonauti) เปรียบเสมือนนักบินอวกาศที่อยู่ในรถยนต์ ออกไปสำรวจดินแดนใหม่ที่ไม่เคยมีใครไปถึง
แต่แล้วเมื่อถึงวันที่ 25 พ.ค. โทรศัพท์ดาวเทียมก็ใช้การไม่ได้
สำหรับสองหนุ่มที่อยู่กลางทะเล มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนได้รับอิสรภาพ "การโทรกลับบ้านทุกวันเป็นเหมือนสิ่งกีดขวางเสียมากกว่า ราวกับว่ามันไม่ยอมให้ผมได้สัมผัสการผจญภัยที่แท้จริงแบบที่ผู้คนเคยสัมผัสกันก่อนยุคที่เทคโนโลยีจะเข้ามา" อาโมเรตติเล่า
ในทางกลับกัน ฝั่งทางบ้านในอิตาลีกลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เพื่อนฝูงและครอบครัวต่างคิดว่าพวกเขาเสียชีวิตไปแล้ว
เซเรเนลลา วิอาเนลโล แม่ของมาร์โก อาโมเรตติ เป็นกังวลอย่างมาก แต่จอร์โจกลับดุเธออย่างโมโหให้เลิกสงสัยในตัวทั้งคู่เสียที
"คุณก็เหมือนกับคนอื่น ๆ ทุกคนนั่นแหละ ผมรู้ดีว่าต่อให้เอารถคันนี้ไปหั่นเป็นชิ้น ๆ มันก็ยังลอยน้ำได้!" เขาตะโกนจากเตียงคนป่วย
"อยู่กับจอร์โจ คุณมีสองทางเลือก ไม่ปีนขึ้นไปอยู่บนรถถังของเขา ก็ต้องถูกมันบดขยี้อยู่ข้างล่าง" เซเรเนลลาเล่า "ฉันเลยต้องมีศรัทธา ฉันทำใจยอมรับแล้วว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น"

ที่มาของภาพ, Autonauti
ทว่าปัญหาของเซเรเนลลาก็ยังเพิ่มมากขึ้น นักข่าวบางคนสงสัยว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องหลอกลวง บางคนก็โจมตีครอบครัวว่าส่งเด็กหนุ่มออกไปโดยไม่มีทีมสนับสนุนใด ๆ
และแล้วเพียงสามวันหลังจากที่โทรศัพท์ใช้การไม่ได้ จอร์โจก็จากไป
"มันเป็นความบังเอิญที่แปลกประหลาด" เซเรเนลลาเล่า "ราวกับว่าเมื่อจอร์โจจากไป การติดต่อสื่อสารกับเขาก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป"
ที่กลางทะเล อาโมเรตติและเด กันเดีย พบว่าน้ำได้ท่วมแบตเตอรีพลังงานแสงอาทิตย์ของโทรศัพท์ไปแล้ว พวกเขาว่ายน้ำสลับไปมาระหว่างรถสองคันพร้อมแผงโซลาร์เซลล์ จนสามารถต่อโทรศัพท์ในรถอีกคันให้กลับมาใช้ได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาซ่อมอยู่หลายสัปดาห์
ในช่วงเวลานั้น พวกเขาพยายามเรียกความสนใจจากเรือที่แล่นผ่านไปมา ทั้งตะโกนและจุดพลุส่งสัญญาณแต่ก็ไร้ผล จนกระทั่งหลังจากพวกเขาเงียบหายไปนานถึง 6 สัปดาห์ พวกเขาก็สามารถโทรกลับบ้านได้สำเร็จ
เมื่อเซเรเนลลารับสายและได้ยินเสียงลูกชาย เธอดีใจจนล้นปรี่ แต่เธอไม่ได้บอกมาร์โกว่าจอร์โจเสียชีวิตแล้ว เพราะเกรงว่าเขาจะเสียใจเกินกว่าจะเดินทางต่อไป มาร์โกรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่ก็ไม่ได้คาดคั้นเอาคำตอบ

ที่มาของภาพ, Autonauti
เมื่อเวลาผ่านไปจนเข้าเดือน ส.ค. ชายฝั่งแคริบเบียนอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว แต่พายุโซนร้อนลูกหนึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามา เดิมทีพวกเขาวางแผนจะไปถึงก่อนฤดูพายุพอสมควร ทว่ากลับคำนวณผิดพลาดไปมาก การเดินทางที่คิดว่าจะใช้เวลาเพียง 40 วัน กลับกินเวลาไปถึง 4 เดือน
หน่วยยามฝั่งในเกาะมาร์ตินิกที่อยู่ใกล้ ๆ บอกให้พวกเขายกเลิกการเดินทาง แต่เหล่านักผจญภัยกลับปฏิเสธ
"เรารู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ช่ำชองแห่งท้องทะเล และไม่ยอมให้ใครมาช่วยเหลือ" อาโมเรตติเล่า
เมื่อพายุโหมกระหน่ำเข้าใส่ พวกเขาถูกฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างหนักซัดสาด ลมพัดฉีกทุกสิ่งทุกอย่างจนหลุดลุ่ย แต่รถทั้งสองคันที่บอบช้ำกลับยังลอยลำอยู่ได้
"พอย้อนคิดถึงตอนนี้ว่าพายุโซนร้อนมันรุนแรงได้ขนาดไหน ก็รู้สึกเหมือนเราได้รับพรมาจริง ๆ นั่นแหละ" อาโมเรตติกล่าว

ที่มาของภาพ, Autonauti
ก่อนการเดินทางจะสิ้นสุดลงไม่นาน เซเรเนลลาบอกกับลูกชายว่าจอร์โจได้จากไปแล้ว มาร์โก เด กันเดีย เล่าว่า ในวันนั้นท้องทะเลกลับสงบลงอย่างประหลาด "ทะเลที่ไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว กลับเลือกที่จะนิ่งสงบลงในวันนั้น มันให้ความรู้สึกเหมือนเรามีทางเลือกว่าจะยอมแพ้ หรือจะเดินหน้าต่อไป"
เด กันเดีย เขียนไว้ในสมุดบันทึกว่า "เพื่อนเอ๋ย เธอต้องเข้มแข็งนะ อย่าจมดิ่งลงไปในหนองน้ำแห่งความเศร้า เบื้องลึกนั้นทั้งมืด หนาวเหน็บ และเงียบงัน จงอยู่ข้างบนนี้เถิด เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในความฝันด้วยกัน"
หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็เห็นแผ่นดินปรากฏขึ้นตรงเส้นขอบฟ้า นั่นคือเกาะมาร์ตินิก
"ผมประทับใจมากที่ได้เห็นสีเขียวสดใสนั่น เขียวจนเกือบจะเรืองแสง" เด กันเดีย เล่า "มันบ่งบอกเลยว่าที่นั่นมีชีวิตอยู่"
ตลอดวันและคืนถัดมา ระหว่างการเข้าใกล้ฝั่งที่เชื่องช้าจนทรมานใจ พวกเขาทั้งกระวนกระวายและนอนไม่หลับ
"บางทีอาจเป็นเพราะทุกอย่างมันจบลงแล้ว" อาโมเรตติกล่าว "หลังจากที่ต้องอดทนขาดแคลนหลายสิ่งหลายอย่าง และพากเพียรมานานแสนนาน ในที่สุดความฝันก็เป็นจริง"

ที่มาของภาพ, Autonauti
ณ วันที่ 31 ส.ค. 1999 หลังจากอยู่กลางทะเลนานถึง 119 วัน พวกเขาก็เดินทางถึงเมืองทาร์ตาน บนชายฝั่งตะวันออกของเกาะมาร์ตินิก พวกเขาได้รับการต้อนรับจากฝูงชนที่มามุงดูด้วยความสงสัย นักข่าว และบุคคลสำคัญในท้องถิ่น รวมทั้งพี่น้องของมาร์โก อาโมเรตติ ที่บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากอิตาลี
"การได้เห็นเพื่อนมนุษย์อีกครั้งเป็นเรื่องที่ช็อกเอาการ" เด กันเดีย เล่า หลายเดือนกลางทะเลได้เปลี่ยนพวกเขาไป "เราไว้หนวดเครายาว ผิวสีแทนเข้ม และขาลีบเหมือนไม้เสียบ เราดูคล้ายมนุษย์ต่างดาวอยู่ไม่น้อย" เขาเสริม
หลังจากได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นแบบชาวแคริบเบียนและให้สัมภาษณ์สื่ออยู่สองสามสัปดาห์ อาโมเรตติและเด กันเดีย ก็เดินทางกลับอิตาลี โดยทิ้งรถทั้งสองคันไว้ที่เกาะมาร์ตินิก พวกเขาหวังว่าจะกลับมาแล่นรถทั้งสองคันต่อไปยังนิวยอร์ก แต่สิ่งนั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้น
การปรับตัวกลับสู่ชีวิตปกติไม่ใช่เรื่องง่าย เด กันเดีย ใช้เวลานานทีเดียวในการพยายามเรียกคืนความรู้สึกของการได้อยู่ตามลำพังกลางทะเล
"ตรงนั้นเราไม่มีอะไรเลย แต่เรามีความสุข" เขาเล่า "เราเข้าถึงความสงบที่ลึกซึ้งมาก เป็นการรับรู้ที่ลึกล้ำ ผมเลยหัดนั่งสมาธิ ผมทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อหาหนทางกลับไปสู่ความสงบนั้น"
มาร์โก อาโมเรตติ ได้ตีพิมพ์บันทึกการเดินทางข้ามมหาสมุทรครั้งนั้น และหวังว่าจะมีใครสักคนนำการผจญภัยนี้ไปสร้างเป็นภาพยนตร์
ส่วนเซเรเนลลาผู้เป็นแม่ ก็ภาคภูมิใจในตัวเหล่านักผจญภัย
"ฉันคิดมาตลอดว่าเด็กหนุ่มสองคนนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่พิเศษและควรได้รับการปกป้อง พวกเขาถูกสร้างมาเพื่อโลกอีกใบหนึ่ง" เธอกล่าว





























