"เราพูดกันเล่น ๆ มาตลอดว่าพ่อหน้าตาไม่เหมือนปู่กับย่าเลย ในที่สุดเราก็ได้รู้สาเหตุว่าทำไม"

A black and white photo of Matthew's father as a baby in the 1940s. He is wearing a white knitted cardigan and staring off camera to the right.

ที่มาของภาพ, Family photo

คำบรรยายภาพ, ภาพถ่ายพ่อของแมทธิวในขณะยังเป็นเด็กทารก บันทึกในช่วงปลายทศวรรษที่ 1940
    • Author, จิม รีด
    • Role, ผู้สื่อข่าวสุขภาพ
  • Published
  • เวลาอ่าน: 3 นาที

พ่อของแมทธิวมีดวงตาสีน้ำตาลและผมสีดำ ในขณะที่ปู่กับยามีนัยน์ตาสีฟ้าโฉบเฉี่ยว

มีเรื่องหยอกล้อกันอยู่เรื่องหนึ่งในครอบครัวของเขาที่ถูกพูดถึงตลอดว่า "พ่อหน้าตาไม่เหมือนปู่กับย่าเลย" คุณครูจากตอนใต้ของอังกฤษผู้นี้เล่า ซึ่งในเวลาต่อมา เขาก็ได้ทราบสาเหตุว่าเพราะเหตุใด

พ่อของแมทธิวถูกสลับตัวกับเด็กอีกคนในโรงพยาบาลเมื่อเกือบ 80 ปีที่แล้ว เขาเสียชีวิตในปีที่ผ่านมา ก่อนจะได้ทราบความจริงถึงประวัติศาสตร์ของครอบครัว

แมทธิว (นามสมมติ) ติดต่อบีบีซีหลังจากที่เรารายงานกรณีของซูซาน ผู้ที่ได้รับเงินชดเชยจากกองทรัสต์ในระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ (NHS trust) หลังตรวจดีเอ็นเอที่บ้านแล้วพบว่าเธอถูกสลับตัวกับเด็กทารกอีกคนในทศวรรษที่ 1950

บีบีซีนิวส์ได้รับทราบข้อมูลว่า มีอย่างน้อย 5 กรณีที่เด็กทารกถูกสลับตัวในแผนกผดุงครรภ์ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1940 ถึงทศวรรษที่ 1960

ขณะที่ทนายความส่วนหนึ่งระบุว่า พวกเขาคาดว่าจะมีคนออกมาเปิดเผยเรื่องนี้เพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการทดสอบทางพันธุกรรมราคาถูกลงมาก

"ที่สุดแล้วมุกเก่า ๆ ของครอบครัวอาจเป็นเรื่องจริง"

ช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แมทธิวเริ่มค้นหาคำตอบในสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของครอบครัวเขา เขาส่งตัวอย่างน้ำลายผ่านทางไปรษณีย์เพื่อไปวิเคราะห์

บริษัทที่ให้บริการสืบค้นประวัติของวงศ์ตระกูลใส่ข้อมูลของเขาลงไปในฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้เขาสามารถเห็นผู้ใช้งานคนอื่น ๆ ที่มีดีเอ็นเอใกล้ชิดกับเขาได้

"ครึ่งหนึ่งของชื่อที่ปรากฏคือชื่อที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย" เขากล่าว "ผมคิดว่ามันแปลก และผมก็โทรหาภรรยาเพื่อจะบอกเธอว่าที่สุดแล้วมุกเก่า ๆ ของครอบครัวอาจเป็นเรื่องจริง"

จากนั้นแมทธิวจึงขอให้พ่อของเขาส่งตัวอย่างดีเอ็นเอ ซึ่งยืนยันว่าเขาใกล้ชิดกับสมาชิกของครอบครัวปริศนากลุ่มเดียวกันเสียยิ่งกว่าแมทธิว

แมทธิวเริ่มแลกเปลี่ยนข้อความกับผู้หญิงสองคนที่เว็บไซต์ดังกล่าวแนะนำว่าเป็นญาติของพ่อเขา ทั้งคู่งุนงงว่าพวกเขามาเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร

หลังจากร่วมกันสืบ พวกเขาสามารถค้นหาสูติบัตรในปี 1946 ซึ่งเป็นเอกสารในช่วงเวลาหลายเดือนหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง

ข้อมูลจากสูติบัตรฉบับต่าง ๆ บ่งชี้ว่า ในหนึ่งวันหลังจากที่พ่อของเขาเกิด มีเด็กทารกชายอีกคนที่ได้รับการแจ้งเกิดในโรงพยาบาลเดียวกันทางตะวันออกของกรุงลอนดอน

เด็กผู้ชายคนนั้นมีนามสกุลแปลก ซึ่งเป็นนามสกุลเดียวกับรายชื่อปริศนาต่าง ๆ ที่ปรากฏบนแผนผังครอบครัว ซึ่งความเชื่อมโยงนี้ได้รับการยืนยันในภายหลังจากสูติบัตรที่แมทธิวรวบรวมมาได้

ทันใดนั้นเขาก็นึกได้

"ผมนึกได้ในทันทีว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้น" เขาเล่า "คำอธิบายเดียวที่ดูจะเป็นคำตอบได้อย่างสมเหตุผล คือทารกทั้งสองคนถูกสลับตัวกันที่โรงพยาบาล"

แมทธิวและผู้หญิงอีกสองคนสามารถสร้างแผนผังครอบครัวใหม่โดยอิงจากผลดีเอ็นเอที่ตรงกันกับเขา

"ผมชอบไขปริศนาและผมชอบทำความเข้าใจกับอดีต" เขากล่าว "ผมค่อนข้างหลงใหลกับมันอยู่แล้ว ดังนั้นผมจึงพยายามที่จะแกะรอยย้อนกลับว่ามันเกิดอะไรขึ้น"

A black and white photograph of cribs in a maternity ward. A nun wearing a veil is smiling and looking down at a baby she is holding. The cribs in front of the camera clearly display identity cards with the names and details of babies.

ที่มาของภาพ, Hulton Archive/Getty Images

คำบรรยายภาพ, แม่ชีดูแลทารกแรกเกิดที่โรงพยาบาลนักบุญเทเรซา (St Teresa) สำหรับการคลอดบุตร ซึ่งตั้งอยู่บนถนนวิมเบิลดัน (ภาพถ่ายเมื่อปี 1967) จากภาพจะพบว่ามีป้ายข้อมูลเด็กอยู่ในเปล เด็กคนนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพ่อของแมทธิว

ยุคก่อนสายรัดข้อมือ

ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง เด็กทารกส่วนใหญ่ในสหราชอาณาจักรเกิดที่บ้าน ไม่ก็ในสถานบริบาล โดยมีเจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์และแพทย์ประจำครอบครัวช่วยทำคลอด

แต่เมื่อสหราชอาณาจักรเตรียมทำระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ในปี 1948 วิธีการคลอดก็เริ่มเปลี่ยนไป เริ่มมีเด็กคลอดในโรงพยาบาลมากขึ้น ซึ่งทารกจะถูกแยกออกจากมารดาในช่วงระยะเวลาหนึ่งเพื่อรับการดูแลในห้องเด็ก

"เด็กทารกจะถูกพาตัวออกไปในช่วงเวลาหลังให้นมเพื่อให้แม่ได้พักผ่อน และให้เด็กได้รับการเฝ้าดูโดยพยาบาลเด็กหรือเจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์" เทอร์รี โคทส์ อดีตอาจารย์ด้านการผดุงครรภ์และอดีตที่ปรึกษาทางการแพทย์ของซีรีส์ "คอล เดอะ มิดไวฟ์" (Call The Midwife) ของบีบีซี ระบุ

"มันอาจจะฟังดูว่าเป็นการตัดสินใจหรือพูดแทนคนอื่นนะ แต่เจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์เชื่อว่าพวกเขาดูแลแม่และเด็ก ๆ ทารกได้ดีสุด ๆ ไปเลย"

โดยปกติแล้ว แม่แรกคลอดจะต้องพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาล 5 – 7 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นานกว่าปัจจุบันมาก

เด็กในห้องเด็กจะมีป้ายผูกไว้ที่ปลายเปลนอนเพื่อระบุตัวตน โดยป้ายนั้นจะระบุชื่อเด็ก ชื่อแม่ วันเวลาคลอด และน้ำหนักของเด็ก

"เมื่อป้ายชื่ออยู่บนเปล แทนที่จะอยู่บนตัวเด็ก อุบัติเหตุก็เลยเกิดขึ้นได้ง่าย" โคทส์ ผู้ซึ่งเคยได้รับการฝึกอบรมในฐานะพยาบาลเมื่อช่วงทศวรรษที่ 1970 และได้เป็นเจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์ในปี 1981 ระบุ

"ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีเจ้าหน้าที่ให้อาหารทารกอยู่ในห้องเด็กสองคนหรือมากกว่านั้นเมื่อไหร่ ก็ง่ายที่เด็กจะถูกวางลงผิดเปล"

ในปี 1956 การคลอดบุตรในโรงพยาบาลกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น และตำราเรียนผดุงครรภ์หลายฉบับก็แนะนำว่าควรมีการติด "ป้ายข้อมือ" หรือ "สายร้อยลูกปัดจีน" ไว้ที่ตัวเด็กโดยตรง

ราวกลางทศวรรษที่ 1960 ก็เริ่มไม่ค่อยพบเด็กทารกถูกพาออกจากห้องคลอดโดยไม่ได้ติดป้ายระบุตัวตนแล้ว

A scan of a midwifery textbook from 1956 shows an image of white china 'identification beads', which spell out a baby's name, attached to a blue bracelet.

ที่มาของภาพ, Textbook for Midwives, 1956

คำบรรยายภาพ, ป้ายระบุตัวตนสำหรับทารกในโรงพยาบาลในรูปแบบของสายร้อยลูกปัดจีนเช่นนี้ ถูกระบุถึงเป็นครั้งแรกในตำราเรียนผดุงครรภ์ช่วงทศวรรษที่ 1950

เรื่องราวของเด็กที่ถูกสลับตัวในโรงพยาบาลโดยไม่ได้ตั้งใจเป็นเรื่องที่แทบไม่ค่อยมีการเปิดเผยออกมาในช่วงเวลานั้น แต่ตอนนี้เริ่มถูกเปิดเผยออกมามากขึ้นแล้วหลังจากการทดสอบทางพันธุกรรมและเว็บไซต์ค้นหาบรรพบุรุษได้รับความนิยม

หนึ่งวันหลังจากทารกแจน ดาลี เกิดที่โรงพยาบาลทางตอนเหนือของกรุงลอนดอนในปี 1951 แม่ของเธอร้องเรียนทันทีว่าเด็กที่ทางโรงพยาบาลพามาให้เธอ ไม่ใช่ลูกของเธอ

"เธอเครียดจริง ๆ และเธอร้องไห้ แต่พยาบาลยืนยันว่าเธอจำผิด และหมอก็ถูกเรียกเข้ามาปลอบเธอ" แจนเล่า

เจ้าหน้าที่ยอมถอยเมื่อแม่ของเธอบอกว่าเธอคลอดลูกอย่างรวดเร็วโดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ต้องช่วยเหลือเลย พร้อมกับชี้ให้เห็นรอยคีมที่ศีรษะของทารก

"ฉันเข้าใจแม่ของเด็กอีกคนเลยที่ให้นมฉันอย่างมีความสุขอยู่สองวัน แล้วก็ต้องปล่อยเด็กทารกไปสลับกับอีกคน" เธอกล่าว

"ไม่เคยมีการขอโทษใด ๆ มันเป็นแค่ 'หนึ่งในความผิดพลาดเล็ก ๆ' แต่สร้างความสะเทือนใจให้แม่ของฉันอยู่นานทีเดียว"

A black and white photo of two nurses holding babies in a maternity ward in 1947. In the foreground are sixteen different cots with iron bed frames. It is impossible to see from the photo if they all contain babies.

ที่มาของภาพ, Hulton Archive/Getty Images

คำบรรยายภาพ, พยาบาลอุ้มทารกในวอร์ดผดุงครรภ์ที่โรงพยาบาลกายส์ (Guy's Hospital) กรุงลอนดอน ในเดือน ธ.ค. 1947 ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับพ่อของแมทธิว

ไม่เคยได้รู้

พ่อของแมทธิว ตัวแทนประกันจากบริษัทโฮม เคาท์ตีส์ (Home Counties) เป็นนักปั่นจักรยานสมัครเล่นที่เอาจริงเอาจังมากและใช้ทั้งชีวิตของเขาปั่นจักรยานตามเส้นทางต่าง ๆ ภายในท้องถิ่น

เขาใช้ชีวิตหลังเกษียณอยู่เพียงลำพัง และในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สุขภาพของเขาก็ทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ

แมทธิวคิดหนักและคิดอยู่นานว่าจะบอกความจริงเกี่ยวกับประวัติครอบครัวของพ่อหรือไม่ แต่ในท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะไม่บอก

"ผมแค่รู้สึกว่าพ่อของผมไม่ได้ต้องการมัน" เขากล่าว "เขาอยู่มา 78 ปีโดยที่ดูเหมือนว่าไม่ได้สนใจอะไร ดังนั้นผมจึงรู้สึกว่ามันอาจจะไม่เหมาะที่จะบอกเรื่องนี้กับเขา"

พ่อของแมทธิวเสียชีวิตในปีที่แล้วโดยที่ไม่รู้ว่าเขาฉลองวันเกิดเร็วไป 1 วัน ตลอดช่วงชีวิตเกือบ 8 ทศวรรษ

ตั้งแต่ที่สูญเสียพ่อ แมทธิวขับรถไปยังภูมิภาคเวสต์ คันทรี (West Country) เพื่อจะดื่มกาแฟกับลูกพ่อลูกน้องของพ่อ ซึ่งเกี่ยวข้องกันทางพันธุกรรม และลูกสาวของเขา

เขาเล่าว่าการพบกันครั้งนั้นเป็นไปด้วยดี โดยพวกเขาได้แลกเปลี่ยนรูปถ่ายเก่า ๆ และ "เติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปในประวัติศาสตร์ของครอบครัว"

แต่แมทธิวตัดสินใจที่จะไม่ติดต่อชายที่ถูกสลับตัวกันกับพ่อของเขาในขณะเป็นทารก หรือลูก ๆ ของเขา เนื่องจากพวกเขาไม่ได้ตรวจดีเอ็นเอ

"หากคุณทำการทดสอบโดยส่งน้ำลายมา มันก็สามารถเข้าใจได้ว่าคุณอาจจะไปเจออะไรอะไรมาที่ทำให้ประหลาดใจ" แมทธิวกล่าว

"แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ทำแบบนั้น ผมไม่แน่ใจว่ามันถูกหรือเปล่าที่จะติดต่อพวกเขาไป ผมแค่รู้สึกว่ามันไม่ถูกต้องที่ผมจะไปโยนระเบิดใส่"