ดร. วีรพงษ์ รามางกูร : เรื่องยังไม่เคยเล่าจากบทสนทนา 80 นาที กับ "อาจารย์โกร่ง"

มติชน

ที่มาของภาพ, มติชน

    • Author, นิธินันท์ ยอแสงรัตน์
    • Role, นักเขียนอิสระ และอดีตนักข่าว
  • Published

งานพระราชทานเพลิงศพ "อาจารย์โกร่ง" ดร. วีรพงษ์ รามางกูร วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2565 คือวันส่งร่างของอาจารย์ในภพภูมินี้คืนสู่ธรรมชาติอย่างหมดจด

ดร. วีรพงษ์ซึ่งหลายคนรวมถึงนักข่าวเก่าอย่างผู้เขียน มักกล่าวถึงในยามไม่เป็นทางการแต่ยังคงความเคารพว่า "อาจารย์โกร่ง" ได้ชื่อว่าเป็นผู้รอบรู้และรู้จริงในหลากหลายเรื่อง โดยเฉพาะด้านเศรษฐศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นที่ปรึกษานายกฯ ในยุคพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และอีกหลายรัฐบาล เป็นประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นนักเศรษฐศาสตร์หลักของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เป็นอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ และเป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมื่ออาจารย์โกร่งเรียนจบปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ด้วยคะแนนสูงสุดและเข้าเป็นอาจารย์ใหม่ ของคณะรัฐศาสตร์ ใน พ.ศ. 2508 นั้น อาจารย์เป็นกำลังสำคัญในการช่วยศาสตราจารย์ บำรุงสุข สีหอำไพ จัดตั้งแผนกสื่อสารมวลชนและการประชาสัมพันธ์ ซึ่งต่อมาจะได้รับยกฐานะเป็นคณะนิเทศศาสตร์

อาจารย์โกร่งเคยบอกกับนักข่าวบางกลุ่มว่า "ที่ตั้งแผนกสื่อสารมวลชนขึ้นมาเวลานั้น เพราะคิดกันว่า อยากให้นักข่าวที่วิ่งหาข่าวกันอยู่มีหลักวิชาความรู้ เมื่อเปิดแผนกนี้ขึ้นมาแล้วก็เชิญพวกนักข่าวมาเรียน"

กำหนดการงานพระราชทานเพลิงศพ

ที่มาของภาพ, มติชน

อาจารย์โกร่งเป็นแหล่งข่าวที่เข้าใจนักข่าว ยินดีแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้และให้ความรู้ใหม่กับนักข่าวเสมอ แต่จะตำหนิตรงไปตรงมาถ้านักข่าวนำเสนอข่าวผิดพลาด เนื้อหาข่าวไม่รัดกุมรอบคอบ หรือแสดงความไม่รู้ในข่าว

ดิฉันและเพื่อน ๆ นักข่าวกลุ่มหนึ่งที่เป็นพวก " ช่างซัก" ได้รับความเมตตาจากอาจารย์ให้ได้พบปะพูดคุยกับอาจารย์เป็นประจำทุกเดือนหรือ 2-3 เดือน หรือโทรศัพท์พูดคุยกันในช่วงสถานการณ์บ้านเมืองมีปัญหา และไม่เพียงพวกเราโทรศัพท์ไปหาอาจารย์ หากบางครั้งอาจารย์ก็โทรศัพท์หาพวกเราเป็นรายคนเพื่อสอบทานข้อมูลของอาจารย์เองกับคนทำสื่อต่างสำนัก ซึ่งแน่นอนว่าอาจารย์ไม่ได้บอกเราทุกอย่างที่อาจารย์รับทราบ ถ้าอาจารย์ประเมินว่าต้องเป็นความลับ ณ เวลานั้นจนกระทั่งเวลาผ่านไปและข้อมูลนั้นไม่ส่งผลใด ๆ ต่อใคร

นี่เป็นวิธีทำงานและการสื่อสารระหว่างแหล่งข่าวกับคนทำข่าวที่ต่างรับผิดชอบงานในหน้าที่ของตัวเอง เคารพนับถือกัน ให้เกียรติบทบาทหน้าที่ของกันและกัน

ความให้เกียรติกันและกันระหว่างแหล่งข่าวกับนักข่าว รวมถึงความมีมารยาทรู้กาลเทศะ รู้จักเกรงใจกัน ปฏิบัติต่อกันอย่างสุภาพ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สัมพันธภาพระหว่างแหล่งข่าวกับนักข่าวสามารถพัฒนาไปในทางที่ดียิ่งขึ้น ยิ่งเป็นแหล่งข่าวระดับครูบาอาจารย์อย่างอาจารย์โกร่ง เรามีแต่ได้ความรู้ในเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ต่างประเทศ ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม การศึกษา ชีวิตทั่วไป เมื่อพวกเราคุยกับอาจารย์ไม่ได้คุยกันเฉพาะเรื่องข่าว แต่คุยกันแทบทุกเรื่องจากหนังสือที่อ่าน จนถึงหนัง เพลง การทำอาหาร (อาจารย์ทำอาหารอร่อยมาก) ฯลฯ บางครั้งเราก็ชวนอาจารย์ไปดูละครเวทีกับพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นละครนักศึกษาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หรือละครดรามารัชดาลัย ซึ่งอาจารย์เพลิดเพลินไปกับพวกเราทุกครั้ง

งานสวด

ที่มาของภาพ, มติชน

คำบรรยายภาพ, จากซ้ายไปขวา ขรรค์ชัย บุนปาน, อาสา สารสิน และสุทธิชัย หยุ่น ในงานสวดพระอภิธรรม ดร. วีรพงษ์ รามางกูร

ต้องบันทึกไว้ด้วยว่า นอกจากความเก่งรอบด้านของอาจารย์แล้ว อาจารย์ยังเป็นคนมีระเบียบ ให้ความสำคัญกับกาลเทศะและมารยาท อาจารย์ไม่ชอบการประจบประแจงนอบน้อมเกินเหตุ แต่อาจารย์นิยมผู้มีกิริยามารยาทสุภาพเรียบร้อยรู้จักวางตัวเหมาะสม เช่น รู้ว่าการให้ความสนิทสนม ไม่ได้หมายถึงให้โอกาส "ลามปาม" เคยมีตัวอย่างเพื่อนของนักข่าวบางคนคิดเอาเองว่ารู้จักกับนักข่าวคนนั้นคนนี้ที่กำลังเดินมากับอาจารย์ย่อมหมายถึงรู้จักอาจารย์ด้วย จึงเอ่ยทักอาจารย์เสียงดังในที่สาธารณะเหมือนทักเพื่อนว่า อาจารย์เป็นยังไง สบายดีหรือครับ อาจารย์มองนิ่ง ๆ แล้วตอบว่า ผมไม่รู้จักคุณ ผมไม่ได้เป็นอาจารย์ของคุณนะครับ หรือ อาจารย์ไม่มีปัญหาใด ๆ ที่เราจะไม่ชื่นชม "ผู้ใหญ่" บางคนในสังคมไทย แต่อาจารย์จะไม่ชอบถ้าเราใช้คำพูดที่อาจารย์เห็นว่าไม่เหมาะสมเมื่อพูดถึงผู้ใหญ่บางคนที่อาจารย์รู้จักและมีไมตรีดีต่อกัน

ช่วงสุดท้ายที่อาจารย์ป่วยต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลทุกสัปดาห์ก่อนจากพวกเราไปนั้น อาจารย์เคยคิดจะบันทึกความทรงจำต่าง ๆ เกี่ยวกับงานของอาจารย์และเรื่องราวของสังคมไทยออกมาเป็นหนังสือ แรกทีเดียวอาจารย์ตั้งใจเล่าไปเรื่อย ๆ เท่าที่อาจารย์นึกได้แล้วให้ดิฉันจดบันทึกเพื่อนำมาเรียบเรียงเป็นหัวข้อต่าง ๆ แต่ทำไปได้ครั้งเดียวก็ต้องหยุดเพราะอาจารย์เริ่มเหนื่อยมาก อย่างไรก็ตาม บทสนทนาครั้งนั้นกินเวลา 80 นาที ซึ่งผู้ดูแลอาจารย์บอกว่า "เป็นสถิติใหม่"

บางเรื่องเกี่ยวกับสังคมไทยที่อาจารย์เล่าให้ฟังใน 80 นาที เป็นเรื่องที่อาจารย์เคยเล่าให้พวกเรานักข่าวกลุ่มนี้ฟังแล้วสมัยที่อาจารย์ยังสุขภาพแข็งแรง แต่ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ "รอเวลาเปิดเผย" บางเรื่องเป็นเรื่องที่เพิ่งเคยได้ฟัง และบางเรื่องหลายคนเคยได้ฟังแล้วจากที่ต่าง ๆ แต่มีรายละเอียดบางอย่างเพิ่มเติมขึ้นมา เช่น 3 เรื่องต่อไปนี้

ก่อน 14 ต.ค. 2516 ถึง 6 ต.ค. 2519

Violence Continues in Thailand. Bangkok, Thailand: Demonstrating students hold their ground after hurling tear gas canisters back at Army tanks trying to disperse the crowd October 14. Anti-government riots have left 400 persons dead and toppled the ten-year-old military regime of Field Marshall Thanom Kittikachorn. Thanom resigned his post as Prime Minister October 14 and on October 15 Radio Thailand said he had left the country.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การเผชิญหน้าระหว่างนักศึกษาและทหารบนถนนราชดำเนินเมื่อ 14 ต.ค. 2516

อาจารย์จดจำเหตุการณ์ลุกฮือ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 ได้แม่นยำ ก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม อาจารย์เพิ่งเรียนจบปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ด้วยทุนมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา จึงกลับมาเป็นอาจารย์ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใน พ.ศ. 2515

อาจารย์เล่าว่า เดือนพฤศจิกายน 2515 ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยรณรงค์ต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น เมื่ออาจารย์โกร่งร่วมรณรงค์ด้วย สถานทูตญี่ปุ่นได้ส่งตัวแทนมาขอพบอาจารย์เพื่อขอให้ช่วยปรามนักศึกษา แต่อาจารย์ยืนยันว่านักศึกษาทำถูกต้องแล้ว "เราไม่ได้เป็นศัตรูกับญี่ปุ่น แต่เมื่อเวลานั้นไทยขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นมากเกินไป นักศึกษาออกมาต่อต้านก็ถูกต้องแล้ว เป็นสิทธิของนักศึกษา รัฐบาลทั้งสองประเทศก็จะต้องร่วมมือกันหาทางแก้ปัญหาต่อไป แต่ไม่ใช่ด้วยการห้ามนักศึกษาต่อต้าน"

หลังจากนั้น มีเหตุการณ์ตามมาอีกมากมาย มีเฮลิคอปเตอร์ของเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่ตกที่นครปฐม นักศึกษารามคำแหงทำหนังสือพูดถึงเรื่องทุ่งใหญ่ถูกมหาวิทยาลัยไล่ออก 9 คน นักศึกษาทั่วประเทศต่อต้าน มีการตั้งกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จับคนเรียกร้องรัฐธรรมนูญ นักศึกษาประชาชนลุกฮือ ถูกตีตกคูพระราชวังสวนจิตรลดา สุดท้ายต้องนักศึกษาเข้าเฝ้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ถนอม-ประภาส-ณรงค์ออกนอกประเทศ เหตุการณ์ครั้งนั้นมีประชาชนและนักศึกษาเสียชีวิตจำนวนมาก เป็นความเศร้าสลดแต่ก็เป็นความภาคภูมิใจของประชาชน

แต่หลังจากนั้น นักศึกษาเดินขบวนประท้วงทุกวัน ประชาชนบางกลุ่มเริ่มหมั่นไส้นักศึกษา สภาพรัฐเป็น failed state จึงเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลา 2519 และรัฐประหารยึดอำนาจรัฐนำโดยกองกำลังตำรวจตระเวนชายแดนจากหัวหิน และทหารกลุ่มยังเติร์ก

ในช่วง พ.ศ. 2519 อาจารย์ได้ทุนไปทำงานวิจัยที่ International Food Policy Research Institute (IFPRI) กรุงวอชิงตันดีซี โดยก่อนเดินทาง อาจารย์ตัดสินใจบวชที่วัดบวรนิเวศวรวิหาร อาจารย์เล่าว่าเช้ามืดวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อาจารย์ได้ยินเสียงปืนดังเป็นชุด จึงรีบห่มจีวรคว้าบาตรเดินออกจากวัด ผ่านโรงเรียนสตรีวิทยา อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จนถึงสนามหลวง เมื่อเห็นเศษซากเผาไหม้ และเศษกระดาษต่าง ๆ เกลื่อนเต็มสนามหลวง ก็เกิดความคับแค้นใจ เดินวนรอบสนามหลวงแล้วเดินกลับวัดบวรฯ โดยไม่สนใจว่าจะได้ข้าวใส่บาตรหรือไม่ เมื่อถึงวัดก็คับแค้นใจอีกเพราะพระเกือบทั้งวัดเป็นขวาทั้งหมดแอนตี้นักศึกษา

เวลานั้นคนที่อาจารย์รู้จักหลายคนเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ส่วนอาจารย์เมื่อสึกแล้วก็ตรงไปกรุงวอชิงตันดีซี ที่นั่นมีกลุ่มปัญญาชนไทยทำงานเป็นแนวร่วม พคท. หลายคน โดยมีคนไทยเชื้อสายจีนคนหนึ่งซึ่งเกิดที่เยาวราช แต่ไปโตที่อเมริกาชื่อแซลลี่เป็นผู้ส่งข่าวจาก พคท. เช่น หนังสือ "จากวนาสู่นาคร" ให้กับกลุ่มปัญญาชนไทยซึ่งทำงานที่ IFPRI, กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ ธนาคารโลก (World Bank) ปัญญาชนกลุ่มนี้รวมตัวกันมาตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ลุกฮือ 14 ตุลาคม 2516 แล้ว สืบเนื่องมาจนถึงการต่อต้านสงครามเวียดนาม

บริเวณสนามฟุตบอล ม. ธรรมศาสตร์

ที่มาของภาพ, ปฐมพร ศรีมันตะ/โครงการบันทึก 6 ตุลา

คำบรรยายภาพ, เหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมบริเวณสนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 6 ต.ค. 2519

บางมุมของอาจารย์โกร่งกับ "คุณเปรม"

อาจารย์โกร่งเรียกพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ว่า "ป๋า" เหมือนหลายคน และเล่าเรื่องการทำงานกับคุณเปรมหลายเรื่อง แต่บางเรื่องอาจยังต้องรอเวลาเปิดเผย บางเรื่องที่เปิดเผยได้ เช่น ในยุครัฐบาลคุณเปรม ที่มีคุณสมหมาย ฮุนตระกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้น ส่งออกตกต่ำ น้ำมันราคาแพง จำเป็นต้องขึ้นราคาน้ำมัน แต่การขึ้นราคาน้ำมันทำได้ยากมาก คุณสมหมายให้อาจารย์ไปบอกคุณเปรม เพราะคุณสมหมายยึดหลักการว่า เมื่อรับราชการจะไม่ไปหานายถ้านายไม่เรียก เพราะไม่ต้องการให้มีข้อครหาว่าจะไปขออะไรจากนาย เมื่ออาจารย์ไปบอกคุณเปรม คุณเปรมบอกว่า ถ้าลูกน้องมีปัญหาต้องมาหา ถ้าไม่มาแสดงว่าไม่มีปัญหา

"เมื่อสองคนหลักการไม่ตรงกัน ผมจึงต้องทำหน้าที่เป็นบุรุษไปรษณีย์ เอาความปู่ (สมหมาย)ไปบอกป๋า เอาความป๋าไปบอกปู่ แต่ไม่มีความลับรั่วไหล และรายงานตรงไปตรงมา ส่วนความเห็นของผมนั้น ถ้าป๋าถามก็บอก หรือถ้าผมเห็นว่าจำเป็นต้องบอก ผมก็จะบอกว่าคือความเห็นของผม ส่วนในเรื่องไปหานาย ผมยึดหลักการเดียวกับปู่ ผมไม่ไปหาเหมือนกันถ้าไม่เรียก"

เปรม

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

ความทรงจำเรื่อง 66/23

นโยบาย 66/23 ในยุคคุณเปรม ที่ให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยออกจากป่ามาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยนั้น อาจารย์เล่าว่าเกิดขึ้นในยุคที่ประเทศจีนโดยเติ้ง เสี่ยว ผิง เปลี่ยนนโยบายเป็นการเมืองนำการทหาร รัฐบาลจีนยอมทำตามข้อเสนอของรัฐบาลไทยที่ขอให้ยุติการสนับสนุนวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ของ พคท. ในคุนหมิง ขณะที่สถานการณ์ภายในของ พคท. กำลังระส่ำระสายเพราะมีความขัดแย้งภายในระหว่างกลุ่มนำสายจีน กับสายเวียดนาม-รัสเซีย ฝ่ายนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยคนหนึ่ง (สงวนนาม) จึงฝากจดหมายถึงคุณเปรม เล่าปัญหาที่เกิดขึ้นในพรรคโดยแสดงความกังวลว่าพรรคคงไปไม่รอด สมาชิกพรรคจะไม่มีทางไป โดยเฉพาะชาวบ้านซึ่งไม่มีที่ทำกินมาแต่เดิมและพวกนักศึกษาที่เข้าป่า ขอให้คุณเปรมช่วยหาทางออกให้ด้วย คุณเปรมจึงให้พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ และพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ทำนโยบาย 66/23 ให้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองและกระบวนการประชาธิปไตย และออกกฎหมายนิรโทษกรรมผู้เคยเข้าร่วมกับ พคท. โดยไม่ให้เรียกว่าผู้ก่อการร้าย แต่ให้เรียกว่าผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย หลังจากนั้นพลเอกชวลิตก็ไปจัดการเอาพื้นที่ป่าสงวนที่ไม่เป็นป่าสงวนแล้วมาจัดสรรให้ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย แต่อดีตสมาชิก พคท. บางคนก็ไม่รับความช่วยเหลือนี้

เรื่องอื่น ๆ จากบทสนทนา 80 นาที ยังคงเป็นเรื่องที่ "รอเวลาเปิดเผย" จนกว่าจะถึงเวลานั้น

สุรยุทธ์

ที่มาของภาพ, Getty Images

line

เกร็ดอื่น ๆ ของ "อาจารย์โกร่ง"

โดย อรุณี เอี่ยมสิริโชค นักเขียนอิสระ

ดร. วีรพงษ์ ให้สัมภาษณ์ Optimise นิตยสารของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ถึงความภูมิใจในบทบาทที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ระหว่างปี 2523-2531

"ระหว่างที่อยู่กับท่าน 8 ปีครึ่ง เป็นช่วงที่ผมมีความภูมิใจในบทบาทของตนเอง และผลงานที่ได้กระทำผ่านทางนายกฯ เป็นอย่างมาก มากกว่าช่วงใด ๆ ในชีวิตด้วยซ้ำไป ผมได้เรียนรู้การทำงาน วิธีคิด และเข้าใจท่านอย่างลึกซึ้งว่าท่านมีความจงรักภักดี และมีความรักประเทศชาติอย่างสุดซึ้ง ทุกอย่างท่านไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง เพราะท่านไม่ได้สร้างฐานทางการเมือง ไม่ได้สร้างประชานิยม มีแต่ผลงาน"

ลดค่าเงินบาท

ดร. วีรพงษ์เป็นผู้อยู่เบื้องหลังคนสำคัญในการผลักดันให้รัฐบาลพลเอกเปรมประกาศลดค่าเงินบาทเมื่อ 2 พ.ย. 2527 เขาเล่าเกร็ดที่มาของการลดค่าเงินบาทครั้งประวัติศาสตร์ให้กับสื่อในเครือมติชนฟังว่า พยายามจะขอเข้าพบพลเอกเปรมที่เพิ่งผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจและพักฟื้นอยู่ที่บ้าน เพื่ออธิบายถึงเหตุผลและความจำเป็นต้องลดค่าเงินบาท ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยพยายามจะผลักดันเรื่องนี้ แต่พลเอกเปรมรู้ดีว่าหากทำเช่นนั้นจะก่อให้เกิดปัญหาทางการเมืองตามมาอีกมาก แม้เขาพยายามโทรศัพท์เพื่อขอพูดคุย แต่พลเอกเปรมก็อ้างเหตุผลว่าป่วย และตัดบทให้ไปพบกับ เรืออากาศโท ศุลี มหาสันทนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแลนโยบายด้านพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิง และผู้ก่อตั้งบริษัท บางจากปิโตเลียม จำกัด เพื่อนพลเอกเปรมสมัยเรียนที่สวนกุหลาบ ทำให้ ดร. วีรพงษ์ได้มีโอกาสสื่อสารให้พลเอกเปรมเข้าใจแต่ผ่านเพื่อนของพลเอกเปรมว่าทำไมประเทศไทยต้องลดค่าเงินบาท

แม้ต่อมาในสมัยรัฐบาลพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ พลเอก เปรมเคยกล่าวเตือนพลเอกชวลิต ที่คัดค้านคำแนะนำในการลดค่าเงินบาทของ ดร. วีรพงษ์ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติทางการเงินครั้งร้ายแรงที่สุดของประเทศจากการโจมตีค่าเงินครั้งใหญ่ และรัฐบาลพลเอกชวลิตประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อ 2 ก.ค. 2540 จุดเริ่มต้นของวิกฤตต้มยำกุ้งที่ลุกลามไปทั่วเอเชีย

"ขนาดป๋าเปรมเรียกผมและบิ๊กจิ๋วเข้าไปพบ แต่บิ๊กจิ๋วบอกว่าได้ยินแล้ว ดร. โกร่งให้ลดค่าเงิน แต่ไม่เห็นมีใครเห็นด้วยเลย ป๋าเปรมก็บอกว่า 'จิ๋ว โกร่งมันอยู่กับเรามาตั้งแต่หนุ่มจนแต่งงานมีลูกแล้ว มันยังไม่เคยผิดเลยนะ เพียงแต่บางอย่างเอากับมันไม่ได้ เพราะเอากับมันแล้วรัฐบาลจะล้ม ฟังมันบ้าง ถ้าเผื่อยังไง ให้มันเขียนมาก็ได้ ให้มันมาชี้แจง' บิ๊กจิ๋วก็บอกครับแล้วกลับไป พออีกวันรุ่งขึ้น ป๋าเปรมโทรมาถามผมว่า 'จิ๋วโทรมาหรือเปล่า' ผมก็บอกว่า ไม่ได้โทรท่านก็บอกว่า 'แย่แล้วประเทศไทย' แสดงว่าท่านเห็นด้วยกับผม แต่นายกฯ ไม่เห็นด้วยกับผม"

ดร. วีรพงษ์บอกว่า ชีวิตการทำงานมีความสุขที่สุดคือการเสนอให้ลดค่าเงินบาท ในที่สุดก็ลดค่าเงินบาท ช่วยให้ประเทศไทยไม่เจ๊ง และทุกข์ที่สุด ก็คือเสนอบิ๊กจิ๋ว แต่บิ๊กจิ๋วไม่เอาด้วย แล้วบ้านเมืองก็พัง

การยกเลิกภาษีส่งออกข้าว หรือค่าพรีเมียมข้าว หรือเรียกกันว่าเก็บค่าต๋งจากพ่อค้าคนกลาง เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ดร.วีรพงษ์สามารถผลักดันได้เป็นผลสำเร็จในสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม

ค่าพรีเมียมข้าว

ค่าพรีเมียมข้าวถือเป็นรายได้สำคัญในการพัฒนาประเทศ เป็นนโยบายที่ถือปฏิบัติกันมาในทุกรัฐบาลนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เป็นนโยบายข้าวที่เกษตรกรชาวนาไทยถูกเอารัดเอาเปรียบและต้องเผชิญกับปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวจากนโยบายนี้มาโดยตลอด เนื่องจากถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาข้าวเพื่อรักษาส่วนกำไรของตัวเองไว้

สุทธิชัย หยุ่น เขียนไว้ในคอลัมน์กาแฟดำ ในมติชนสุดสัปดาห์ ระลึกถึงวันที่ได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ถึงความเพียรพยายามของ ดร. วีรพงษ์เพื่อผลักดันยกเลิกค่าพรีเมียมข้าว ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ โดย โกศล ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สมัยนั้น ยืนยันที่จะดำเนินนโยบายนี้ต่อไป ด้วยการลงพื้นที่ค้นหาความจริงจากจุดรับซื้อขายข้าวที่ใหญ่ที่สุดของประเทศในขณะนั้น เพื่อประกอบเป็นข้อมูลให้พลเอกเปรมก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะตัดสินใจ

"ผมเจอโกร่งพอดีในช่วงนั้น เขาเล่าเรื่องให้ผมฟังไม่กี่วันต่อมา เราตกลงไปแสวงหาข้อเท็จจริงที่ท่าข้าวกำนันทรงกัน โกร่งบอกว่านักเศรษฐศาสตร์ที่ดีต้องชื่อตรงต่อความจริง และต้องเอาเหตุการณ์จริงมาประกอบหลักการทางทฤษฎีให้จงได้ว่าแล้วเราก็ขึ้นไปพยุหะคีรี นครสวรรค์กัน โกร่งพูดคุยสอบถามทุกรายละเอียดจากกำนันทรงและเกษตรกรรวมถึงเจ้าของโรงสีและพ่อค้าข้าวว่าด้วยกระบวนการต่อรอง การวัดความชื้นของข้าวเปลือก การตีราคาวันต่อวัน และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ในกลไกตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ"

กลับถึงกรุงเทพฯ ดร. วีรพงษ์นนั่งเขียนรายงานสิ่งที่พบเห็นอย่างละเอียดเพื่อรายงานพลเอกเปรม และเตรียมเสนอข้อมูลพร้อมหลักฐานจากที่ได้จากการลงพื้นที่สัมผัสกับเศรษฐศาสตร์ภาคพื้นดินเพื่อแย้งข้อเสนอของฝ่ายการเมือง โดยยืนยันว่านโยบายพรีเมียมข้าวที่ทำกันมาหลายยุคหลายสมัยนั้นล้มเหลว ชาวไร่ชาวนาถูกเอาเปรียบมาโดยตลอด เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องปกป้องดูแลผู้ที่ไม่มีอำนาจต่อรองเหมือนส่วนอื่น

"โกร่งบอกผมว่าเขาเป็นเพียงที่ปรึกษา นายกรัฐมนตรีคงต้องฟังรัฐมนตรีเป็นหลักอยู่แล้ว แต่เขาเห็นว่า ถ้าที่ปรึกษาไม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและนำเสนอความจริงที่ยืนยันจากข้อเท็จจริงแล้ว ก็เท่ากับไม่ทำตามหน้าที่ของตน ป๋าเปรมฟังเหตุและผลของทุกฝ่ายอย่างตั้งใจ และในท้ายที่สุดก็เห็นคล้อยกับข้อมูลจากพื้นที่ ที่ได้จากโกร่งซึ่งไม่มีผลประโยชน์ผูกพันกับฝ่ายใด สิ่งที่โกร่งพูดและนำเสนอคือสิ่งที่นายกฯ ไม่เคยได้ยินจากปากคำของข้าราชการหรือนักการเมือง"

แม้ต้องมารับบทบาทเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลพลเอกเปรม แต่ก็ไม่ทิ้งจิตวิญญาณของความเป็นครูบาอาจารย์ ดร. วีรพงษ์จัดอบรมให้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์กับสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล เพราะเห็นว่าวิชาการลึกซึ้งในการบริหารประเทศจะไม่มีความหมาย หากสื่อมวลชนนอกจากเป็นปากแล้วยังเป็นหูของสังคม ฟังสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ไม่รู้เรื่อง

ดร. วีรพงษ์ กล่าวกับ Optimse การที่สามารถทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย กลายเป็นตราประจำตัวของเขา ในขณะที่สื่อมวลชนสมัยนั้นไม่มีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์

"ค่าเงินบาทคืออะไร ราคาคืออะไร การแข่งขันเสรี อุปสงค์อุปทานคืออะไร ยังไม่รู้เลย แต่เรารู้ว่าจะทำงานให้ง่ายเราต้องสอนนักข่าว จึงนัดนักข่าวมาติวกันที่บ้านที่ห้วยขวางทุกวันอาทิตย์ ไม่ใช่ว่าติวทฤษฎี แต่ติวว่าเรื่องที่ทำอยู่ทุกวันนี้ เรื่องที่ผมหรือเรื่องที่รัฐมนตรีคลังให้สัมภาษณ์มันแปลว่าอะไร ไม่งั้นเขาก็อัดเทปแล้วก็ถอดเทปผิด ๆ ถูก ๆ หรือไม่ก็ลอกกัน ใครจดต้นฉบับผิดคนหนึ่งก็ผิดกันไปหมด สมัยนี้เป็นใหญ่เป็นโตกันไปหมดแล้ว ตั้งแต่เจ๊วิภา (วิภา สุขกิจ อดีตนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย เสียชีวิตแล้ว) หรือเจ๊ยุ (ยุวดี ธัญญสิริ อดีตนักข่าวอาวุโสประจำทำเนียบรัฐบาล เสียชีวิตแล้ว) เพราะฉะนั้นพอเมื่อมีการขึ้นภาษีก็ดี ตัดงบประมาณรายจ่ายก็ดี หรือตอนจบต้องลดค่าเงินบาทก็ดี พวกนักข่าวเข้าใจ อย่างน้อย 75% คอยช่วยชี้แจงให้เราอย่างมาก ชี้แจงโรงพิมพ์ ชี้แจงคอลัมนิสต์ซึ่งไม่รู้เรื่อง เราไม่ได้บอกให้นักข่าวเชียร์ เราบอกให้เขาเข้าใจ เขาจะได้วิจารณ์ได้ถูก สื่อถึงไม่ค่อยเกลียดผม บางทีผมด่าตรง ๆ เขาก็ไม่ว่าอะไร"

มติชน

ที่มาของภาพ, มติชน

ชุติมา บูรณรัชดา รองบรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ อดีตนักข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล เล่าให้เว็บไซต์ไทยพับลิก้าถึงประสบการณ์การทำข่าว ดร. วีรพงษ์ในยุคนั้นว่า แต่เดิมอาจารย์โกร่งทำงานอยู่เบื้องหลัง แม้นักข่าวจะรู้ว่าเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจ แต่อาจารย์โกร่งไม่เคยให้สัมภาษณ์อะไร แม้จะไปถึงบ้านก็ถูกปิดประตูใส่หน้า ไม่พูดอะไรทั้งสิ้น โดยเหตุการณ์เศรษฐกิจที่สำคัญในยุคป๋าเปรมคงหนีไม่พ้นเรื่องการลดค่าเงินบาท อาจารย์โกร่งที่เคยอยู่แต่อยู่เบื้องหลัง ไม่ค่อยมีใครรู้จัก หลังลดค่าเงินบาทกลายเป็นว่าถูกป๋าเปรมหนีบไว้ข้าง ๆ เกือบตลอด มีข่าวอะไรป๋าเปรมบอกว่าให้ไปถามอาจารย์โกร่ง ให้อธิบายให้ฟัง เพราะสามารถพูดเรื่องเศรษฐกิจได้ชัดเจนกว่า ทำให้อาจารย์โกร่งที่เคยเป็นคนเบื้องหลังในฐานะเทคโนแครตเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทุกคนเริ่มรู้ว่าอาจารย์โกร่งเป็นทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และเป็นคนที่ป๋าเปรมใช้งาน

"ตอนนั้นนักข่าวทำเนียบฯ ไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจ อาจารย์โกร่งอธิบายให้รู้ว่า นโยบายรัฐที่บอกไม่ได้มี 2 เรื่อง คือเรื่องลดค่าเงินบาท กับเรื่องลดหรือขึ้นภาษี เพราะถ้าบอกก่อนจะทำให้มีคนได้เปรียบเสียเปรียบ อธิบายจนนักข่าวทำเนียบเข้าใจ

ชุติมาบอกว่า ทำเนียบรัฐบาลถือเป็นศูนย์กลางของประเทศ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจทุกอย่าง ป๋าเปรมบอกเองว่าป๋าพูดอะไรต้องมีความน่าเชื่อถือ มีเครดิต คนอื่นพูดผิดป๋าแก้ให้ได้ แต่ถ้านายกฯ พูดผิดไม่มีใครแก้ให้ ถ้านายกฯ จะพูดอะไร ต้องชัดเจน ต้องสร้างความเชื่อมั่นได้ ไม่ใช่พูดไปเรื่อยๆ พูดแบบไม่รู้เรื่อง

"การส่งอาจารย์โกร่งมาอธิบายให้นักข่าวเข้าใจ ด้วยการอธิบายเรื่องยากให้ง่าย จึงเป็นการสื่อสารที่ตรงและสร้างความชัดเจนไปถึงประชาชน"