หน้ากากหลากชนิดกับการคิดวิธีป้องกันสุขภาพในรอบหลายศตวรรษของชาวลอนดอน

    • Author, โดย บีเธน เบลล์
    • Role, บีบีซี นิวส์
  • Published

สำหรับชาวอังกฤษในยุคสมัยหนึ่งแล้ว หน้ากากที่ปิดทั้งปากและจมูกมีไว้ให้โจรปล้นธนาคาร นักร้องเพลงป๊อปที่แต่งกายแหวกแนวพิลึกพิสดาร และนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นผู้ระแวดระวังรักษาสุขภาพใช้กันเท่านั้น

แต่ปัจจุบันการสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะสามารถพบเห็นกันได้มากขึ้น จนเรียกได้ว่าเป็น "ภาวะปกติใหม่" ในยุคที่โรคโควิด-19 กำลังแพร่ระบาด

ในประวัติศาสตร์โลกนั้น การสวมหน้ากากด้วยเหตุผลด้านสุขอนามัยครั้งแรก สามารถนับย้อนไปได้ถึงยุค 600 ปีก่อนคริสตกาล โดยนักโบราณคดีพบภาพคนสวมผ้าปิดปากอยู่ที่บานประตูทางเข้าสุสานแห่งหนึ่งของจักรวรรดิเปอร์เซีย ส่วนบันทึกของมาร์โคโปโลในศตวรรษที่ 13 ระบุว่า ข้ารับใช้ในพระราชวังจีนสมัยราชวงศ์หยวนใช้ผ้าทอบางคลุมหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ลมหายใจปนเปื้อนลงในพระกระยาหารขององค์จักรพรรดิ

สำหรับประวัติศาสตร์ช่วง 5 ศตวรรษที่ผ่านมา การสวมหน้ากากของชาวอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของชาวกรุงลอนดอนนั้น ถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่สักเท่าใดนัก มีเหตุการณ์พิเศษหลายครั้งหลายคราวที่ทำให้คนผู้คนต้องพากันปกปิดใบหน้า ด้วยหน้ากากหลากหลายรูปแบบดังต่อไปนี้

"สม็อก" อากาศพิษที่เป็นทั้งหมอกและควัน

การปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18 และการที่ครัวเรือนในยุคนั้นเผาถ่านหินเพื่อให้ความร้อน ทำให้เกิดสภาพอากาศแบบควันขมุกขมัวที่เรียกว่า "สม็อก" (smog) ปกคลุมคล้ายหมอกหนาทึบไปทั่วกรุงลอนดอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาวที่มีการเผาถ่านหินกันหนักมือมากขึ้น

สภาพอากาศเย็นและนิ่งในฤดูหนาว ยังทำให้เขม่าควันกักตัวสะสมอยู่ใต้ชั้นของอากาศที่อุ่นกว่า โดยไม่มีกระแสลมช่วยพัดระบายหมอกควันสีเทาตุ่นอมเหลืองคล้ายซุปถั่วนี้ออกไปได้เลย ผู้คนจำนวนมากรู้สึกระคายเคืองตา มีอาการของโรคทางเดินหายใจและโรคหลอดเลือดหัวใจกำเริบ

เหตุการณ์ที่สม็อกคร่าชีวิตผู้คนครั้งร้ายแรงที่สุด คือระหว่าง 5-9 ธันวาคม 1952 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตจากอากาศพิษทันที 4,000 คน และอีกราว 8,000 คนทยอยเสียชีวิตในอีกหลายเดือนต่อมา แม้แต่วัวที่ยืนกินหญ้าอยู่กลางทุ่งก็ยังขาดอากาศหายใจล้มตายตามไปด้วย

ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1930 เป็นต้นมา ผู้คนจึงนิยมใช้ผ้าปิดหน้าป้องกันหมอกควันพิษ โดยมักนำผ้ามาผูกติดหรือเย็บติดอยู่กับหมวกที่สวม เพื่อให้หยิบใช้มาพันปิดใบหน้าได้สะดวก จนกระทั่งมีการออกกฎหมายห้ามการปล่อยควันดำจากปล่องไฟในปี 1956 และ 1968 ปัญหาเรื่องสม็อกจึงได้รับการแก้ไขในที่สุด

กาฬโรค

กาฬโรคหรือความตายสีดำได้แพร่ระบาดไปทั่วยุโรปในศตวรรษที่ 14 ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปอย่างน้อยถึง 25 ล้านคน ระหว่างช่วงปีค.ศ. 1347-1351

โรคร้ายนี้ยังทำให้มีการคิดค้นหน้ากากป้องกันเชื้อ เนื่องจากแพทย์สมัยนั้นเชื่อว่ากาฬโรคแพร่กระจายผ่านอากาศที่เป็นพิษ และทำให้ของเหลวในร่างกายผู้ป่วยเสียสมดุล จึงต้องใช้หน้ากากปกปิดใบหน้า รวมทั้งพกถุงดอกไม้หอมและสมุนไพรติดตัวเสมอ

ส่วนหน้ากากรูปทรงหัวนกที่เป็นสัญลักษณ์ติดตาของยุคนี้ เพิ่งจะมีผู้ประดิษฐ์ขึ้นในช่วงการระบาดระลอกท้าย ๆ กลางศตวรรษที่ 17 โดยผู้ใช้จะยัดของหอมและเครื่องเทศเข้าไปในจะงอยปากนก ส่วนในการระบาดครั้งใหญ่ของกาฬโรคปี 1665 แพทย์จะสวมชุดหนังที่ค่อนข้างหนา รวมทั้งถุงมือ หมวก และแว่นตาเอาไว้ขณะรักษาคนไข้ด้วย

การจราจร

ในสมัยวิกตอเรียน บรรดากุลสตรีในกรุงลอนดอนซึ่งมักปกปิดร่างกายอย่างมิดชิดด้วยเสื้อผ้าสีดำ เริ่มนิยมการเย็บติดผ้าบางสำหรับคลุมหน้าเข้ากับหมวกที่สวมใส่

แม้ผ้าคลุมหน้าแบบนี้มักจะใช้ในงานศพ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันช่วยปกป้องผิวหน้าบอบบางจากแดดฝน ฝุ่นละอองสกปรก และมลพิษต่าง ๆ ได้ด้วย

ในปัจจุบัน สาเหตุหลักที่ก่อมลพิษทางอากาศเป็นอันดับแรก ได้แก่การจราจรบนท้องถนนที่เต็มไปด้วยไอเสีย รวมทั้งไนโตรเจนออกไซด์จากเครื่องยนต์ อนุภาคขนาดจิ๋วของยางและโลหะที่ลอยฟุ้งในอากาศ ผ้าคลุมหน้าบาง ๆ ของยุควิกตอเรียน และผ้าคลุมแบบที่ผู้หญิงยุคต้นศตวรรษที่ 20 นิยมใช้ขณะขับรถ คงจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป

ชาวกรุงลอนดอนในทุกวันนี้ จึงมักจะเห็นผู้ใช้จักรยานหรือจักรยานยนต์สวมหน้ากากป้องกันมลภาวะอย่างแน่นหนาอยู่เสมอ ซึ่งพวกเขาสวมมันมานานก่อนที่จะมีการระบาดของโรคโควิด-19 เสียอีก

ก๊าซพิษ

ในช่วงซึ่งสงครามโลกครั้งที่สองใกล้ปะทุ ยุโรปเผชิญความเสี่ยงเรื่องศัตรูอาจใช้สารเคมีอย่างก๊าซคลอรีนและก๊าซมัสตาร์ดโจมตี ทำให้รัฐบาลอังกฤษเริ่มแจกจ่ายหน้ากากป้องกันก๊าซพิษให้ทั้งทหารและพลเรือน โดยในปี 1938 ได้มอบหน้ากากช่วยหายใจสำหรับพลเรือนใช้งานแบบทั่วไปแก่ประชาชนถึง 35 ล้านชิ้น

แผนป้องกันของรัฐบาลดังกล่าว ทำให้ได้เห็นผู้คนสวมใส่หน้ากากที่ดูน่ากลัวชนิดนี้กันจนคุ้นตา ไม่ว่าจะเป็นตำรวจที่ขี่จักรยานลาดตระเวนไปตามท้องถนน ไปจนถึงกลุ่มสาว ๆ นักเต้นคาบาเรต์ของคลับแห่งหนึ่งในย่านโซโห

สัตว์เลี้ยงก็มีโอกาสได้สวมหน้ากากป้องกันก๊าซพิษกับเขาด้วย โดยบรรดาอูฐในสวนสัตว์เชสซิงตันได้รับการวัดตัวเพื่อทำหน้ากากที่สวมใส่เข้ากับใบหน้าได้พอดี ส่วนม้านั้นได้รับถุงครอบจมูกและปากแบบฟรีไซส์ ซึ่งแม้จะมีขนาดเดียวแต่ใช้ได้กับม้าทุกตัว

ไข้หวัดสเปน

การระบาดของไข้หวัดใหญ่ในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปกว่า 50 ล้านคน โดยจุดเริ่มต้นของการลุกลามแพร่ระบาดไปทั่วโลกนั้น มีรายงานว่ามาจากประเทศสเปนก่อน ทำให้ผู้คนต่างเรียกขานชื่อของโรคนี้จนติดปากกันทั่วไปว่า "ไข้หวัดสเปน"

เชื่อกันว่าทหารที่เดินทางกลับจากแนวหน้าในฝรั่งเศส โดยนั่งแออัดยัดเยียดกันมาในรถไฟและรถบรรทุกทหาร เป็นตัวการแพร่เชื้อไปยังหลายประเทศ จากสถานีรถไฟหลักสู่เมืองใหญ่ต่าง ๆ และแพร่กระจายโรคเข้าไปถึงในเขตชนบทในที่สุด

กิจการต่าง ๆ รวมถึงบริษัทรถประจำทางบางแห่งที่วิ่งในกรุงลอนดอน ได้จัดการพ่นยาฆ่าเชื้อบนรถไฟและรถโดยสาร รวมทั้งให้พนักงานของตนสวมหน้ากาก เพื่อป้องกันและหยุดยั้งการแพร่ระบาดของไข้หวัดสเปนให้ได้

ส่วนวารสารด้านการพยาบาล The Nursing Times ได้ตีพิมพ์เรื่องราวของคณะแม่ชีที่สถานพยาบาล St. Marylebone Infirmary ในปี 1918 ซี่งใช้แผงกั้นระหว่างเตียงคนไข้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ แพทย์พยาบาลและบุคลากรทุกคนที่เข้าไปในแผนกคนไข้ติดเชื้อที่นั่น ก็จะต้องสวมหน้ากากด้วย

ทางการได้ร้องขอให้บุคคลทั่วไป "สวมหน้ากากเพื่อรักษาชีวิตของท่านเอาไว้" บางคนจึงทำหน้ากากเองโดยใช้ผ้ากอซ บางคนม้วนผ้ากอซเป็นก้อนแล้วคาดไว้ใต้จมูก โดยหยดน้ำยาฆ่าเชื้อลงไปด้วย

ความโด่งดัง

ประโยชน์อีกอย่างของการใส่หน้ากากก็คือ ปิดบังใบหน้าตัวเองจากบรรดาแฟนคลับผู้คลั่งไคล้ รวมถึงอริต่าง ๆ ด้วย

หน้ากากเหล่านี้ ช่างเหมาะสมกับบรรดาคนดังที่ต้องการเรียกร้องความสนใจ ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าคนอื่นจะจำพวกเขาไม่ได้ "ฉันไม่ต้องให้ใครจำได้ ฉันเลยใส่หน้ากากที่สะดุดตา"