มรดกโลก: "โนรา" หนทางหาคำตอบว่า "เราเป็นลูกหลานใคร"

โนรา

ที่มาของภาพ, ภคพร รัตนพันธ์

    • Author, สมิตานัน หยงสตาร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซีไทย
  • Published

"จำได้ว่าอยู่ ป.5 พ่อป่วย เขาว่าโดนของ ผมก็เลยรับช่วงต่อโนราจากพ่อมา แต่ตอนเด็กก็แอบกลัว มันมีความเชื่อว่าจะมีครูหมอตายาย เรารู้สึกว่าเรากลัวไม่กล้าเข้าใกล้ เลยแอบเรียนรู้การรำแบบครูพักลักจำเอา"

คงเป็นเรื่องธรรมดาที่ความทรงจำของคนเราจะเลือนรางไปบ้างตามกาลเวลา แต่นั่นคงต้องละเว้นไว้กับกรณีของโนราบาส หรือ นายบุรัสกร กุลกิจ ที่เขายังจดจำค่ำคืนหนึ่งในวัย 10 ขวบ ได้เป็นอย่างดีเมื่อต้องเข้าร่วม "พิธีผูกผ้าปล่อย" ของพ่อ ที่ออกมาร่ายรำเพื่อตัดขาดความเป็นโนราถาวร ก่อนจะมอบต่อให้เขารับช่วงสืบทอดเชื้อสายโนราของครอบครัวสืบมา

แม้พิธีกรรมในค่ำคืนนั้นจะเกิดขึ้นจากความเชื่อตามขนบของครอบครัว โดยที่เขาอาจไม่ได้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดด้วยความเป็นเด็ก แต่การคงอยู่ของ "โนราบุรัสกร ส่งศิลป์" ฉายาที่ได้รับมาหลังตั้งใจฝึกฝนและออกแสดงโนราอย่างต่อเนื่องของโนราบาส ถือเป็นความตั้งใจและมุ่งมั่นของเขาเองอย่างสมบูรณ์

โนรา

ที่มาของภาพ, บุรัสกร กุลกิจ

ย้อนไปช่วงปลายปี 2564 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ประกาศรับรองขึ้นทะเบียน "โนรา" (Nora) เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

นั่นจึงทำให้โนรา หรือที่หลายคนคุ้นในชื่อ มโนราห์ กลายเป็นมรดกทางภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษบชาติ ลำดับที่ 3 ของไทย ต่อจากโขน ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนไปในปี 2561 ตามมาด้วยนวดไทยขึ้นทะเบียนเป็นลำดับถัดมาในปี 2562

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น มองผิวเผินอาจเป็นความสำเร็จของการอนุรักษ์ศิลปะพื้นบ้านให้คงอยู่ แต่แท้จริงนี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ครูโนราหลายคนต่างมองคล้ายกันว่า หนทางที่จะทำให้โนราคงอยู่ได้ในกาลข้างหน้า คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า การเปิดโอกาสให้คนรุ่นหลังได้สัมผัสประสบการณ์ของศิลปะแขนงนี้ด้วยตัวเอง

สืบทอดด้วยสายเลือดและความชอบ

ท่วงทำนองเพลงปี่ที่เป็นเอกลักษณ์ดังขึ้น สอดรับกับจังหวะจากกลอง ทับ โหม่ง และฉิ่ง ที่ประโคมตาม เพื่อเป็นสัญญาณว่าโนรากำลังจะลงโรงแล้ว ก่อนที่โนราใหญ่จะออกมาวาดลวดลายด้วยท่ารำทั้งขึงขังแฝงความอ่อนช้อยอยู่ในที พร้อมขับบทร้องดึงดูดทุกสายตาให้จับจ้องมายังโรงโนราที่อาจดัดแปลงมาจากลานหน้าบ้านอย่างง่าย ๆ ขอแค่ให้ญาติพี่น้องสามารถห้อมล้อมได้ ก็เพียงพอที่จะทำให้พิธีกรรมโนราโรงครูดำเนินไปได้

โนราบาส วัย 18 ปี เล่าว่า เขาเป็นคนหนึ่งที่มีสายเลือดโนราเต็มตัว จากที่ปู่และพ่อดำเนินคณะโนรามาตั้งแต่เขาจำความได้ นั่นจึงทำให้เขามีโอกาสติดตามไปชมการแสดงอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงครอบครัวจะจัด "พิธีกรรมโนราโรงครู" ในทุกปี

จึงอดไม่ได้ที่เขาจะซึมซับการรำโนราโดยธรรมชาติ ก่อนที่จะมีโอกาสฝึกฝนอย่างจริงจังในช่วงที่ศึกษาในระดับมัธยมศึกษาผ่านทางชมรมของโรงเรียน

แม้หลายคนมักนึกถึงมนต์ขลังที่เหนือธรรมชาติของโนรามาเป็นอันดับต้น ๆ แต่สำหรับโนราบาส มองว่า ศาสตร์การแสดงของใต้ในทุกแขนงมีความพิเศษที่ทำให้เขาหลงรัก และเป็นเหตุผลสำคัญที่เขาอยากสืบสานต่อตามกำลังความสามารถ และนี่เป็นที่มาให้เขาเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาด้านนี้โดยเฉพาะ

line

ทำความรู้จักโนราโรงครู

ข้อมูลของสำนักงานวัฒนธรรมอธิบายไว้ว่า โนราโรงครูเป็นการแสดงโนราประกอบพิธีกรรมที่ปรากฏอยู่ในวิถีของคนภาคใต้มาตั้งแต่อดีต มีจุดมุ่งหมายสำคัญในการแสดง 3 ประการ คือ เพื่อเป็นการเคารพบูชาและแสดงความกตัญญูต่อวิญญาณบรรพบุรุษ เพื่อแก้บนหรือแก้เหมรย (ข้อตกลงที่ทำไว้กับสิ่งเร้นลับ) และเพื่อทำพิธีครอบครูโนราและรักษาโรคต่าง ๆ

พิธีกรรมโนราในโรงครูโดยทั่วไปใช้เวลา 3 วัน 2 คืน หรือ 1 วัน 1 คืน ตามประเภท โดยมีองค์ประกอบสมบูรณ์ทุกขั้นตอนทั้งรำ ร้อง แสดง และแสดงดนตรี

ตามความเชื่อ โนราที่แสดงเพื่อประกอบพิธีเชิญวิญญาณครูหรือบรรพบุรุษที่เป็นโนรา ซึ่งเรียกว่า ตายายโนรา หรือ "ตาหลวง" มาเข้าทรงลูกหลานที่เป็นคนทรง

ความเชื่อเรื่องครูหมอโนราเป็นสิ่งที่ชาวบ้านต่างมีความรู้สึกร่วมอย่างเป็นเอกภาพ และสิ่งนี้ช่วยสร้างเสริมสัมพันธภาพในสังคมที่เป็นระบบเครือญาติของชาวบ้านในภาคใต้

line

ลูกคู่หญิงที่หาได้น้อย

"ตอน ม.1 เพลงมีเพื่อนสนิทที่เป็นนักดนตรี (ลูกคู่) อยู่แล้ว ไปยืนรอเขาหน้าห้องซ้อมทุกวัน อยู่ดี ๆ วันหนึ่ง ยืนอยู่แล้วได้ยินเสียงดนตรี มันเหมือนมีอะไรจูงใจให้เราเข้าไป แล้วก็เข้าไปบอกครูเลยว่าหนูอยากเล่น"

รู้กันดีว่าในการแสดงโนราที่สมบูรณ์นั้น ต้องมีองค์ประกอบหลายส่วนที่สำคัญไม่ต่างกัน "ลูกคู่" หรือ นักดนตรีประกอบการแสดงโนรา อย่างที่ น.ส.ภคพร รัตนพันธ์ หรือ เพลง มีโอกาสได้เปิดประสบการณ์ตัวเอง อาจจะเริ่มต้นด้วยความบังเอิญ แต่เมื่อต่อยอดด้วยความขยันและตั้งใจ ก็ทำให้เธอกกลายมาเป็น "ผู้ตีทับหญิง" ที่หาได้น้อยในวงลูกคู่โนรา

เพลงเล่าว่าด้วยไม่เคยมีประสบการณ์การเล่นดนตรีมาก่อน เธอจึงเริ่มต้นจากการตีแตระ หรือกรับ ก่อนที่จะต่อเนื่องมาเป็นตีโหม่ง กลองตามลำดับ ก่อนที่ท้ายสุดจะมาเป็นผู้ตีทับ ที่เป็นหัวใจหลักของกการคุมจังหวะทั้งหมด

แต่การตีทับเพื่อคุมจังหวะ มีความพิเศษตรงที่ต้องคอยมองผู้รำเพื่อเปลี่ยนจังหวะให้ถูกต้อง ไม่ใช่ให้ผู้รำเป็นคนเปลี่ยนตาม ดังนั้นเพลงจึงจำเป็นต้องมีพื้นฐานของการรำโนราอย่างเลี่ยงไม่ได้

โนรา

ที่มาของภาพ, ภคพร รัตนพันธ์

"เพลงต้องจำท่าของนางรำ ต้องรู้ใจกัน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการซ้อม ฝึกกันมาเรื่อย ๆ"

แม้การเข้าร่วมฝึกฝนในวงโนราของเพลงจะเกิดขึ้นในกิจกรรมของโรงเรียน แต่ชาวใต้นับถือโนราว่าเป็นศาสตร์วิชาที่มีครู โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าหากเป็นโนราต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติตนดี จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ครอบครัวของเธอจะมีความกังวล

"ตอนแรกทางบ้านก็กลัว ว่าจะโดนทำโทษ (จากครูหมอโนรา) แต่ตัวเพลงมีความตั้งใจที่อยากเล่นดนตรีจริง ๆ เชื่อว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรไม่ดี พยายามอธิบายจนที่บ้านเข้าใจ"

ผลพลอยได้ที่ตามมาจากความเชื่อเหล่านี้ กลายเป็นแนวทางให้เพลงระมัดระวังในการใช้ชีวิตมาอย่างดี

"โนราทำให้เรารู้ว่าเป็นลูกหลานใคร"

ผศ. ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ อาจารย์สาขาศิลปะการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.ทักษิณ ผู้สืบทอดสืบโนราแบบฉบับท่านขุนอุปถัมภ์นรากร ซึ่งเป็นปรมาจารย์ทางโนราฉบับโบราณ อธิบายว่า โนราเพื่อความบันเทิงที่พบเห็นในปัจจุบัน ล้วนแต่ลดทอนมาจากพิธีโนราโรงครูทั้งสิ้น

"การจัดงานนี้ต้องมีเจ้าภาพแกนหลักที่มีความพร้อมในวิถีการดำเนินชีวิตที่ดี รวมถึงมีสภาพคล่องทางเศรษฐกิจ เชิญลูกหลานคนอื่นให้มา คล้ายเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ให้ลูกหลานได้พึ่งพา เพราะในการมารวมกัน มางานเลี้ยง ไม่ได้มีการออกบัตรเชิญ ทุกคนมาร่วมเพื่อแสดงความกตัญญู ใครมีข้าวสาร น้ำตาล ก็เอาของที่มีมาใช้ประกอบพิธีและร่วมรับประทานอาหารกัน"

ผศ. ธรรมนิตย์ เล่าว่าการสืบทอดโนรานั้น เกิดขึ้นใน 3 รูปแบบ คือ สืบทอดในครอบครัว ในสถาบันการศึกษา และหน่วยงานท้องถิ่น ร่วมกับการสื่อสารผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อให้ผู้คนคุ้นชินและเรียนรู้ได้เร็วขึ้น

ทั้งเรื่องเล่าของเพลงและบาส น่าจะช่วยตอบข้อสงสัยหนึ่ง คือ จะฝึกฝนโนราต้องเริ่มตั้งแต่เล็ก ๆ เท่านั้น ว่าไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป พวกเข้าต่างมาเรียนรู้ในช่วงชีวิตวัยรุ่นแล้วเสียด้วยซ้ำ

โนรา

ที่มาของภาพ, บุรัสกร กุลกิจ

ว่าที่ร้อยตรีหญิงไพลิน อินทกาล หรือ โนราจอย ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่จะช่วยยืนยันเรื่องนี้ได้อย่างดี ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีกับการสร้างศิษย์โนราในรั้วโรงเรียนห้วยยอด จ.ตรัง ซึ่งเพลงและบาสก็เป็นผลผลิตของความพยายามนี้

โนราจอย หรือที่เด็ก ๆ เรียกว่าครูจอย เล่าว่า เธอเองก็เพิ่งจะมาฝึกฝนโนรา ตอนไปเรียนต่อในระดับปริญญาตรีแล้วเสียด้วยซ้ำ ด้วยการเป็นศิษย์ของ อ. ธรรมนิตย์ จึงทำให้เธอยิ่งเห็นความสำคัญของการศึกษาในโรงเรียน ว่าเป็นหัวใจที่จะช่วยสืบสานศิลปะท้องถิ่นให้อยู่ต่อไป และเยาวชนเองก็สามารถใช้ต่อยอดเพื่อประกอบอาชีพในอนาคตได้เช่นกัน

คำบรรยายวิดีโอ, "โนรา" ศิลปะพื้นบ้านไทย กับ การเป็นมรดกโลก

คงไม่จำเป็นต้องหาคำตอบว่าแท้จริงแล้วโนรามีต้นกำเนิดมาจากกที่ใด หรือโนราโรงครูจะเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งหมดหรือไม่ ขอเพียงยังคงรักษาแก่นหลักของโนราให้คงอยู่สืบไปก็เพียงพอแล้ว

"ถ้าต้องการรู้ว่าบรรพบุรุษของเราคือใคร รากเหง้ามาจากไหน ก็มาใช้พิธีกรรมของการแสดงโนราโรงครู เป็นการสร้างความผูกพัน ว่าในพี่น้องเรามีใครบ้าง อยู่ไหนบ้าง ไม่สูญหายไป เห็นการพึ่งพิงในครอบครัว เหมือนเป็นกุศโลบายหนึ่งที่ใช้พิธีกรรมมารวมญาติพี่น้อง" อ. ธรรมนิตย์ กล่าว