โควิด-19 : สธ. แจงแนวทางแยกกักตัวที่บ้าน-ชุมชน ลดปัญหา “เตียงไม่พอ” หลังยอดผู้ป่วยหน้าใหม่พุ่งทะลุ 9 พันราย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) รายงานยอดผู้ป่วยหน้าใหม่ของไทยประจำวันที่ 10 ก.ค. จำนวน 9,326 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 91 ราย ทุบสถิติสูงสุดของไทย หรือนิวไฮ ทั้งสองตัวเลข ขณะที่ยอดผู้ป่วยหนักอยู่ที่ 2,738 ราย และทำให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกมายอมรับว่า "เตียงไม่พอ"
ในระหว่างการแถลงแนวทางการแยกตัวที่บ้าน (Home Isolation) และการแยกกักตัวในชุมชน (Community Isolation) นพ. สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ สธ. กล่าวยอมรับว่า "เตียงไม่พอจริง ๆ เพื่อให้ประคองระบบรักษาพยาบาลให้สามารถเดินหน้าไปได้ จึงต้องนำต้องนำการแยกกักตัวที่บ้านและชุมชนมาเข้าตรงนี้" และย้ำว่า "2 สัปดาห์นี้หากเรากดกราฟลงไม่ได้ จะมีปัญหามาก"
อธิบดีกรมการแพทย์กล่าวว่า ไม่อยากใช้แนวทางนี้ เพราะมีผลเสีย 2 อย่างคือ ข้อแรก สุขภาพของผู้ติดเชื้อ ถ้าอยู่ที่บ้านคนเดียว ไม่มีคนดูแล แล้วอาการแย่ลง อาจเป็นอันตรายและเสี่ยงเสียชีวิต ข้อสองคือ ผลเสียต่อชุมชน จากการทบทวนมาตรการของต่างประเทศ การแยกกักตัวเองที่บ้านทำไม่ได้ 100% ทำให้เกิดการแพร่เชื้อทั้งที่บ้านและภายในชุมชน
นพ. สมศักดิ์ย้ำหลายครั้งว่า "หากไม่จำเป็น เราไม่ได้อยากทำ" แต่ที่ต้องทำ เพราะอัตราการครองเตียงประจำวันในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพิ่ม 1 หมื่นเตียงภายในเวลา 1 เดือน จากเมื่อ 9 มิ.ย. ครองเตียง 19,629 เตียง แต่ล่าสุด 9 ก.ค. อัตราครองเตียงขึ้นมาถึง 30,631 เตียง นี่คือภาระที่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขกำลังประสบอยู่

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เขายังเผยข้อมูลผู้ป่วยจำแนกตามอาการ โดยผู้ป่วยที่อาการไม่มาก/ไม่มีอาการ หรือสีเขียว/สีเขียวอ่อน มีอยู่ 76% ส่วนสีเหลืองมี 20% และสีแดงมี 4% ซึ่งต้องใช้เตียงไอซียู โดยเพิ่มเป็น 1,206 ราย จากเมื่อเดือนก่อน 714 ราย หรือคิดเป็นเกือบเท่าตัว จึงเป็นเหตุผลว่าเครื่องมืออุปกรณ์เพิ่มไม่ยาก แต่บุคลากรเพิ่มยาก และที่มีอยู่ก็เหนื่อย หลายคนติดเชื้อ การจะขยายเตียงเพิ่ม บุคลากรก็จะไม่ไหว จึงเป็นที่มาต้องมีการแยกกักตัวที่บ้านและชุมชน
สำหรับมาตรการดังกล่าวจะดำเนินการภายใต้หลัก "บวร - บ้าน วัด โรงเรียน" โดยเน้นความสมัครใจของผู้ป่วยและประเมินร่วมกับแพทย์ ทั้งนี้ผู้ป่วยแยกกักที่บ้าน จะมีแพทย์และพยาบาลสื่อสารกับผู้ป่วยผ่านระบบวิดีโอคอล/เทเลคอนเฟอเรนซ์ 2 ครั้ง/วัน และมีการแจกปรอทวัดไข้ และเครื่องวัดออกซิเจนในกระแสเลือด (หนีบนิ้วมือ) ให้ผู้ป่วยตรวจสอบด้วยตนเองว่าปอดยังดีหรือไม่ ส่วนกรณีการแยกกักตัวในชุมชน จะมีภาคประชาสังคม/อาสาสมัครร่วมประเมินด้วย
ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ข้อกำหนด เคอร์ฟิว 10 จังหวัด
วันเดียวกัน คำสั่งห้ามออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว) 10 จังหวัด และให้หลีกเลี่ยง/ชะลอการเดินทางข้ามเขตจังหวัด ถูกประกาศลงราชกิจจานุเบกษา เป็นที่เรียบร้อย
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 27)
เนื้อหาในข้อกำหนดมีทั้งสิ้น 12 ข้อ โดยหนึ่งในจำนวนนี้คือการห้ามประชาชนในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) 10 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร, นครปฐม, นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา และสงขลา ออกจากเคหสถานในระหว่างเวลา 21.00-04.00 น. ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 14 วันนับแต่วันที่ข้อกำหนดฉบับนี้บังคับใช้ ซึ่ง นพ. ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. ชี้แจงเพิ่มเติมว่าเริ่มเที่ยงคืนของวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค. นี้
ยกเว้นคนบางกลุ่มที่ออกนอกเคหสถานได้ในช่วงเวลาดังกล่าว อาทิ ผู้ป่วยหรือผู้ที่จำเป็นต้องไปพบแพทย์, แพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องปฏิบัติงานในการให้บริการด้านสาธารณสุข, การขนส่งหรือขนย้ายประชาชน, การให้บริการหรืออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน, การประกอบอาชีพที่จำเป็น

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล กำหนดให้ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ หรือสถานประกอบการอื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน ให้เปิดดำเนินการถึงเวลา 20.00 น. และเปิดให้บริการเฉพาะการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ยาและเวชภัณฑ์ ชูเปอร์มาร์เก็ต (ดูรายละเอียดข้อกำหนดเพิ่มเติม)
สถานการณ์ในรอบ 24 ชม.
สำหรับสถานการณ์การติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในไทยในรอบ 24 ชม. จากการรายงานของ ศบค. มีข้อมูลสำคัญ ดังนี้
- ผู้ป่วยรายใหม่ 9,326 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 9,115 ราย, ติดเชื้อในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 192 ราย และติดเชื้อจากต่างประเทศ 19 ราย ทำให้ยอดผู้ป่วยสะสมนับจากปี 2563 อยู่ที่ 326,832 ราย หายป่วยแล้ว 243,918 ราย
- ผู้ป่วยสะสมในการระบาดระลอกใหม่ ตั้งแต่ 1 เม.ย. จำนวน 297,969 ราย หายป่วยแล้ว 216,492 ราย
- ผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 91 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 2,625 ราย คิดเป็น 0.8%
- ผู้ป่วยรักษาตัวใน รพ./รพ. สนาม 80,289 ราย โดยมี 2,738 รายที่อาการหนัก และ 717 รายที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ
- พื้นที่ที่พบผู้ติดเชื้อหน้าใหม่สูงสุด 5 อันดับแรกของประเทศในวันนี้ ได้แก่ กรุงเทพฯ 3,191 ราย, ปทุมธานี 672 ราย, สมุทรปราการ 603 ราย, สมุทรสาคร 551 ราย และชลบุรี 359 ราย
ขณะที่สถานการณ์ทั่วโลก มีผู้ป่วยโควิด-19 สะสมทั้งสิ้น 186,838,796 ราย และเสียชีวิตสะสม 4,035,175 ราย โดยไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 62 ของโลก

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ผู้เสียชีวิตกลุ่มล่าสุด
ขณะที่ผู้เสียชีวิตล่าสุด 91 ราย ศบค. ให้ข้อมูลไว้ ดังนี้
- เพศชาย 47 ราย หญิง 44 ราย
- อยู่ใน 16 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ 51 ราย, สมุทรปราการ 9 ราย, นนทบุรี 8 ราย, ปทุมธานี 5 ราย, นครปฐม 4 ราย, ขอนแก่น ร้อยเอ็ด นราธิวาส จังหวัดละ 2 ราย, เพชรบุรี มหาสารคาม กำแพงเพชร สงขลา เพชรบูรณ์ ฉะเชิงเทรา นครศรีธรรมราช ประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดละ 1 ราย
- มีโรคประจำตัวคือ ความดันโลหิตสูง 44 ราย, เบาหวาน 38 ราย, ไขมันในเลือดสูง 21 ราย, โรคไต 14 ราย, โรคหัวใจ 5 ราย, โรคอ้วน 4 ราย, โรคปอด 3 ราย, โรคตับ หลอดเลือดสมอง 2 ราย และไม่มีโรคประจำตัว 10 ราย
- มีปัจจัยเสี่ยงจากการสัมผัสสมาชิกในครอบครัว 25 ราย, สัมผัสคนอื่น ๆ เช่น เพื่อน, เพื่อนร่วมงาน 25 ราย, อาศัย/เดินทางเข้าพื้นที่ระบาด 22 ราย, เข้าไปยังสถานที่แออัดพลุกพล่าน 14 ราย, ประกอบอาชีพเสี่ยง 3 ราย และระบุไม่ได้ 2 ราย
- ค่ามัธยฐานของอายุคือ 67 ปี (อายุระหว่าง 26-98 ปี)
ฉีดวัคซีนได้ทะลุ 12 ล้านโดสแล้ว
ศบค. ตั้งเป้าหมายการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ให้ประชาชน 50 ล้านคน อันเป็นการครอบคลุม 70% ของประชากรไทยและประชากรแฝง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้เกิดขึ้นภายในสิ้นปีนี้
ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.ค. พบว่า มีการฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้เพิ่ม 399,908 โดส ทำให้ภาพยอดสะสมของประชาชนที่ได้รับวัคซีนอยู่ที่ 12,375,904 ราย คิดเป็น 17.68% ของประชากร
มีผู้ได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว 9,130,526 ราย คิดเป็น 13.04% ของประชากร
มีผู้ได้รับวัคซีนครบสองเข็มแล้ว 3,245,378 ราย คิดเป็น 4.64% ของประชากร





























