You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เสียงจากนักท่องเที่ยวภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์
ครบ 1 สัปดาห์ของโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 1 ก.ค . หลายฝ่ายยังลุ้นตัวเลขกันรายวัน เพื่อประเมินว่าโครงการนี้จะได้ไปต่อหรือไม่ ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติบางส่วนอยากให้รัฐบาลลดภาระค่าใช้จ่ายในการตรวจหาเชื้อและจำนวนวันที่ต้องกักตัวภายในจังหวัดลง
ตัวเลขสะสมของนักท่องเที่ยวต่างชาติในโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ระหว่างวันที่ 1-7 ก.ค. มีจำนวน 2,399 คน มีการจองโรงแรมอย่าง 20,000 คืน เฉพาะยอดจองห้องอย่างเดียวสร้างรายได้เกือบ 50 ล้านบาท และมีการประเมินว่านักท่องเที่ยวหนึ่งคนจะมีการใช้จ่ายอย่างน้อย ๆ วันละ 5,000 บาท ซึ่งทำให้มีเงินสะพัดจากการท่องเที่ยวโครงการนี้กว่า 12 ล้านบาท
แครี มะซูดะ นักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน จากเกาะฮาวายเคยเข้ามาในประเทศไทยมาก่อนหน้านี้แล้วในช่วงเดือน เม.ย. 2563 เพื่อมาทำธุรกิจและเขาต้องผ่านการกักตัวแบบ ASQ 14 วันในห้องพัก
ทันทีที่เขาได้ยินข่าวเกี่ยวกับโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ มะซูดะไม่รอช้าที่จะเข้าร่วมโครงการ
"ผมมาที่นี่เพื่อมาทำธุรกิจ และแต่ละครั้งก็มาอยู่มากกว่าหนึ่งเดือน คราวนี้ผมมาถึงวันที่ 4 ก.ค. และจะอยู่ไป 45 วันเพื่อท่องเที่ยวและทำธุรกิจ การเข้าสถานกักกันแบบ ASQ ที่ต้องติดอยู่แต่ในห้องนั้นแย่มาก แบบนี้ (ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์) ดีกว่าหลายเท่า" มะซูดะกล่าว
"ขั้นตอนการเตรียมเอกสารยุ่งยากนิดหน่อยแต่ไม่ใช่ปัญหา ผมมาประเทศไทยบ่อยมากและเหตุผลที่เลือกมาภูเก็ตในรอบนี้ก็เป็นเพราะโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ผมจะไม่เข้า ASQ อีกต่อไป แบบนี้มีอิสระกว่าเยอะ"
ทันทีที่มาถึง มะซูดะสังเกตเห็นว่ากิจการหลายอย่างในภูเก็ตปิดเกือบหมด มีเพียงบางแห่งที่กลับมาเปิดบริการ ซึ่งเขาก็มองว่าดีเสียอีกที่ทำให้ภูเก็ตในช่วงนี้คนน้อยและ "น่าเที่ยวมาก"
"อยากให้ภาครัฐศึกษาจากประเทศอื่น ผมว่าโครงการนี้ดี แต่การถูกจำกัดพื้นที่เป็นเวลา 14 วันอาจจะมากเกินไป แต่ผมเข้าใจว่านี่เป็นโครงการนำร่องและไทยก็กำลังศึกษาข้อมูลอยู่ รัฐบาลไทยก็คงไม่อยากเป็นผู้ต้องหาที่นำไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ๆ เข้ามาในประเทศผ่านโครงการแบบนี้ แต่ถ้าลดเวลาการกักตัวได้โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วก็จะดีมาก ผมว่า 7 วันกำลังดี" มะซูดะกล่าว
นักท่องเที่ยวในโครงการนี้อีกคนหนึ่งคือนายเนอร์ ฮาร์ปาซ ชาวอิสราเอล เดือนทางมาถึงภูเก็ตเมื่อวันที่ 1 ก.ค. และนี่เป็นครั้งแรกที่เดินทางออกนอกประเทศตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19
"ผมมาถึงที่นี่ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ประมาณ 16.00 น. พอมาถึงแล้วระบบน่าจะยังไม่เข้าที่นัก เจ้าหน้าที่ที่สนามบินยังทำงานไม่ราบรื่นนัก แต่ก็เข้าใจได้ว่าเพราะมันเป็นวันแรก ผมคิดว่าถ้าไปเรื่อย ๆ ระบบจะเข้าที่เข้าทางมากกว่านี้" ฮาร์ปาซกล่าว
"เรื่องที่วุ่นวายมากจริง ๆ ก็คือเรื่องเอกสารที่ต้องยื่นเพื่อขอใบซีโออี (ใบอนุญาตเข้าประเทศ) มันยากและมีหลายขั้นตอนมาก ผมคาดหวังว่าทางการไทยจะทำเรื่องเอกสารให้ง่ายกว่านี้ ถ้าต้องการนักท่องเที่ยวจริง ๆ มันเครียดมาก ๆ ที่เราไม่ได้เอกสารเร็วกว่านี้ จนเราจะเดินทางอยู่แล้วเอกสารเพิ่งจะมาออกเอง"
ฮาร์ปาซแนะนำว่าทางการไทยควรจะปรับปรุงคือเรื่องของราคาค่าตรวจหาเชื้อโควิด-19 เพราะราคาค่อนข้างสูง โดยเฉพาะถ้านักท่องเที่ยวมากันเป็นครอบครัวใหญ่
"รัฐบาลไทยน่าจะปรับราคาลงเพื่อจูงใจให้นักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น ผมอยากจะพาครอบครัวมา แต่ค่าใช้จ่ายตรงนี้สูงมากจริง ๆ ที่อิสราเอลค่าตรวจประมาณแค่ 400 บาทเอง"