เปิดเรียนวันแรกท่ามกลางโควิด-19 ระลอกสาม นร.-ครู-ผู้ปกครองพร้อมแค่ไหน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
วันนี้ (14 มิ.ย.) เป็นวันเปิดเทอมของโรงเรียนทั่วประเทศ แต่โรงเรียนในพื้นที่ 4 จังหวัดที่มีการระบาดของโควิด-19 รุนแรงหรือ "พื้นที่สีแดงเข้ม" ได้แก่ กรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ ยังคงต้องใช้รูปแบบการเรียนออนไลน์เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อของทั้งนักเรียนและบุคลากร
ขณะที่ 17 จังหวัดที่จัดเป็นพื้นที่สีแดงหรือพื้นที่ควบคุมสูงสุด และอีก 56 จังหวัดพื้นที่สีส้มจะจัดรูปแบบการเรียนผสมผสานทั้งแบบออนไลน์และแบบปกติ แต่หากจะจัดการเรียนการสอนที่โรงเรียน ต้องผ่านเกณฑ์ประเมินโดยการพิจารณาของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเสียก่อน
ก่อนหน้านี้ พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) อธิบายว่ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมกับ ศบค. ได้วางมาตรการสำหรับการเปิดภาคเรียนในวันที่ 14 มิ.ย. โดยแบ่งเป็นพื้นที่ ดังนี้
- พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 4 จังหวัด (สีแดงเข้ม) คือ กรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ ไม่อนุญาตให้จัดการเรียนการสอนในรูปแบบ "ออนไซต์" หรือใช้อาคารเรียน แต่ให้จัดการเรียนการสอน 4 แบบ ตามความเหมาะสม คือ ออนแอร์, ออนไลน์, ออนดีมานด์ผ่านแอปพลิเคชัน และออนแฮนด์ส่งทางไปรษณีย์
- พื้นที่ควบคุมสูงสุด 17 จังหวัด (สีแดง) และ 56 จังหวัดสีส้ม ให้จัดการเรียนการสอนผสมผสานตามความเหมาะสม 5 แบบ ได้แก่ ออนแอร์, ออนไลน์, ออนดีมานด์ผ่านแอปพลิเคชั่น ออนแฮนด์ส่งทางไปรษณีย์ และออนไซต์ โดยให้โรงเรียนประเมินความพร้อม Thai Stop Covid+ (TSC) และต้องผ่านการประเมินทั้ง 44 ข้อ ถ้าประเมินแล้วให้โรงเรียนขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัด เพื่อเปิดการเรียนการสอนที่โรงเรียน
โรงเรียนกว่า 2 หมื่นแห่งพร้อมเปิดเรียน
นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่าโรงเรียนที่พร้อมเปิดภาคเรียนมีจำนวนทั้งหมด 28,698 แห่ง (ไม่รวมการศึกษาพิเศษ) โดยเป็นโรงเรียนที่เปิดภาคเรียนและจัดการเรียนการสอนที่โรงเรียน (on site) แล้วตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. จำนวน 12,571 แห่ง
นอกจากนี้เป็นการเปิดภาคเรียนในวันที่ 14 มิ.ย. จำนวน 15,951 แห่ง และเปิดเรียนในช่วงวันที่ 2-13 มิ.ย. อีก 171 แห่ง ซึ่งเป็นไปตามสถานการณ์และบริบทในแต่ละพื้นที่
หนึ่งปีการเรียนยุคโควิดของเด็กยากจน
เดือน พ.ค. ปีที่แล้ว ในวันแรกที่ทั่วประเทศทดลองการเรียนผ่านทางไกลผ่านทางโทรทัศน์ดาวเทียม และทางออนไลน์ บีบีซีไทยเดินทางไปที่ชุมชนแห่งหนึ่งใน อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา และได้พบกับครอบครัวของเด็กนักเรียนที่แม้แต่การเรียนผ่านทีวีดาวเทียม ยังเป็นเรื่องยาก
นางบุญ ไกรสอน ชาวฉะเชิงเทรา 62 ปี ซึ่งต้องเลี้ยงดูหลาน 2 คนเพียงลำพัง เธอหาเลี้ยงชีพด้วยการเผาถ่านขาย พึ่งพิงเบี้ยยังชีพคนชราเดือนละ 600 บาท และมีเงินจากหลานให้มาส่วนหนึ่งแต่ละเดือน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ในวันนั้น เราพบว่าโทรทัศน์ของบ้านนี้ซึ่งใช้จานดำหาช่องสัญญาณของการเรียนทางไกลไม่พบ นางบุญถามเราว่าหากจะลองต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อให้หลานได้เรียน เธอจะต้องใช้เงินเท่าไหร่
ผ่านไปหนึ่งปี หนึ่งวันก่อนการเปิดภาคเรียนที่เด็กนักเรียนใน จ.ฉะเชิงเทรา ยังต้องเรียนที่บ้าน เราได้คุยกับยายบุญอีกครั้ง เธอบอกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนจากเดิมเมื่อปีที่แล้ว
นางบุญเล่าว่า การเรียนของหลานวัยที่กำลังขึ้น ป.3 ในเทอมนี้ ยังคงเป็นการไปรับการบ้านจากครูมาทำ เป็น "การบ้าน 4-5 แผ่น" แต่ละวัน เด็กหญิงเบญญาภาหรือข้าวฟ่าง จะไปที่บ้านเพื่อนบ้านที่มีผู้ปกครองคอยไปรับการบ้านจากครูมาให้
"ครูเขาก็ให้การบ้านมา ไปเอาของใหม่มาทำ" นางบุญสะท้อนถึงช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมาที่โรงเรียนในฉะเชิงเทราเปิด ๆ ปิด ๆ เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19 ถึงสองระลอก
สำหรับการเปิดภาคเรียนในวันนี้ (14 มิ.ย.) ฉะเชิงเทรายังเป็น 1 ใน 17 จังหวัด ที่ ศบค. กำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดหรือพื้นที่สีแดง ซึ่งยังไม่สามารถจัดการเรียนการสอนที่โรงเรียนได้ 100% แต่ทำได้โดยผสมผสานกันไป 5 รูปแบบ หนึ่งในนั้นคือการเรียนที่บ้านด้วยเอกสาร โดยครูส่งเอกสารใบงานให้นักเรียนไปทำที่บ้าน
โรงเรียนวัดบางกระเจ็ด ที่หลานของนางบุญเรียนอยู่เป็นโรงเรียนขยายโอกาสที่มีถึงชั้น ม.3 ใน ครอบครัวของนักเรียนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรและอาชีพรับจ้าง เมื่อปีที่แล้วบีบีซีไทยได้ข้อมูลจากโรงเรียนว่าจากนักเรียนทั้งหมดกว่า 130 คน มีเพียงครึ่งเดียวที่มีทีวีและอินเทอร์เน็ตพร้อมสำหรับการเรียนทางไกล
การเรียนที่เปิด ๆ ปิด ๆ ตลอด หนึ่งปี นางบุญยอมรับว่าการเรียนรู้ไม่เต็มที่ของหลานชั้น ป.3 ก็เป็นความกังวลของเธอที่ "กลัว" ว่าหลานจะเรียนไม่รู้เรื่อง

ที่มาของภาพ, PARIS JITPENTOM/BBC THAI
"เด็กเดี๋ยวนี้เรียนก็ไม่ได้เรียน ถึงปีจะขึ้นชั้นใหม่แล้ว... กลัวเหมือนกันนะว่าจะเรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง บางทีเราเห็นอ่านอะไร ยังไม่ค่อยถูก" ผู้เป็นยายแสดงความกังวล
"เบื่อค่ะ ที่ไม่ได้ไปเรียนที่โรงเรียน" ข้าวฟ่าง หรือ ด.ญ.เบญญาภา นักเรียนชั้น ป.3 โรงเรียนวัดบางกระเจ็ด อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา บอกกับบีบีซีไทยผ่านโทรศัพท์
"ชอบเรียนที่โรงเรียนมากกว่าที่บ้าน อยู่ที่โรงเรียนได้เล่นกับเพื่อน และได้ทำการบ้าน"
เด็กหญิงข้าวฟ่างเล่าอีกว่า ที่ผ่านมา เธอจะไปที่บ้านเพื่อนที่อยู่ชั้นเดียวกันในเวลา 11.30 น. ของทุกวัน เพื่อไปทำการบ้านด้วยกัน โดยผู้ปกครองของเพื่อนไปรับแบบฝึกหัดใบงานจากโรงเรียนให้ เพราะที่บ้านเธอไม่มีคนไปส่งที่โรงเรียน และมีรุ่นพี่ชั้น ม.1 คอยสอนเป็นบางวัน
"ไม่มีครูคอยสอน หนูว่ามันยากกว่าเดิม" นี่คือเสียงของเด็กต่างจังหวัดวัยย่าง 9 ขวบ และบอกว่าการบ้านบางข้อที่ได้รับมา มีที่เธอไม่เข้าใจ อย่างวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ส่วนการจะเรียนผ่านทางออนไลน์ด้วยโทรศัพท์มือถืออาจจะเป็นเรื่องที่ยากเกินไป เมื่อผู้ปกครองอย่างนางบุญไม่ได้ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน และมือถือในบ้านที่บุตรสาวที่เพิ่งเสียชีวิตทิ้งไว้เป็นระบบเติมเงินที่ยายบุญเองก็ไม่ทราบว่าเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้หรือไม่ เธอรู้แค่ว่าในเดือนหนึ่งเติมเงิน 350 บาท
"ครูเขาบอกว่าหนูยังเด็กอยู่ ครูเลยให้การบ้านมาทำก่อน เพราะเรียนออนไลน์แล้วหนูจะงง" ข้าวฟ่างตอบ เมื่อเราถามถึงการเรียนผ่านโทรศัพท์มือถือ
นอกจากนี้เมื่อต้องเรียนที่บ้านยาวนาน อาหารกลางวันก็เป็นเรื่องที่ต้องดูแลหลาน ๆ เพิ่มขึ้นมา นางบุญบอกว่ายังดีที่ตั้งแต่ต้นปี ยังพอมีเงินช่วยเหลืออาหารกลางวันจากโรงเรียนมาให้ 400 บาท


























