เชฟไทยดิ้นรนพยุงธุรกิจฝ่าวิกฤตโควิด-19 ในอินเดีย

ที่มาของภาพ, Seefah Ketchaiyo
- Author, ชัยยศ ยงค์เจริญชัย
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
หลังจากที่ย้ายไปทำงานในฐานะเชฟอาหารไทยที่โรงแรมห้าดาวแห่งหนึ่งในนครมุมไบ ประเทศอินเดียตั้งแต่ปี 2554 สีฟ้า เกตุไชโย เชฟไทยอายุ 37 ปี ก็ตัดสินใจลงหลักปักฐานที่นั่นและเปิดร้านอาหารไทยเป็นของตัวเองในปี 2558
กิจการของเธอรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเดือน มี.ค. ปีที่ผ่านมา ที่สถานการณ์พลิกผันให้เธอต้องทำทุกวิถีทางเพื่อพยุงธุรกิจไปให้ได้
"ตอนโควิด-19 มาถึงอินเดียในระลอกแรก ร้านอาหารทั้งหมดถูกสั่งปิด เราก็ขาดรายได้ไปหลายเดือนเลย แต่พอมาระลอกสองนี่หนักมากทั้งเรื่องยอดขายและการระบาดที่รุนแรง แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือคนอินเดียไม่กลัวกันแล้ว เค้าใช้ชีวิตแบบปกติเลย" สีฟ้าเล่าสถานการณ์การแพร่ระบาดในมุมไบ
จากที่เคยทำรายได้มากพอที่จะขยายสาขาและจ้างพนักงาน 22 คน ร้านของสีฟ้าก็ขาดรายได้ไปจนเหลือแค่ 30% จากที่เคยทำได้ นอกจากนี้พนักงานในร้านยังติดเชื้อโควิด-19 และเธอต้องช่วยดูแลรักษาจนหายเป็นปกติ ซึ่งนั่นทำให้ค่าใช้จ่ายสวนทางกับรายรับ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ไม่ต่างกับเมืองร้าง
"มุมไบเป็นหนึ่งในเมืองที่มีชุมชนแออัดใหญ่ที่สุดในโลก" สีฟ้าอธิบายถึงสภาพทั่วไปของเมืองที่เธออาศัยอยู่ แต่ถึงแม้มุมไบจะมีสภาพแย่อย่างไร ที่นี่ถือเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจของอินเดีย เป็นที่ตั้งมีบริษัทห้างร้านต่างประเทศ และเป็นแหล่งรองรับคนนับล้านให้หลั่งไหลเข้ามาหางานทำในเมืองนี้
ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูทำให้ค่าครองชีพในมุมไบสูงขึ้นตามไปด้วย ในเวลาเดียวกันเมืองนี้ก็มีขอทานและคนไร้บ้านอยู่เป็นจำนวนมาก
"คนบางคนที่เข้ามาทำงานรับจ้างที่นี่ เขาไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน พวกเขาเลยต้องนอนตามถนนแล้วค่อยกลับบ้านในวันหยุด" สีฟ้าอธิบาย "คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ติดเชื้อและแพร่เชื้อได้ง่าย เพราะพวกเขาไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อหน้ากากหรือถุงมือด้วยซ้ำ"
แต่การประกาศมาตรการล็อกดาวน์เป็นเวลานาน และการระบาดระลอกที่สองกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่โดยตรงจากการที่ธุรกิจต่าง ๆ ต้องถูกบังคับให้ปิดโดยมาตรการของภาครัฐ ทำให้คนที่เข้ามาทำงานในมุมไบต้องย้ายกลับออกไปในอยู่ในท้องถิ่นเดิมช่วงที่ไม่มีรายได้
"สภาพของมุมไบตอนนี้ไม่ต่างกับเมืองร้าง" สีฟ้ากล่าว
เธออธิบายว่าตัวเลขของการติดเชื้อในมุมไบไม่มากเท่าเมืองอื่น ๆ ในอินเดีย เพราะคนส่วนใหญ่ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงได้ออกจากเมืองไปแล้ว และคนที่ยังอยู่ก็เป็นกลุ่มชนชั้นกลางที่มีบ้านและมีฐานะพอเลี้ยงดูตัวเองได้ อย่างไรก็ดี ข้อมูลผู้ติดเชื้อของมุมไบล่าสุดรายงานว่ามุมไบมีผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 7 แสนคน และมีผู้เสียชีวิตสะสมกว่า 14,000 คน

ที่มาของภาพ, Getty Images
บอกลาคนที่รักจากหน้าต่างบ้าน
สีฟ้าเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่าภาพการเผาศพกลางแจ้ง หรือฝังศพริมแม่น้ำไม่ได้มีให้เห็นในศูนย์กลางแห่งความเจริญของมุมไบ แต่เมื่ออกไปนอกเมือง จะพบเห็นภาพเหล่านี้ได้มากมาย
สำหรับคนทั่วโลก นี่เป็นภาพที่น่าสะเทือนใจ แต่สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในอินเดีย สีฟ้ากล่าวว่านี่คือภาพที่ชินตา เพราะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคนในพื้นที่
"ในส่วนของมุมไบ ไม่ได้มีภาพแบบนี้ให้เห็น แต่ก็ยังมีการเผาศพแบบที่คนไทยไม่คุ้นเคย เช่นการที่สัปเหร่อเอาเตาแก๊สมาเผาศพคนที่เสียชีวิตจากโควิด-19 ที่บ้านของพวกเขา"
สีฟ้าอธิบายว่าเธอทราบว่าโรงพยาบาลจะนำศพของผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ที่ห่ออย่างมิดชิดและติดต่อให้สัปเหร่อจัดการกับศพโดยนำใส่รถเข็นกลับไปที่บ้านของพวกเขา จากนั้นสัปเหร่อจะประกอบพิธีเผาศพผู้ตายที่ลานบ้าน โดยใช้ถังแก๊สเป็นเชื้อเพลิง ขณะที่ญาติของผู้เสียชีวิตจะเข้าร่วมพิธีผ่านทางหน้าต่างบ้านของพวกเขา

ที่มาของภาพ, Getty Images
ปรับตัวให้อยู่รอด
ในช่วงแรกของการแพร่ระบาด สีฟ้าจำได้แม่นยำว่าร้านอาหารของเธอถูกสั่งให้ปิดตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค. 63 และช่วงนั้นผู้คนก็กลัวกับการแพร่ระบาดของโรคมากเสียจนไม่สั่งอาหารจากนอกบ้านและไม่ออกไปไหน ทำให้ช่วงแรกของการแพร่ระบาดเป็นช่วงที่เธอขาดรายได้ไปอย่างเห็นได้ชัด
แม้จะมีรายได้บ้างจากการที่สถานกงสุลไทยประจำมุมไบสั่งทำข้าวกล่องแจกคนไทยที่เดินทางกลับไทยด้วยเที่ยวบินพิเศษ แต่รายได้จากตรงนั้นก็ยังไม่สามารถชดเชยรายได้ที่เธอเคยทำได้ในภาวะปกติ
ร้านอาหารของสีฟ้ามีพนักงาน 22 คน และเธอไม่ได้เลิกจ้างพวกเขา แต่ขอลดเงินเดือนเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของร้าน
ในช่วงของการแพร่ระบาดระลอกที่สอง พนักงานที่ร้านของเธอก็ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 5 คน ทำให้เธอต้องดูแลเรื่องการรักษาและหาที่อยู่ให้กักตัวชั่วคราว เนื่องจากที่อินเดียไม่มีนโยบายให้ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสนามเหมือนในไทย
"พนักงานที่ร้านบางส่วนอาศัยอยู่ในชุมชนแออัด ทำให้ยากต่อการป้องกันและควบคุม แต่เราก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ทุกคนปลอดภัย" สีฟ้ากล่าว
ไม่ว่าการแพร่ระบาดระลอกที่สองจะรุนแรงมากแค่ไหน แต่พฤติกรรมของคนอินเดียเปลี่ยนไปและตามความเข้าใจของเธอคิดว่าคนกลัวโรคนี้กันน้อยลง สีฟ้าเล่าว่าคนหนุ่มสาวเริ่มผ่อนคลายและไม่ได้ตื่นตระหนกเท่ากับการแพร่ระบาดในระลอกแรก

ที่มาของภาพ, Seefah Ketchaiyo
"ตอนนี้เริ่มกลับมามีการล็อกดาวน์ขึ้นอีกครั้ง ทำให้คนรุ่นใหม่ใช้เวลากับสื่อสังคมออนไลน์กันมากขึ้น ทางร้านก็เลยใช้โอกาสนี้ในการโปรโมทร้านผ่านช่องทางต่าง ๆ ทำให้ร้านเป็นที่รู้จักมากกว่าเดิม เราเลยต้องคิดเมนูใหม่ ๆ อยู่ตลอด และไม่จำกัดระยะทางในการส่งอาหาร ทุกวันนี้เรามีลูกค้าที่อยู่ห่างจากร้านไปมากกว่า 2 ชั่วโมงที่สั่งอาหารจากร้านเราอยู่เป็นประจำ" สีฟ้าอธิบาย
อยู่เมืองนอกไม่ใช่สบาย
"ถ้าเลือกได้ ก็อยากกลับไปตั้งหลักอยู่ที่ไทยสักพัก แล้วค่อยกลับมาตอนการระบาดสงบกว่านี้" สีฟ้ากล่าว "การทำมาหากินตอนนี้ลำบากมาก ๆ และพนักงานที่ร้านก็เหนื่อยกันมาก ๆ แต่เรามีภาระต้องดูแลลูกน้องทุกคน ให้ที่อยู่ที่กินกับเขา แล้วไหนจะครอบครัวเราเองอีก"
สีฟ้าอธิบายถึงความยากลำบากจากการทำรายได้ที่ลดฮวบไปจนแทบไม่เหลือ แต่เมื่อนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมที่เธอทำให้กับสังคม เธอคิดว่าการยังคงเปิดธุรกิจอยู่จะมีประโยชน์กว่าปิดไปชั่วคราว
ทุกวันนี้สีฟ้าและร้านอาหารอีก 7 แห่งในมุมไบ รวมตัวกันเวียนทำอาหารไปแจกให้ผู้ยากไร้ ผู้ติดเชื้อ และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้มีอาหารในการประทังชีวิต เพราะเธอเข้าใจดีว่าช่วงนี้ยากลำบากแค่ไหน

ที่มาของภาพ, Getty Images
"รัฐบาลไม่ได้มีนโยบายช่วยเหลือใครเลย คนที่ไม่มีงานที่นี่ก็ไม่ได้รับการเยียวยา คนที่ไม่มีเงินก็ไม่มีกิน พวกเราเลยรวมตัวกันช่วยเหลือสังคม" สีฟ้ากล่าว
ถึงแม้ว่าธุรกิจของเธอจะไม่ได้ทำกำไรได้เท่าเดิม แต่เธอคิดว่าการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเหลือสังคมเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าในช่วงเวลาแบบนี้
"การดิ้นรนในแต่ละวันมันไม่ง่ายเลย ทุกคนรวมถึงร้านของเราก็ต้องปรับตัวให้อยู่รอด การคิดจะมาอยู่ต่างประเทศในช่วงนี้อาจยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะมากนัก แต่สำหรับคนไทยในต่างแดนที่ยังต้องสู้ก็อยากให้กำลังใจว่าเราต้องปรับตัว คิดใหม่ ทำใหม่ และผ่านมันไปให้ได้" สีฟ้ากล่าว





























