โควิด-19: ศบค.ชุดเล็กเตรียมเสนอลดวันกักตัวลง 10 วันอีกครั้ง สัปดาห์หน้า

ที่มาของภาพ, Getty Images
คณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. ชุดเล็ก เห็นชอบในหลักการลดจำนวนวันกักตัวผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยจาก 14 เหลือ 10 วัน แต่ต้องทำรายละเอียดเพิ่มเติมเสนอต่อ ศบค.ชุดใหญ่สัปดาห์หน้า
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยวันนี้ (13 พ.ย.) ว่า คณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ภายใต้ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ "ศบค. ชุดเล็ก" ได้เห็นชอบในหลักการที่จะลดจำนวนวันกักกันโรคผู้ที่เดินทางเข้าไทย โดยระหว่างนี้ได้ส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดทำรายละเอียดในภาคปฏิบัติเพิ่มเติม ก่อนที่จะนำเสนอต่อ ศบค.ชุดใหญ่สัปดาห์หน้า
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวเสริมว่าเรื่องนี้ สธ. ไม่สามารถตัดสินใจฝ่ายเดียวได้ จำเป็นต้องให้ข้อมูลแก่ ศบค. และขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ ศบค.
"ในทางการแพทย์สามารถลดระยะเวลาการกักตัวลดลงจาก 14 วัน เหลือ 10 วันอยู่ในวิสัยในการควบคุมโรคได้ แต่ที่ยังไม่สามารถทำได้เนื่องจากทุกครั้งเมื่อมีการนำเสนอความคิดนี้ ก็เกิดเหตุการณ์ติดเชื้อขึ้นมา จึงทำให้ประชาชนกังวล เราจึงต้องฟังเสียงประชาชนด้วย" นายอนุทินให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหลังกล่าวเปิดงานสัมมนา "เปิดประเทศปลอดภัย คนไทยอยู่รอด"

ที่มาของภาพ, กระทรวงสาธารณสุข
รมว.สธ. ยืนยันด้วยว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการควบคุมและรับมือกับการระบาดของโควิด-19 ทั้งในส่วนยารักษาโรค สถานที่คัดกรอง และบุคลากรทางการแพทย์ และพร้อมที่จะเปิดประเทศเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แม้ว่าขณะนี้วัคซีนต้านโรคโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 จะยังอยู่ระหว่างการพัฒนา
"เราสู้กันมา 10 เดือนแล้ว และเราเป็นฝ่ายตั้งรับไม่ได้แล้ว ต้องเป็นฝ่ายรุก" นายอนุทินกล่าว
สธ. ได้เตรียมความพร้อมในทุกด้าน รวมทั้งได้ลงนามร่วมกับสถาบันพัฒนาวัคซีนชั้นนำเพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในการเข้าถึงวัคซีน มีการจัดสรรงบประมาณร่วมคิดค้น ซึ่งได้รับการเห็นชอบโดยรัฐบาลและรัฐสภา ดังนั้นเมื่อมีวัคซีนได้ ประเทศไทยจะอยู่ในลำดับต้น ๆ ที่จะเข้าถึงวัคซีนและนำมาให้กับคนไทยได้ นายอนุทินกล่าว
"แม้ว่าจะมีการคิดค้นวัคซีนแล้ว เราก็ต้องรออย่างน้อยอีก 6 เดือน ดังนั้นในระหว่างนี้เราต้องการ์ดอย่าตก" เขากล่าวย้ำ
ความมั่นคงในเรื่องยาและอุปกรณ์ในระดับสูง
รมว.สาธารณสุข ยังยืนยันอีกว่า ประเทศไทยมีความพร้อมอย่างมาก หากพิจารณาจากสำรองยารักษาโรคโควิด หรือ ยาฟาวิพิราเวียร์ ปัจจุบันมีอยู่ 610,000 เม็ด และอยู่ในสถานะผู้ให้ผู้บริจาคได้ หากได้รับการติดต่อจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแบ่งปันยาเหล่านี้เพื่อไปรักษาผู้ป่วยนอกจากนี้ ยังมียาฉีดอีกกว่า 710 หลอด

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ในส่วนของ หน้ากาก N-95 สำหรับบุคคลากรทางการแพทย์มีกว่า 2.73 ล้านชิ้น ซึ่งมากเพียงพอที่จำให้พวกเขาปลอดภัยในการรักษาระดับประชิดได้ ประกอบกับมีชุดป้องกันการติดเชื้อ (PPE) จากเดิมมีไม่ถึง 70,000 ชุดทั่วประเทศ แต่รัฐบาลภัยใต้ความร่วมมือกับสมาคมอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย ทำให้สามารถผลิตได้เอง รวมกับการนำเข้ารวมอย่างน้อย 1.75 ล้านชิ้น เพียงพอรับมือสถานการณ์ได้ แต่กำลังการผลิตของโรงงานในประเทศไทยขณะนี้อยู่ที่ 60,000 ชุดต่อวัน
สำหรับบุคคลทั่วไป การเข้าถึงหน้ากากอนามัยก็มากขึ้น จากเดิมที่ต้องเผชิญปัญหาเรื่องการกักตุนจนทำให้ราคาพุ่งไปถึงกว่า 20 บาทต่อชิ้น ตอนนี้สามารถปรับมาสู่ภาวะปกติ โดยกำลังการผลิตปัจจุบัน จากโรงงาน 60 แห่งมีศักยภาพในการผลิต 7.4 ล้านชิ้นต่อวัน
นายอนุทินบอกว่าจากการอุบัติขึ้นของโรคโควิด-19 ก็ช่วยให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการสาธารณสุขมากขึ้น และด้วยความพร้อมทั้งหมดจึงคาดว่าการระบาดระลอก 2 อาจจะไม่เกิดขึ้นในไทย ด้วยการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ และการตรวจตราผู้ที่ลักลอบเข้าประเทศตามตะเข็บชายแดน
นายกฯ เสนอ 4 ประเด็นให้อาเซียนร่วมรับมือโควิด-19
นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ ได้สรุปผลการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 37 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบการประชุมทางไกล ของพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันที่ 12 พ.ย. ว่า การรับมือกับการแพร่ระบาดและผลกระทบจากโควิด-19 ยังเป็นภารกิจสำคัญและเร่งด่วนที่อาเซียนต้องร่วมมือกัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีเสนอ 4 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย
1.การร่วมเสริมสร้างความร่วมมือด้านสาธารณสุข สร้างความมั่นคงและการพึ่งพาตนเองด้านวัคซีน เพื่อให้วัคซีนโควิด-19 เป็นสินค้าสาธารณะ ไทยได้ร่วมมือด้านการพัฒนาวัคซีนกับภาคส่วนต่าง ๆ และพร้อมแบ่งปันไปยังประเทศสมาชิกอาเซียน ให้ใช้ประโยชน์จากกองทุนอาเซียน เพื่อสนับสนุนการกระจายวัคซีนในภูมิภาคของเราในอนาคต ไทยยินดีสนับสนุนคลังสำรองอุปกรณ์ทางการแพทย์อาเซียนสำหรับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข และพร้อมสมทบเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น ตลอดจนพร้อมที่จะเป็นที่ตั้งของศูนย์อาเซียนด้านภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่

ที่มาของภาพ, EPA
2. ส่งเสริมแนวทางการฟื้นฟูและเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 แบบบูรณาการ ภูมิภาคของเราจะฟื้นตัวและปรับตัวกับความปกติใหม่ New Normal พร้อมร่วมรับรองกรอบการฟื้นฟูที่ครอบคลุมของอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง อาทิ SMEs เนื่องจากเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญในภูมิภาค และสนับสนุนการจัดทำกรอบข้อตกลงระเบียงการเดินทางของอาเซียน
3.เสนอให้อาเซียนควรเตรียมความพร้อมในระยะยาวเพื่อยืนหยัดและต้านทานต่อความท้าทายใหม่ ๆ สร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ผ่านการบูรณาการระดับภูมิภาค และส่งเสริมความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน เชื่อมโยงการทำธุรกรรมทางการค้าดิจิทัลในอาเซียนอย่างครบวงจร การสานต่อการส่งเสริมความยั่งยืนในทุกมิติ
4. อาเซียนต้องร่วมมือรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการรับมือกับการแพร่ระบาดและการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากโควิด-19 ที่ทุกฝ่ายต้อง "แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง" เพื่อป้องกันการเผชิญหน้าในภูมิภาคและเพิ่มพูนความร่วมมือที่เป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย (win-win cooperation)





























