โควิด-19 : ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในไทยเพิ่มขึ้น 111 ราย เป็นผู้ที่เดินทางกลับจากอินโดนีเซีย 42 ราย

ที่มาของภาพ, Getty Images
จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในประเทศไทยในรอบหนึ่งวันกลับมาเกินร้อยอีกครั้ง พบติดเชื้อเพิ่ม 111 ราย โดยเป็นกลุ่มที่เดินทางกลับจากอินโดนีเซียถึง 42 ราย ขณะที่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 3 คน เป็นชาวต่างชาติทั้งหมด ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตสะสมในไทยเป็น 30 ราย
จากการรายงานของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) วันนี้ (8 เม.ย.) จ.สตูล ซึ่งเป็นจังหวัดที่ไม่เคยมีผู้ป่วยโควิด-19 มาก่อนเลย มีผู้ป่วยยืนยันเป็นครั้งแรกจำนวน 16 คน ขณะที่ จ.ภูเก็ต ใช้มาตรการค้นหาเชิงรุก สแกนตรวจเจาะตามพื้นที่ พบเพิ่มวันเดียว 18 ราย
สำหรับยอดผู้ติดเชื้อยืนยันสะสมจนถึงขณะนี้ประเทศไทยมี 2,369 ราย สูงสุดที่กรุงเทพฯ 1,250 ราย ตามด้วยภาคใต้ 409 ราย หายป่วยแล้ว 888 ราย
นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงถึงรายละเอียดของผู้เสียชีวิต 3 ราย ดังนี้
รายที่ 28 เป็นชายสัญชาติรัสเซีย อายุ 48 ปี มีประวัติเดินทางไปภูเก็ต 18-21 มี.ค. เริ่มป่วย 22 มี.ค. ขณะเดินทางกลับพัทยา ได้เข้ารักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี ด้วยอาการไข้สูง มีอาการไอ เจ็บคอ แต่ผู้ป่วยไม่ได้แอดมิทเข้าโรงพยาบาล กลับไปกักตัวที่บ้าน และเสียชีวิตในวันที่ 5 เม.ย.
รายที่ 29 เป็นชายสัญชาติอินเดีย อายุ 69 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว มีโรคประจำตัวเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ รักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ด้วยอาการไข้สูง มีอาการไอ มีน้ำมูก ปวดกล้ามเนื้อ ถ่ายเหลว เสียชีวิตวันที่ 7 เม.ย.
รายที่ 30 เป็นชายสัญชาติอเมริกัน อายุ 69 ปี มีโรคประจำตัวคือ โรคไตเรื้อรัง เริ่มป่วย 9 มี.ค. มีอาการไอ ปวดกล้ามเนื้อ หายใจลำบาก รักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.บุรีรัมย์ วันที่ 21-22 หายใจหอบเหนื่อยมากขึ้นจนกระทั่งต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 เม.ย.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ 111 ราย แบ่งเป็นกลุ่มดังนี้
กลุ่ม 1 ผู้ที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยหรือเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่พบผู้ป่วยก่อนหน้า 37 ราย อยู่ใน จ.กรุงเทพฯ 18 ราย นนทบุรี 7 รายและยะลา 6 ราย
กลุ่ม 2 ผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยก่อนหน้านี้ 11 ราย ประกอบด้วย
- ผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศช่วงเดือน มี.ค. 2 ราย
- ผู้ที่ประกอบอาชีพเสี่ยงต่อการติดเชื้อ 4 ราย
- บุคลากรทางการแพทย์ 2 ราย
- เดินทางไปสถานที่ชุมนุมชน 3 ราย
กลุ่ม 3 ผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 6 เม.ย. และเข้าพักที่สถานที่กักของรัฐ 42 ราย
กลุ่ม 4 ยืนยันการพบเชื้อแล้ว แต่รอสอบสวนโรค 21 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยที่มาจากการค้นหาเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยงที่ จ.ภูเก็ต 18 ราย
จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มจากกลุ่มที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตที่รายงานในวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศและชาวต่างชาติ
กลุ่มคนไทยที่เดินทางกลับจากประเทศอินโดนีเซีย ตรวจพบยืนยันว่าติดเชื้อ 42 คน
"แม้จะมีใบรับรองแพทย์ก่อนออกเดินทาง แต่เราก็ไม่สามารถจะตรวจได้ทั้งหมด" นพ.ทวีศิลป์กล่าว
นอกจากกลุ่มคนที่เดินทางกลับจากอินโดนีเซียแล้ว เมื่อวานนี้ (7 เม.ย.) ยังมีผู้เดินทางมาจากประเทศเกาหลีใต้และกาตาร์ ซึ่งทั้งหมดได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัส แต่ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการยังไม่ออกมา
"กลุ่มผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศเป็นกลุ่มก้อนใหม่ที่ต้องเฝ้าระวัง แต่ไม่ต้องไปรังเกียจเพราะว่าเป็นคนไทยเหมือนกัน อีก 60 กว่าล้านคนที่อยู่บ้านในไทยก็ต้องระวังเหมือนกัน"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
"ภูเก็ต" แชมป์อัตราป่วยสูงสุด ค้นหาเชิงรุกพบผู้ติดเชื้อวันเดียว 18 ราย
แม้กรุงเทพฯ จะมีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงสุดในประเทศคือ 1,250 ราย แต่เมื่อพิจารณาอัตราป่วยต่อประชากร 100,000 คน พบว่า จ. ภูเก็ต มีอัตราสูงสุดที่ร้อยละ 33.9 มีผู้ป่วยยืนยันสะสม 140 ราย ขณะที่กรุงเทพฯ อยู่ที่ร้อยละ 21.6
โฆษก ศบค. กล่าวว่า จ.ภูเก็ต ได้ดำเนินการค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุก โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขร่วมกับเจ้าหน้าที่ของจังหวัดได้ลงพื้นที่ที่มีข้อมูลการแพร่ระบาดของเชื้อ และนำคนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวมาตรวจหาเชื้อ ได้แก่ ย่านบางลา อ.กระทู้ เก็บตัวอย่างจากประชาชนกว่า 2,000 คน ภายใน 1 วัน โดยในวันนี้ (8 เม.ย.) สามารถค้นหาผู้ติดเชื้อได้ 18 ราย
"ต้องใช้วิธีนี้สักระยะหนึ่ง เพื่อลดจำนวนลงมาให้ได้" นพ.ทวีศิลป์กล่าวและแนะนำให้จังหวัดอื่น ๆ ใช้วิธีเชิงรุกในการค้นหาผู้ป่วยเช่นเดียวกับภูเก็ต

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
สปสช. เคาะจ่ายค่าตรวจเชื้อโควิด-19 ให้คนไทยทุกคน ส่วนสิทธิบัตรทอง เพิ่มจ่ายค่ายาให้ครั้งละ 7,200 บาท
ที่กระทรวงสาธารณสุข ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และโฆษก สปสช. กล่าวถึงค่าใช้จ่ายสำหรับกรณีที่ประชาชนผู้ใช้สิทธิบัตรทองติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้บรรจุลงในสิทธิประโยชน์แล้ว ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด รัฐบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบให้
การจัดสรรงบประมาณในภาพรวม สปสช.ได้จัดสรรจากงบประมาณเดิมของ สปสช. 1,020 ล้านบาท และได้สนับสนุนงบประมาณกลางเพิ่มเติมจากรัฐบาล 3,260 ล้านบาท รวมทั้งหมด 4,280 ล้านบาท ทั้งหมดใช้สำหรับการรักษาพยาบาล และการป้องกัน เช่น การตรวจคัดกรองเชื้อไวรัส
พญ.กฤติยา ศรีประเสิรฐ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ กลุ่มภารกิจบริหารกองทุน สปสช. อธิบายถึงรายละเอียดของค่าชดเชยสำหรับผู้ใช้สิทธิบัตรทองและประชาชนคนไทยทุกคน หากตรวจวินิจฉัยพบว่าเป็นโรคโควิด-19 โดยจัดชุดสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมในรายการดังต่อไปนี้
ยารักษาโควิด จ่ายเพิ่มเติมครั้งละ 7,200 บาท แต่หากมีความจำเป็น เช่น ต้องใช้ยาแพงขึ้น สามารถขออนุมัติเพิ่มเติม ประชาชนวางใจได้ว่า ไม่ต้องจ่ายเพิ่มเติม
ค่าพาหนะรับส่งต่อผู้ป่วยระหว่างหน่วยบริการอัตราจ่ายเป็นตามคู่มือแนวทางปฏิบัติ คำนวณตามระยะทาง
ค่าชุดป้องกัน (PPE) รวมค่าทำความสะอาดฆ่าเชื้อพาหนะ จ่ายตามจริงไม่เกิน 3,700 บาท ต่อครั้งที่มีการส่งต่อผู้ป่วย
ค่าตรวจคัดกรองโรคโควิด-19 ประชาชนทุกคนที่มีเลข 13 หลัก เม่อตรวจแล้วสามารถเบิกจ่ายค่าบริหารตรวจคัดกรอง ทั้งค่าคัดกรองเก็บตัวอย่างเชื้อตรวจ (Swab) จ่ายชดเชยให้ 540 บาท และค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ 3,000 บาท เมื่อสงสัยว่าตัวเองป่วยหรือเป็นกลุ่มเสี่ยง สามารถข้ารับการตรวจเบื้องต้นได้ที่โรงพยาบาลทุกแห่งที่กระทรวงกำหนด แต่ย้ำว่า ถ้าไม่มีไข้ ไม่ป่วย ไม่มีประวัติเสี่ยง ไม่ควรไป
ผู้ป่วยนอกได้ยากลับบ้าน จ่ายค่ายาให้ ถ้าจำเป็นต้องรับไว้ในโรงพยาบาล สปสช.จ่ายค่าชดเชยค่าชุดป้องกัน (PPE) ที่แพทย์ พยาบาล เข้าไปดูแล
ห้องผู้ป่วยความดันลบ จ่ายวันละ 2,500 บาท ต่อคนต่อวัน แต่หากจำเป็นต้องรักษาตัวต่อหรือถูกนำส่งรักษาพักฟื้นที่โรงแรมหรือสถานพยาบาลที่กระทรวงรับรอง สปสช.ตามไปจ่ายค่าห้อง และค่าดูแลรักษาทั้งหมดด้วย
ทั้งนี้ เบิกจ่ายได้ตั้งแต่ 2 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป




























