ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ : แอมเนสตี้ฯ เรียกร้องไทย ยุติใช้ศาลทหารไต่สวนพลเรือน

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องทางการไทยให้ยุติการใช้ศาลทหารเพื่อไต่สวนคดีต่อพลเรือนไม่ว่ากรณีใด ๆ รวมทั้งการดำเนินคดีอาญาต่อประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาจากการแชร์รณรงค์ลงชื่อถอดถอนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผ่าน เว็บไซต์ Change.org ด้าน คสช. แจงไม่ได้ปิดปากใคร
นี่เป็นอีกครั้งที่องค์กรพิทักษ์ด้านสิทธิมนุษยชนออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ในไทยที่ทางการปราบปรามและดำเนินคดีต่อบุคคล ซึ่งใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
แคทเธอรีน เกอร์สัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์ประเด็นประเทศไทยประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า "นี่เป็นการฟ้องร้องคดีอาญาต่อฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและนักเคลื่อนไหวเป็นจำนวนที่น่าตกใจ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ขอย้ำข้อเรียกร้องให้ทางการไทยปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุมโดยสงบ และให้งดเว้นจากการใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาอย่างมิชอบ เพื่อปิดปากฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง"
ข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ทางทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กของ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ภายหลังจากที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เดินทางไป สน.ปทุมวัน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาคดียุยงปลุกปั่นเกิดความปั่นป่วน หรือกระด้านกระเดื่องในหมู่ประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (2) (3) เมื่อวานนี้ (6 เม.ย.)
ทั้งนี้จากการให้สัมภาษณ์ของนายธนาธรเมื่อวานนี้ถึงการดำเนินคดีดังกล่าว ระบุว่า ขั้นตอนต่อไปคือ ตำรวจจะรวบรวมหลักฐาน ส่งมอบให้อัยการทหาร ซึ่งหากรับสำนวนคดี เขาอาจต้องขึ้นศาลทหาร
ในประเด็นดังกล่าว แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุอีกว่า "เรียกร้อง ให้ทางการไทยยุติการใช้ศาลทหารเพื่อไต่สวนคดีต่อพลเรือนไม่ว่ากรณีใดๆ" พร้อมกับ "กระตุ้นให้ทางการไทยยกเลิกการดำเนินคดีอาญาใด ๆ ต่อบุคคลเพียงเพราะการใช้สิทธิในการเรียกร้องอย่างสันติ"
คสช. โต้กลับ เอมเนสตี้ฯ ไม่ได้ปิดปากใคร
ต่อมาในวันที่ 8 เม.ย. พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวถึงกรณีนี้ว่า อาจเป็นความเข้าใจที่สับสน การดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายกติกาสังคม ไม่น่าใช่การจะไปปิดหรือเปิดปากใคร
ในขณะที่เธอก็ยืนยันว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้รับสิทธิตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติ เช่นการใช้พยานหลักฐานในการพิสูจน์ความจริง การแก้ข้อกล่าวหา การใช้กลไลในกระบวนการสืบสวนสอบสวน การได้รับสิทธิคุ้มครองตามหลักกฎหมาย ไม่แตกต่างจากการดำเนินคดีของบุคคลอื่น ๆ ในคดีอื่น ๆ ในศาลเฉพาะทางอื่น ๆ เชื่อว่า จนท.ดำเนินคดีตามหลักกฎหมาย เคารพในสิทธิเสรีภาพของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี
ก่อนหน้านั้น พ.อ. วินธัย สุวารี โฆษก คสช. ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนกล่าวถึง การที่ นายธนาธร ต้องขึ้นศาลทหาร ว่า คนที่ถูกนำคดีไปฟ้องที่ศาลทหาร เป็นผู้ต้องหากระทำความผิดในช่วงเวลา ช่วงปี 2557-2558 ซึ่งระบุไว้มีคดีอยู่ 4 ประเภท ของกลุ่มงานความมั่นคง ที่กำหนดให้ไปฟ้องคดีที่ศาลทหารเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่ากังวล เพราะทุกศาล จะพิจารณาตามตัวบทกฎหมายภายใต้บรรทัดฐานเดียวกัน
มีคดีพลเรือนยังคงค้างในศาลทหารเท่าไหร่
ข้อมูลของเว็บไซต์ ศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ (Freedom of Expression Documentation Center ) ดำเนินงานโดยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อสังคม หรือ iLaw ได้รายงาน เมื่อเดือน ส.ค. ปีที่ผ่านมาโดยอ้าง กรมพระธรรมนูญ (ศาลทหาร) ที่เปิดเผยข้อมูลสถิติคดีพลเรือนในศาลทหารทั่วประเทศไว้ ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. 2557 จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2561 ซึ่งเป็นห้วงเวลาภายหลังจากที่มีการยกเลิกการขึ้นศาลทหารแล้วตามคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 55/2559 (เผยแพร่ทางเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2559) โดยระบุว่ามี คดีพลเรือนยังคงค้างในศาลทหารอย่างน้อย 281 คดี
โดยแบ่งเป็น คดีที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีอยู่ ในศาลทหารกรุงเทพ จำนวน 88 คดี และเป็นคดีที่ศาลมณฑลทหารบก (ศาลทหารในต่างจังหวัด) ทั่วประเทศ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา 193 คดี
ทั้งนี้ คดีของพลเรือนที่คสช. พิจารณาโดยใช้ศาลทหารล้วนเกี่ยวข้องกับ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 คดียุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ คดีคดีฝ่าฝืนประกาศและคำสั่งหัวหน้า คสช. ห้ามชุมนุมทางการเมือง คดีฝ่าฝืนไม่ไปรายงานตัวกับคสช. และคดีอาวุธ ตามประกาศและคำสั่งของ คสช.
อย่างไรก็ตาม ไอลอว์ยังระบุว่าบางคดี ก็ประสบปัญหาล่าช้าในกระบวนการ โดยเฉพาะจำเลยให้การปฏิเสธและต่อสู้คดี ซึ่งเกิดจากระบบการนัดวันพิจารณาคดีที่ไม่ต่อเนื่อง เป็นต้น

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
แจ้งจับผู้แชร์แคมเปญล่าชื่อถอดถอน กกต.
อีกเหตุการณ์ที่ทำให้ แอมเนสตี้ฯ ออกมาเคลื่อนไหวดังกล่าว คือ การที่ สน. ทุ่งสองห้อง นำโดย พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผู้บังคับการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 3 ในฐานะเลขานุการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และ พล.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ มีสวัสดิ์ รอง ผบก.น. 2 และ พล.ต.อ.ปริญญา เหลืองอุทัย ผกก.สน. ทุกสองห้อง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามฯ แถลงเมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการจับกุมผู้ต้องหาที่แชร์ต่อข้อความรณรงค์รวบรวมรายชื่อเพื่อถอดถอนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บนเว็บไซต์ Change.org ซึ่งในขณะนี้มีผู้ร่วมลงชื่อแล้ว เป็นจำนวนกว่า 8.48 แสนคน
ในการรายงานข่าวของเว็บไซต์ข่าวสดระบุว่า ผู้กระทำผิดทั้ง 7 ราย นำข้อความไปแชร์บนเฟซบุ๊ก มีความผิดฐาน หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามกฎหมายอาญา มาตรา 326 ประกอบ 328 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท และมีการอ้างว่ามีรายงานว่า ยังมีบุคคลมีชื่อเสียงทางการเมือง ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้อีก 2 ราย คือ น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา นักกิจกรรมทางการเมืองและแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการและพิธีกรรายการโทรทัศน์ โดยทั้งคู่ได้รับหมายเรียกแล้ว และยังอยู่ระหว่างเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 11 เม.ย.นี้




























