You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เศรษฐกิจ : “ตลาดหมี” และ “ตลาดกระทิง” คืออะไร และบอกอะไรเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญภาวะตกต่ำในสัปดาห์นี้ และเข้าสู่สถานการณ์ที่เรียกว่า "ตลาดหมี" (bear market) ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าโลกกำลังจะเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย
ในสัปดาห์ที่เริ่มต้นวันที่ 13 มิ.ย. ดัชนีดาวโจนส์ และดัชนีเอสแอนด์พี 500 ที่ชี้วัดประสิทธิภาพหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่สุด 500 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ได้ปรับตัวลดลง 15% และ 20% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับระดับสูงสุดเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา
ตลาดหมีคืออะไร
"ตลาดหมี" เป็นศัพท์เฉพาะในแวดวงตลาดหลักทรัพย์ และแม้การซื้อขายในตลาดหุ้นมักจะมีแนวโน้มลดลงบ้างเป็นระยะสั้น ๆ แต่บรรดานักวิเคราะห์ชี้ว่า ตอนนี้เราได้เข้าสู่ภาวะตลาดหมีแล้ว ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมูลค่าการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ตกต่ำ ดัชนีราคาหุ้นลดลงกว่า 20% จากมูลค่าสูงสุดครั้งล่าสุด และดำเนินต่อเนื่องเกิน 2 เดือน
นี่หมายความว่า นักลงทุนพากันเทขายหุ้น แล้วนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยกว่า หรือฝากธนาคาร ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์มีเงินทุนน้อยลง ตั้งแต่บริษัทน้ำมัน บริษัทผลิตรถยนต์ ไปจนถึงบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก เช่น แอปเปิล (Apple) และเมตา (Meta) เป็นต้น
ส่วนสาเหตุที่เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "ตลาดหมี" นั้น มีหลายทฤษฎีด้วยกัน โดยทฤษฎีหนึ่งได้เปรียบภาวะนี้กับ "การจำศีล" ของหมี ซึ่งนักลงทุนมักจะเก็บเงินทุนไว้ใน "ภาวะจำศีล" จนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง
นอกจากนี้ยังมีคำว่า "ตลาดกระทิง" (bull market) ซึ่งมีความหมายตรงข้าม โดยหมายถึงช่วงขาขึ้นของตลาดหุ้น และนักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มทางเศรษฐกิจ
มีการสันนิษฐานว่าการใช้สัตว์เพื่อเปรียบเปรยภาวะตลาดหุ้นนั้นมีต้นกำเนิดมาจากการแสดงต่อสู้สัตว์ที่ได้รับความนิยมในอังกฤษช่วงศตวรรษที่ 16 - 19
โดยหมีมีท่าทางการต่อสู้และพฤติกรรมการโจมตีเหยื่อด้วยการใช้อุ้งมือตะปบลง เหมือนราคาหุ้นที่ร่วงลงมา ขณะที่กระทิงจะต่อสู้โดยการขวิดขึ้น เหมือนราคาหุ้นที่ทะยานขึ้นนั่นเอง
ตลาดหมีบอกอะไรถึงเศรษฐกิจโลก
ตลาดหลักทรัพย์เป็นตัวบ่งชี้ความเชื่อมั่นของบรรดานักลงทุนที่มีต่อแนวโน้มทางเศรษฐกิจ
ศาสตราจารย์ โรเจอร์ ฟาร์มเมอร์ อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอริกในอังกฤษอธิบายให้บีบีซีฟังว่า ตลาดหุ้นมักถูกมองว่าเป็นภาพสะท้อนสุขภาพของเศรษฐกิจ
"จากมุมมองนี้ ตลาดหมีจึงเปรียบเหมือนการพยากรณ์อากาศ…" เขากล่าว
ดังนั้นตลาดหมีจึงมักเป็นสัญญาณเตือนถึงแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่ซบเซา ตลอดจนกิจกรรมทางธุรกิจและอัตราการจ้างงานที่ลดลง ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น ปัญหาการระบาดของโควิด-19 และสงครามที่รัสเซียรุกรานยูเครน ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดอาหารและพลังงานโลก ทำให้หลายประเทศต้องเผชิญภาวะเงินเฟ้อครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ