คนหนุ่มสาวเลบานอนเรียกร้องใช้สิทธิใช้เสียง “แก้แค้น” นักการเมือง

ที่มาของภาพ, Getty
วันอาทิตย์ที่ 15 พ.ค.นี้ ชาวเลบานอนจะออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ส.ส.128 คน เข้าสภา ในการเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลเมื่อปี 2019 และเหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่ท่าเรือในกรุงเบรุตเมื่อปี 2020 ทั้งสองเหตุการณ์เป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้ประชาชนเรียกร้องต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ในเวลาเดียวกันนักเคลื่อนไหวที่เป็นคนหนุ่มสาวชาวเลบานอนเรียกร้องให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งใช้เสียงของตัวเองเพื่อ"แก้แค้น" บรรดานักการเมืองที่เป็นต้นเหตุทำให้ประเทศต้องตกอยู่ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน
แต่ว่ามีเรื่องใดบ้างที่เป็นประเด็นสำคัญประกอบการตัดสินใจของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งกันบ้าง
วิกฤตเศรษฐกิจ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ธนาคารโลกชี้ว่าเลบานอนเป็นประเทศที่ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักหนาสาหัสที่สุดชาติหนึ่งในโลก นับตั้งแต่ทศวรรษ 1850 เป็นต้นมา
"คนจำนวนมากต้องทำงานสาม สี่หรือห้าอย่างเพียงเพื่อจะได้เงินไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น" นาตาลี อาบู ฮาร์บ นักเคลื่อนไหวชาวกรุงเบรุต วัย 23 ปี ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรก
"ค่าแรงขั้นต่ำตอนนี้อยู่ที่ 8 แสนลีรา แต่น้ำมันถังหนึ่งตกประมาณ 5 แสนลีรา ถ้าคุณมีแค่รายได้ขั้นต่ำก็ไม่พอเติมน้ำมันสองถังแล้ว"
ตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาดของโรคโรควิด-19 เศรษฐกิจของเลบานอนก็อยู่ในสภาพใกล้ล่มสลาย
กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ ประเมินเมื่อปี 2019 ว่าประชากรเลบานอนราว 1 ใน 3 มีรายได้ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจน จำนวนคนว่างงานสูงถึง 25% เศรษฐกิจของประเทศแทบจะไม่เติบโต ขณะที่เงินเฟ้อพุ่งสูง
รัฐบาลเลบานอนมีหนี้สินล้นพ้น และไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะให้บริการขั้นพื้นฐานต่าง ๆ แก่ประชาชนได้ นั่นทำให้ชาวบ้านแค้นเคือง เพราะต้องเผชิญกับปัญหาไฟดับ ไม่มีน้ำดื่มที่สะอาด ขาดบริการสาธารณสุข และระบบอินเตอร์เน็ตก็ใช้งานได้ไม่ดี
ประท้วง ปี 2019

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในเดือน ต.ค.2019 รัฐบาลมีแผนจะเพิ่มภาษีเชื้อเพลิงและบริการโทรศัพท์ผ่านวอทส์แอป ทำให้ชาวบ้านออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านการบริหารจัดการเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ การคอร์รัปชัน และบรรดานักการเมืองที่มีแต่ชนชั้นนำ และนั่นนำไปสู่การลาออกของรัฐบาล
มีคนจำนวนมากที่เห็นว่าปัญหาอยู่ที่บรรดาชนชั้นนำที่ผูกขาดการเมืองเลบานอนยาวนานหลายปี สั่งสมความมั่งคั่งของตัวเองโดยที่ไม่สามารถปฏิรูปประเทศเพื่อจัดการปัญหาหลายอย่างที่หมักหมมมายาวนานได้
ขณะที่การระบาดของโรคโรควิดทำให้เศรษฐกิจของประเทศย่ำแย่ลงไปอีก สหภาพกิจการท่องเที่ยวและการเดินทางชี้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนเลบานอน ลดลงไปถึง 70% แต่เมื่อกลับมาเปิดประเทศอีกครั้งในปี 2021 ค่าเงินที่อ่อนลง ทำให้ต้นทุนนำเข้าอาหาร เชื้อเพลิง และยารักษาโรคพุ่งสูงขึ้น นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ และขาดแคลนสิ่งของที่จำเป็นอย่างรุนแรง
ภาพชาวเลบาบอนเข้าคิวรอเติมน้ำมัน ซื้อแก๊สหุงต้ม หรือแม้แต่ขนมปัง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจนชินตา
นาตาเลียบอกว่าสภาพการณ์เช่นนี้ยังเป็นอยู่ในปัจจุบัน "หาซื้อข้าวของไม่ได้ หรือถ้ามีก็แพงหูฉี่"
"คนยากจนได้รับค่าจ้างเป็นเงินลีรา ซึ่งตกต่ำลงจนแทบไม่เหลือค่า ส่วนคนรวยมีรายได้เป็นเงินดอลลาร์ ที่นี่ไม่มีชนชั้นกลางอีกต่อไปแล้ว" เธอบอก
เหตุระเบิดที่ท่าเรือเบรุต

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2020 เกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่ท่าเรือในกรุงเบรุต โดยเป็นผลจากการระเบิดของสารแอมโมเนียมไนเตรทปริมาณ 2,750 ตัน ที่ถูกเก็บไว้ที่ท่าเรือกรุงเบรุตนานถึง 6 ปีโดยไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยใด ๆ เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 218 คน ได้รับบาดเจ็บกว่า 7,000 คน และชาวบ้านกว่า 3 แสนคนต้องสูญเสียที่อยู่อาศัย แรงระเบิดสะเทือนไปไกลถึง 240 กม. และรู้สึกได้ในหลายประเทศเพื่อนบ้าน
กลุ่มสิทธิมนุษยชนอย่างแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวหารัฐบาลเลบานอนว่า "ขัดขวางกระบวนการค้นหาความจริงและความยุติธรรมอย่างน่าละลาย"
วิกฤตที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำลายเศรษฐกิจของเลบานอนอย่างเลี่ยงไม่ได้
เศรษฐกิจที่เคยเติบโตมีมูลค่า 52,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2019 ร่วงลงไปอยู่ที่ 21,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือตกลงไปประมาณ 60%
"สภาพเศรษฐกิจที่หดตัวอย่างรุนแรงแบบนี้มักจะเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ความขัดแย้งหรือสงคราม" นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ระบุในรายงานเศรษฐกิจที่เผยแพร่เมื่อปี 2021
ประชากรเลบานอนกว่าครึ่งหนึ่งจากจำนวน 6.8 ล้านคน (รวมถึงผู้ลี้ภัยจากซีเซียราว 1 ล้านคน) ดำรงชีวิตด้วยเงินรายได้ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจน
การเมืองเฉี่อยชา

ที่มาของภาพ, Getty Images
สภาพการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเลบานอน ก่อให้เกิดเสียงเรียกร้องทั้งจากในและนอกประเทศให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
นับตั้งแต่การประท้วงเมื่อปี 2019 บรรดาพรรคการเมืองและกลุ่มก้อนทางการเมืองพากันออกมารับปากว่าจะ "นำสปิริตของการประท้วงเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2019" เข้าสู่สภา
แต่นาตาเลียเชื่อว่า "พรรคการเมืองเดิม ๆ คือผู้ที่เป็นรัฐบาลและมีอำนาจบริหารประเทศ คนเหล่านี้มีโอกาสที่จะพิสูจน์ตัวเอง และยอมรับว่าล้มเหลว"
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาทางการเมืองของเลบานอน คือระบบการปกครองแบบที่เรียกว่า Confessionalism ซึ่งหมายถึงการแบ่งสรรตำแหน่งทางการเมืองตามกลุ่มศาสนา แต่องค์กรเพื่อความโปร่งใสสากลมองว่ารูปแบบการปกครองที่ออกแบบมาเพื่อสร้งความกลมเกลียว กลับทำให้เกิดเครือข่ายระบบอุปถัมภ์และการคอร์รัปชัน


ที่มาของภาพ, Getty Images
อา อัสซาด จากกลุ่มฝ่ายค้าน ลิคา ทิชรีน (Liqaa Tishreen) บอกว่าพรรคการเมืองใหม่หลายพรรค "ต้องการให้ฝ่ายที่ไม่สังกัดกลุ่มศาสนาได้มีที่นั่งในสภา"
ขณะที่นาตาเลียเห็นว่า "พรรคการเมืองและกลุ่มฝ่ายค้านใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ชี้ให้เห็นว่าชาวบ้านไม่ต้องการเห็นความแตกแยกอีกต่อไปแล้ว (ระบบเหล่านั้น) ล้าหลัง และถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลง"
เสียงของคนรุ่นใหม่
พรรคการเมืองใหม่ ๆ หลายพรรคอยู่ในความสนใจของคนรุ่นใหม่ในเลบานอน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่เดินทางออกนอกประเทศในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา
คนราว 225,000 คน ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งนอกประเทศ ตัวเลขนี้สูงกว่าการเลือกตั้งเมื่อปี 2018 ถึงสามเท่า
"คนรุ่นใหม่รู้ดีว่าพ่อแม่ปู่ย่าตายายไม่ได้ตัดสินใจ (ทางการเมือง) อย่างถูกต้อง เพราะฉะนั้นพวกเขาจะไปออกเสียงและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง" นาตาเลีย กล่าว
"พวกเขาต้องการแก้แค้น แก้แค้นคนที่ต้องรับผิดชอบกับเหตุระเบิดในกรุงเบรุต คนที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ คนที่ทำให้พวกเราต้องเข้าคิวรอเติมน้ำมัน เข้าคิวที่ซูเปอร์มาร์เก็ต เข้าคิวซื้อขนมปัง"
แม้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในต่างประเทศจะมีสัดส่วนเพียง 6% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 3.7 ล้านคนในเลบานอน แต่นาตาเลียเชื่อว่าน่าจะช่วยนำเลือดใหม่เข้าสู่สภาได้บ้าง
"เรารู้ดีว่าเราไม่สามารถนำผู้แทนใหม่เข้าไปในสภาได้ทั้งหมดในการเลือกตั้งเหล่านี้ บางทีเราอาจจะเปลี่ยนได้ไม่ถึงสิบคนด้วยซ้ำ" เธอบอก
"แต่กระบวนการไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงแค่ในตอนนี้ ผู้คนมองในภาพกว้างกว่านั้น พวกเขาคิดถึงอนาคตของตัวเองและอนาคตของลูก ๆ"




























