สงครามเลือด ดนตรีโหด ศึกวงหีบเพลงชักในเลโซโท

- Author, โดย ทิม วีเวล
- Role, บีบีซี นิวส์
- Published
ความบาดหมางในหมู่ดาวเด่นแห่งวงการหีบเพลงชักในท้องถิ่น เปลี่ยนให้ราชอาณาจักรเลโซโทในทวีปแอฟริกา กลายเป็นดินแดนแห่งการนองเลือดและศูนย์กลางแห่งความตายของภูมิภาค
"ที่ฉันยังมีชีวิตรอด คงเป็นเพราะฉันเป็นผู้หญิง" ปูเซเลตโซ ซีมา เอ่ยปากออกมาราวเสียงกระซิบที่ซ่อนขุมพลัง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเชื้อเชิญผู้คนนับพันให้เข้ามาฟังเธอในโรงเบียร์หรือสนานกีฬาทั่วตอนใต้ของแอฟริกา
แม้ได้รับการยกย่องให้เป็น "ราชินีแห่งฟาโม" ดนตรีประจำชาติที่ได้รับความนิยมอย่างสูงของเลโซโท เธอนั่งอยู่บนโซฟาขาดหวิ่นในบ้านก่ออิฐหลังเล็ก ที่ไม่ได้สะท้อนถึงความสำเร็จของชีวิต
"ทุกคนต้องการอวดอ้างความเป็นชายด้วยการเป็นเจ้าของปืน" เธอบอก

ฟาโมถือกำเนิดขึ้นมาอย่างอ่อนโยน พัฒนาจาก "เพลงสวดของนักเดินทาง" (wayfarers' hymns) ที่มีรูปแบบเป็นกลอนสดหรือเพลงแร็ปแต่งโดยคนเลี้ยงสัตว์หรือนักเดินทางเวลาต้อนฝูงสัตว์หรือเดินข้ามเขาในเลโซโท ก่อนจะปรับให้มีการใช้หีบเพลงขนาดเล็ก (concertina) เข้ามาผสม แล้วปรับมาเป็นหีบเพลงชัก (accordion) ในเวลาต่อมา
จนกระทั่งในปี 2004 เมื่อนักดนตรีฟาโมผู้หนึ่งถูกกล่าวหาว่ายิงนักดนตรีฟาโมอีกคนตาย วงจรแห่งการล้างแค้นจึงเริ่มต้นขึ้น เนื้อเพลงมากมายถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงกระพือความแค้น ในช่วงสองศตวรรษที่ผ่านมา นักดนตรีฟาโมหลายสิบคน รวมไปถึงผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับดนตรีดังกล่าวนับพัน ทั้งโปรดิวเซอร์ แฟนเพลง ดีเจ หรือแม้แต่ครอบครัวของนักดนตรี ถูกยิงเสียชีวิต
"พวกนั้นมาตามหาเราที่บ้าน และถ้าคุณไม่อยู่ที่นั่น พวกมันจะฆ่าเมียคุณ ฆ่าลูกคุณ กำจัดทุกคนในครอบครัว หลายหมู่บ้านกลายเป็นสถานเลี้ยงดูเด็กกำพร้าเพราะดนตรีฟาโม" เซโบโนโมอา เรเมโนเอน หนึ่งในโปรโมเตอร์ฟาโมยุคบุกเบิก กล่าว

เขาเสริมว่า เด็กในหลายหมู่บ้านต้องกำพร้าพ่อแม่เพราะดนตรีฟาโม ขณะที่ผู้คนอีกมากมายต้องทิ้งบ้านของตัวเองเพื่อหลบหนีออกจากวังวนไฟแค้น สงครามฟาโมอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศสุดสวยงามในพื้นที่ห่างไกลที่มีประชากรเพียง 2 ล้านคนกลับมีสถิติการฆาตกรรมสูงเป็นอันดับที่ 6 ของโลกในปีที่ผ่านมา
ราชินีแห่งฟาโมมองว่าจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดเป็นเพราะ "ความริษยา ความริษยาเท่านั้น" เธออธิบายต่อว่า เมื่อนักดนตรีเริ่มสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองได้บ้างแล้ว "พวกเขาจะแต่งเพลงที่เต็มไปด้วยการดูถูก[ผู้อื่น]"
สำหรับซีมา เธอมีช่วงเวลาวัยเด็กที่ยากลำบาก เธอเคยใช้เวลาช่วงเด็ก ดูแลฝูงวัว แม้จะไม่ใช่งานของเด็กผู้หญิงก็ตาม
ซีมาเลือกจากบ้านเกิดเพื่อเข้ามาเป็นนักร้องให้กับเหล่าผู้ชายเลโซโทนับหมื่นที่เข้ามาทำงานในเหมืองทองและเพชรในแอฟริกาใต้ สถานที่ซึ่งให้กำเนิดดนตรีฟาโมในช่วงกลางศตวรรษที่ 20
หลายคนเชื่อว่า 'ฟาโม' มาจากคำศัพท์ภาษาเลโซโทคำว่า 'วาฟาโมลา' และ 'เซโซโท' ซึ่งหมายถึงการสะบัดกระโปรง คล้ายคลึงกับลักษณะการร่ายรำของผู้หญิง
ผู้คนโดยทั่วไปอาจมองว่าดนตรีเป็นศาสตร์ของความสนุกสนานและความบันเทิง ทว่าสำหรับ เบเรง มาโจโร หรือที่ผู้คนรู้จักด้วยชื่อในวงการว่า 'เลกาเซ' อดีตผู้เลี้ยงสัตว์ที่ราชินีฟาโมเข้าไปมีส่วนช่วยปั้นอาชีพทางดนตรีให้กับเขา "การร้องเพลงคือการแข่งขัน" และ "ทุกคนต้องการเป็นผู้ชนะ"
นักดนตรีฟาโมและแฟนเพลงทั้งในประเทศแอฟริกาใต้และเลโซโทแบ่งตัวเองออกไปตามกลุ่มต่อสู้ ผ่านการสวมใส่ผ้าคุมพื้นเมืองด้วยสีเฉพาะ สีเหลืองเป็นของ "เทเรเน" หนึ่งในกลุ่มต่อสู้ที่ใหญ่ที่สุด ขณะที่สีน้ำเงินและสีดำบ่งบอกการเป็นสมาชิกของ "เซียกี" เลกาเซเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มนี้
ครั้งหนึ่งที่เขาเคยถูกข่มขู่ เลกาเซต้องแอบหลบซ่อนในที่ต่างๆ เขายังพกปืนตลอดเวลา เขาปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่าเขาเคยฆ่าใครหรือไม่ เขาหัวเราะต่อคำถามนั้นแล้วตอบกลับมาว่า "ผมสู้กลับ เพราะเมื่อผมเห็นใครก็ตามถูกฝังและรู้ว่าคนนั้นถูกฆ่าโดยกลุ่มอื่น ผมโกรธ และผมต้องแก้แค้น"
ซาโลเป โมโลบูติ ศิลปินฟาโม คือหนึ่งในเหยื่อที่ถูกยิงจนเสียชีวิตในบ้านพักที่ตั้งอยู่เพียงลำพังในเขตหุบเขาเมื่อปี 2010 เพลงสุดท้ายก่อนเสียชีวิตของเขาเต็มไปด้วยคำเสียดสีนักฆ่าของกลุ่มอื่นที่ฆาตกรรมญาติของเขา โดยเรียกกลุ่มนักฆ่าเหล่านั้นว่า "เด็กน้อย" (little boys)

ทุกวันนี้ มาเลเฟตเซเน ลูกชายวัย 17 ปีของซาโลเป ยังเก็บเพลงของพ่อตัวเองไว้ในโทรศัพท์มือถือ แต่เขากล่าวว่าเขาเลือกที่จะเป็นคนเลี้ยงสัตว์มากกว่าเป็นนักดนตรี
"ผมไม่ค่อยฟังเพลงนั้นเท่าไหร่แล้ว เพราะว่าเนื้อเพลงมันยั่วยุมาก มันเต็มไปด้วยการฆ่าฟัน และผมไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของมัน ดนตรีนั้นฆ่าพ่อผม"

สำหรับนักร้องบางคน ดนตรีฟาโมไม่ได้มีไว้เพื่อส่งต่อความแค้น ราชินีฟาโม ซีมา ชี้ว่าเธอเขียนเพลงเกี่ยวกับทุกอย่างในชีวิตตนเอง ทั้งการแต่งงาน รวมถึงชีวิตแต่งงานที่ล้มเหลว แต่ไม่เคยดูถูกใคร
ทว่าปัจจุบันนี้สงครามหีบเพลงเลือดไม่ได้สู้กันแค่เรื่องดนตรีแล้ว กลุ่มต่อสู้ฟาโมยังแข่งกันแย่งชิงการครอบครองเหมืองทองผิดกฎหมายในแอฟริกาใต้ด้วย
เมื่อเทศกาลคริสมาสต์ที่แล้ว เซลโล นตัวโต คนงานเหมือง กลับบ้านเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ไปเยี่ยมภรรยาและลูกชาย 2 คนของเขาในเลโซโท ไม่กี่วันให้หลัง เขาถูกยิงเสียชีวิตในเทศกาลส่งท้ายปีเก่า พร้อมกับแขกของเขาอีก 3 คน
เพื่อนของเขาเชื่อว่า นตัวโตถูกสังหารจากประเด็น "การทรยศ" เพราะเขาเพิ่งย้ายจากเหมืองที่มีกลุ่มฟาโมกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ควบคุมไปยังอีกเหมือง โดยนำเงินที่ได้มาไปด้วย

ผู้คนต่างหวาดกลัวกับสภาวะปัจจุบัน และกล่าวโทษตำรวจว่าไมสามารถดูแลสถานการณ์ได้ ซ้ำร้ายยังเหมือนว่าสมคบคิดกับ กลุ่มนักเลงพวกนั้นด้วย

พฤศจิกายนปีที่แล้ว ปืน 75 กระบอกหายไปจากสถานีตำรวจ มัยเมดน มาพาเธ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย กล่าวกับบีบีซีว่า เจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งขายอาวุธของรัฐให้กับกลุ่มฟาโม แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายไม่ประนีประนอมกับการกระทำดังกล่าว แต่สายสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองและดนตรีฟาโมก็มีมาอย่างยาวนาน
นเตย เตชลานา หัวหน้าของกลุ่มเทเรเนที่เพิ่งเสียชีวิตเมื่อ เม.ย. ทำงานเป็นคนขับรถที่กระทรวงมหาดไทย

สำหรับผู้นำคนล่าสุดของเทเรเน โมโซโท ชากีลา ไม่ได้เป็นนักดนตรี เขายังปฏิเสธว่ากลุ่มของตัวเองไม่ใช่อันธพาล เขาชี้ว่าตนเองไม่เคยฆ่าใคร
"ในฐานะผู้นำกลุ่ม เราพยายามที่จะหยุดการสังหาร แต่บางครั้ง ผมก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะสมาชิกของกลุ่มเราบอกว่า 'เราจะทำไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้เมื่อกลุ่มถูกจู่โจม'"
สำหรับฝั่งรัฐบาล เมพาเธ รมช. มหาดไทย อธิบายว่า เขาจ้างเตชลานาเข้ามาทำงานเพื่ออยากส่งสารออกไปถึงผู้คนในกลุ่มฟาโม ถึงความสำคัญของการมีงานทำและทำให้สถานการณ์ดีขึ้น"และพวกเขาจะทำงานหนักเพื่อช่วยรัฐบาลต่อสู้กับการฆ่าฟันเหล่านี้"
ทว่าเมื่อเตชลานาถูกสังหาร สมาชิกในกลุ่มเทเรเนต่างก็พากันจับตัวคนที่พวกเขาคิดว่าเป็นฆาตรกรมาส่งทางการ แต่ตำรวจก็ปล่อยผู้ต้องสงสัยเหล่านั้นไปโดยไม่ตั้งข้อหา แม้ตำรวจบอกว่าการสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป

ด้าน ซีนา ราชินีฟาโม ผู้มีช่วงชีวิตวัยเด็กที่ยากลำบาก ยังคงต้องมีชีวิตที่ลำบากอยู่ต่อไปบนเส้นทางเดิมในวัย 73 ปี
แม้ประสบความสำเร็จด้านดนตรี แต่ชีวิตส่วนตัวของเธอก็ช่างหดหู่ ลูก 3 คนของเธอเสียชีวิตในต่างวาระ คนหนึ่งตายตอนเกิด อีกคนหนึ่งตายจากโรค ส่วนอีกคนถูกคู่ชีวิตสังหาร
ชื่อเสียงของเธอก็ทำให้เธอตกเป็นเป้าของพวกโจรที่มาขโมยทรัพย์สินของเธอบ่อยครั้ง รวมทั้งหีบเพลงชักที่เธอรักมาก และซีดีเพลงดังของเธอ
"ฉันรับรู้ถึงความเจ็บปวด พวกเราบางคนเคยสร้างเนื้อสร้างตัวจากดนตรี แต่ทุกวันนี้เราต้องพยายามมีชีวิตรอดในแต่ละวัน"
ตอนนี้เธอต้องดิ้นรนอย่างมากแต่โดยลำพังเพื่อเลี้ยงดูหลาน ๆ และเด็กกำพร้าในพื้นที่อีกหลายคน เมื่อไม่มีหีบเพลงชัก เธอก็หาเงินมาจุนเจือเด็กเหล่านี้ไม่ได้แล้ว
"ฉันเป็นนักดนตรีที่โด่งดัง แต่กลับต้องมาเป็นขอทาน ดนตรีฟาโมทำให้หัวใจฉันแหลกสลาย"
































