รัสเซีย ยูเครน : เรือรบ "มอสควา" เกิดระเบิดเสียหาย ยูเครนยืนยันมาริอูโปลยังไม่ยอมจำนน

เรือลาดตระเวนติดอาวุธนำวิถีมอสควา (Moskva)

ที่มาของภาพ, CREATIVE COMMONS

คำบรรยายภาพ, เรือลาดตระเวนติดอาวุธนำวิถีมอสควา (Moskva)
Published

กระทรวงกลาโหมรัสเซียแจ้งว่า เกิดเหตุระเบิดบนเรือลาดตระเวนติดอาวุธนำวิถี "มอสควา" (Moskva) ซึ่งเป็นเรือธงสำคัญประจำกองเรือทะเลดำของรัสเซีย ทำให้ตัวเรือได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเพลิงไหม้ โดยก่อนหน้านั้นเจ้าหน้าที่ของกองทัพยูเครนแถลงว่า เป็นผู้ยิงเรือลำดังกล่าวด้วยขีปนาวุธเนปจูน (Neptune)

นายโอเล็กซีย์ อาเรซโตวิช ผู้ช่วยของประธานาธิบดียูเครนระบุว่า หน่วยกู้ภัยของกองทัพรัสเซียไม่สามารถเข้าถึงเรือมอสควาที่เกิดเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรงได้ ในขณะที่บนเรืออาจมีทหารรัสเซียอยู่มากถึง 510 นาย

นายมักซิม มาร์เชนโก ผู้ว่าการภูมิภาคโอเดซาของยูเครน ซึ่งกำลังถูกกองเรือรัสเซียยิงโจมตีอย่างหนักจากทะเลดำ เผยแพร่ข้อความทางแอปพลิเคชันเทเลแกรมว่า เรือมอสควานั้นเป็นลำเดียวกับที่ได้บุกโจมตีเกาะงู (Snake Island) ของยูเครน เมื่อวันที่ 24 ก.พ. แต่ทหารยูเครนบนเกาะไม่ยอมจำนนและได้ใช้วิทยุสื่อสารบอกไปว่า "เรือรบรัสเซีย ไปลงนรกซะ"

"เราได้รับการยืนยันแล้วว่า ขณะนี้เรือมอสควาได้ไปสู่สถานที่ซึ่งกองกำลังรักษาชายแดนของเราได้ส่งไปวันนั้น" นายมาร์เชนโกกล่าว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมรัสเซียแถลงในภายหลังว่า เหตุที่เกิดขึ้นมาจากเพลิงไหม้บนเรือ ทำให้เครื่องกระสุนและขีปนาวุธเกิดระเบิดขึ้น แต่ไม่มีผู้ได้รับอันตรายเพราะได้อพยพลูกเรือหลายร้อยคนออกไปจากที่เกิดเหตุแล้วก่อนหน้านั้น ส่วนสาเหตุของเพลิงไหม้ทางการรัสเซียจะดำเนินการสืบสวนต่อไป

เรือมอสควาเป็นเรือลาดตระเวนติดอาวุธนำวิถี ซึ่งสร้างขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 ในยุคของสหภาพโซเวียต ที่เมืองท่าไมโคลายิฟ (Mykolaiv) ของยูเครน มีความยาว 186 เมตร ติดตั้งอาวุธชิ้นหลักคือขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ P-1000 Vulkan ทั้งยังเคยมีบทบาทสำคัญในการสู้รบที่ประเทศซีเรียมาแล้ว

เรือรบของรัสเซีย

ที่มาของภาพ, RUSSIAN DEFENCE MINISTRY PRESS SERVICE HANDOUT

คำบรรยายภาพ, อีกมุมหนึ่งของเรือลาดตระเวนติดอาวุธนำวิถีมอสควา

ยูเครนยืนยันมาริอูโปลยังไม่ยอมจำนนตามรัสเซียอ้าง

นายเซอร์ฮีย์ ออร์ลอฟ รองนายกเทศมนตรีเมืองท่ามาริอูโปลทางตอนใต้ของยูเครน บอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า กองกำลังยูเครนที่รักษาเมืองยังไม่วางอาวุธยอมจำนน และยังคงต่อสู้กับกองกำลังรัสเซียที่ปิดล้อมโจมตีมานานถึง 6 สัปดาห์ ทำให้พลเรือนเสียชีวิตไปนับหมื่นคน

ก่อนหน้านี้สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งของรัสเซีย ได้แพร่ภาพกองกำลังนาวิกโยธินยูเครนที่คอยป้องกันโรงงานผลิตเหล็กกล้า Azovstal ยอมจำนนและเข้ามอบตัวกับทหารรัสเซีย แต่นายออร์ลอฟแย้งว่า นาวิกโยธินหน่วยดังกล่าวซึ่งสังกัดกองพลน้อยที่ 36 และมีอยู่กว่า 1,000 คน สามารถตีฝ่าวงล้อมของศัตรูออกไปได้ โดยไปสมทบกับกองพันอาซอฟของยูเครนซึ่งประจำการในพื้นที่อีกแห่งหนึ่ง

เมืองมาริอูโปลตกเป็นเป้าหมายสำคัญที่กองกำลังรัสเซียต้องการเข้ายึดครองให้ได้ เนื่องจากเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่จะเปิดการเชื่อมต่อ "สะพานแผ่นดิน" (land bridge) ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสเซีย โดยเขตพื้นที่นี้จะเชื่อมต่อระหว่างคาบสมุทรไครเมียและตอนใต้ของยูเครนซึ่งติดชายฝั่งทะเลดำ กับภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออก

คำบรรยายวิดีโอ, ภาพโดรนจากกองทัพรัสเซีย

ผู้นำฝรั่งเศสเตือนสหรัฐฯ ระวังการใช้คำ "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์"

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส กล่าวเตือนการใช้ถ้อยคำของผู้นำสหรัฐฯ หลังจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวหาว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ลงมือ "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ชาวยูเครน

นายมาครงกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ France 2 ว่า "ถ้าเป็นผมจะระวังการใช้คำดังกล่าวให้มาก ภายใต้สถานการณ์เช่นทุกวันนี้ เพราะทั้งสองฝ่ายเป็นพี่น้องกัน"

"ผมยังคงต้องการจะพยายามให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อยุติสงครามและสร้างสันติภาพขึ้นมาใหม่ ผมไม่แน่ใจว่าการโต้คารมที่ยกระดับรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จะนำเราไปสู่เป้าหมายนั้น"

คำพูดของประธานาธิบดีมาครง

ด้านนายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกประจำทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย ได้แถลงตอบโต้ผู้นำสหรัฐฯ โดยชี้ว่านายไบเดนพยายามจะบิดเบือนความเป็นจริงของสถานการณ์ในยูเครน

"นี่เป็นถ้อยคำที่เรายอมรับไม่ได้ ทั้งยังมาจากประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศผู้ก่ออาชญากรรมอื้อฉาวแห่งยุคปัจจุบัน" นายเปสคอฟกล่าว

อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษอาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (CPPCG) ของสหประชาชาติ ซึ่งสหรัฐฯ เป็นประเทศหนึ่งที่ได้ลงนามรับรอง ระบุว่าชาติภาคีของอนุสัญญาจะต้องเข้าแทรกแซง ในกรณีที่ยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่าเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ขึ้นจริง

เมื่อเดือนที่แล้วสหรัฐฯ กล่าวหาว่า กองทัพเมียนมาลงมือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญา ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 8 ที่สหรัฐฯ ตัดสินใจใช้คำนี้กับรัฐบาลต่างประเทศ