ขนุน : ผลไม้เมืองร้อนที่มีแนวโน้มเติบโตในตลาดโลก

ที่มาของภาพ, Ricardo Senra/Twitter
- Author, ลูอีส บาร์รูโช
- Role, บีบีซี นิวส์ บราซิล
- Published
- เวลาอ่าน: 2 นาที
รูปที่ถ่ายโดย ริคาร์โด เซนรา ผู้สื่อข่าวบีบีซี ได้กลายเป็นกระแสที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในประเทศบ้านเกิดอย่างบราซิล และมีผู้แชร์ต่อ ๆ กันกว่า 100,000 ครั้ง โดยมันคือภาพของขนุนลูกหนึ่งซึ่งวางขายที่ตลาดบาระห์ (Borough Market) หนึ่งในตลาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในกรุงลอนดอน ด้วยสนนราคา 160 ปอนด์ (ราว 7,040 บาท)
ราคาที่สูงลิบลิ่วเช่นนี้สร้างความตกตะลึงให้กับบรรดาผู้ใช้ทวิตเตอร์ โดยหลายคนได้กล่าวติดตลกว่าจะบินมาขายขนุนจนกลายเป็นมหาเศรษฐีในอังกฤษ
ขนุนเป็นผลไม้ที่พบได้ทั่วไปในประเทศบราซิล โดยมีราคาอยู่ที่ลูกละประมาณ 1.10 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 35 บาท) และราคาของมันก็ใกล้เคียงกับในประเทศเขตร้อนอื่น ๆ เช่นในประเทศไทยมีราคาขายที่ตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง อยู่ที่กิโลกรัมละ 10-15 บาท
บางครั้งคุณยังสามารถเก็บขนุนได้ฟรี ๆ จากต้นที่บราซิล แต่ส่วนใหญ่คนที่นี่มักปล่อยทิ้งให้มันเน่าเสียไป
แล้วเหตุใด ขนุนจึงกลายเป็นผลไม้ต่างถิ่นราคาแพงสำหรับลูกค้าบางคน และเหตุใดความต้องการซื้อผลไม้ชนิดนี้จึงกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลกในปัจจุบัน
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์
สถานที่ขาย
คำอธิบายข้อแรกก็คือ สถานที่ขายมีผลต่อราคา ซึ่งใช้ได้กับสินค้าทุกชนิด
ซาบรีนา ซาร์โตรี ซีอีโอของบริษัท Estancia das Frutas ผู้ประกอบธุรกิจสวนผลไม้ขนาดใหญ่ในรัฐเซาเปาโลของบราซิล บอกกับบีบีซีว่า "แม้แต่ในบราซิลเอง ราคาของขนุนก็แตกต่างกันไป มีหลายที่ที่คุณสามารถเก็บจากต้นได้ฟรี ขณะที่บางที่ก็มีราคาแพงมาก"
นอกจากนี้ ขนุนก็เป็นผลไม้เมืองร้อนที่ไม่สามารถปลูกได้ในสหราชอาณาจักร
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนระบุว่า อาจมีปัจจัยอื่นมากกว่านั้น เพราะการส่งออกขนุนไปขายต่างประเทศนั้นค่อนข้างซับซ้อนและมีความเสี่ยงจากหลายสาเหตุด้วยกัน อาทิ ธรรมชาติที่เน่าเสียได้ง่ายของผลไม้ชนิดนี้ ฤดูกาลการออกผล และปริมาณของผลผลิต
น.ส.ซาร์โตรี กล่าวเสริมว่า "ขนุนมีน้ำหนักมาก สุกงอมได้รวดเร็ว และมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งอาจไม่เป็นที่ชื่นชอบของทุกคน"
ขนุนซึ่งมีถิ่นกำเนิดในเอเชีย อาจมีน้ำหนักได้ถึงลูกละ 40 กิโลกรัม และเน่าเสียได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้มีระยะเวลาที่สามารถวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตได้สั้นมาก
อาหารทดแทนเนื้อสัตว์

ที่มาของภาพ, Getty Images
แม้ขนุนจะถูกมองว่าไม่ใช่ผลไม้ยอดนิยมอันดับต้น ๆ ในประเทศที่เพาะปลูกมัน แต่ปัจจุบันขนุนกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในโลกตะวันตก ที่ผู้คนหันมารับประทานอาหารมังสวิรัติ และวีแกนกันมากขึ้น แล้วใช้ขนุนเป็นอาหารทดแทนเนื้อสัตว์ เพราะเมื่อปรุงสุกแล้วขนุนอ่อนจะมีเนื้อสัมผัสเหมือนเนื้อวัวหรือเนื้อหมู จนทำให้มันได้รับความนิยมแบบเดียวกับผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์อื่น ๆ อย่าง เต้าหู้ และผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกประเภทเนื้อสัตว์เทียมต่าง ๆ
ในสหราชอาณาจักรเพียงแห่งเดียว คาดว่ามีจำนวนผู้รับประทานอาหารวีแกนราว 3.5 ล้านคน และกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม หากขนุนเริ่มสุก ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มันก็จะมีรสชาติหวาน และสามารถใช้รับประทานเป็นของหวานได้เท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ ผู้บริโภคหลายคนจึงเลือกรับประทานขนุนดิบบรรจุกระป๋อง ซึ่งมีราคาราว 4 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 128 บาท) แต่หลายคนระบุว่ารสชาติมันเทียบไม่ได้กับขนุนสด
การขนส่ง
ในประเทศหลัก ๆ ที่เพาะปลูกและส่งออกขนุน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในแถบเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ขนุนถือเป็นผลไม้ประจำชาติบังกลาเทศ และศรีลังกา) ผลไม้ชนิดนี้มักถูกมองเป็นสินค้าราคาถูก ที่ผู้คนไม่ค่อยเห็นคุณค่า อีกทั้งยังไม่มีกระบวนการจัดเก็บภายหลังการเก็บเกี่ยวที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตราว 70% ต้องเสียหาย
ยกตัวอย่างในอินเดีย ขนุนไม่ใช่ผลไม้ยอดนิยม เพราะถูกมองว่าเป็นผลไม้สำหรับคนจน
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าขนุนยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพราะแม้ว่าผลไม้ชนิดนี้จะเริ่มเป็นที่นิยมในโลกตะวันตก แต่ผู้บริโภคจำนวนมากยังไม่เคยได้ลิ้มรสมัน และไม่รู้ว่าจะนำขนุนมาทำอาหารแบบไหนได้บ้าง
ฟาบรีซิโอ ตอร์เรส เจ้าของบริษัท Torres Tropical BV ผู้ส่งออกผลไม้ต่างถิ่นที่มีสำนักงานในเนเธอร์แลนด์ อธิบายเพิ่มว่า ค่าขนส่งทางอากาศได้เพิ่มสูงขึ้นมากจากการระบาดของโควิด-19
เขาบอกว่า ผลไม้หลายชนิดจากเอเชีย และอเมริกาใต้ มักนำเข้ามาที่ยุโรปทางเครื่องบินโดยสาร ซึ่งปัจจุบันสายการบินต่าง ๆ พยายามมองหาสินค้าราคาสูงที่จะขนส่งมากับเครื่อง และการที่ขนุนเป็นผลไม้ที่เน่าเสียง่าย และมีผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม จึงทำให้มันไม่คุ้มค่าที่จะนำเข้าในปริมาณมาก ๆ เหตุผลเหล่านี้จึงส่งผลให้ราคาขั้นสุดท้ายที่ขายให้แก่ผู้บริโภคทะยานสูงขึ้น

ที่มาของภาพ, Ricardo Senra/Twitter
อนาคตที่สดใส
แม้จะมีอุปสรรคต่าง ๆ แต่ผลการศึกษาหลายชิ้นประเมินว่า ตลาดซื้อขายขนุนระหว่างประเทศมีแนวโน้มจะเติบโตขึ้น
การประเมินของบริษัทวิจัยตลาด IndustryARC คาดการณ์ว่า ตลาดขนุนโลกจะมีมูลค่าแตะ 359.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11,491 ล้านบาท) ภายในปี 2026 โดยมีอัตราการเติบโตที่ปีละ 3.3% ระหว่างปี 2021-2026
ในปี 2020 ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคือตลาดใหญ่ที่สุดของขนุน โดยคิดเป็น 37% ของสัดส่วนที่ขายกันทั่วโลก ตามมาด้วยยุโรปที่ 23% อเมริกาเหนือ 20% และพื้นที่อื่น ๆ ของโลก 12% ส่วนอเมริกาใต้มีสัดส่วนตลาดอยู่ที่ 8% ซึ่งแสดงให้เห็นว่า คนอเมริกาใต้ โดยเฉพาะชาวบราซิลไม่ได้เล็งเห็นคุณค่าและโอกาสทางการตลาดของผลไม้ชนิดนี้เท่าทีควร
ในส่วนของไทย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า ขนุนเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่น่าจับตามอง เนื่องจากตลาดต่างประเทศมีความต้องการสูง โดยเฉพาะจีน ซึ่งจากข้อมูลกรมศุลกากร พบว่า ปี 2563 มีปริมาณและมูลค่าการส่งออกขนุนสด จำนวน 49,006 ตัน คิดเป็นมูลค่า 629 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีจำนวน 45,319 ตัน มูลค่า 566 ล้านบาท ถือเป็นปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 และมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 โดยตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ จีน เวียดนาม เมียนมา และ สปป.ลาว






























