สมองเสื่อม : งานวิจัยใหม่ชี้ นักฟุตบอลตำแหน่งกองหลังมีแนวโน้มมีภาวะสมองเสื่อมกว่าผู้เล่นตำแหน่งอื่น

ศาสตราจารย์ในอังกฤษแนะนำให้นักฟุตบอลมือสมัครเล่น จำกัดการซ้อมโหม่งบอลไว้แค่ 10 ครั้ง/สัปดาห์เท่านั้น

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ศาสตราจารย์ในอังกฤษแนะนำให้นักฟุตบอลมือสมัครเล่น จำกัดการซ้อมโหม่งบอลไว้แค่สัปดาห์ละ 10 ครั้งเท่านั้น
Published

งานวิจัยใหม่ชี้ นักฟุตบอลตำแหน่งกองหลังมีแนวโน้มมีภาวะสมองเสื่อมในบั้นปลายชีวิตมากกว่านักฟุตบอลตำแหน่งอื่น ๆ

เมื่อปี 2019 งานวิจัยโดยศาสตราจารย์วิลลี สจ๊วต ชี้ว่าอดีตนักฟุตบอลเสี่ยงเสียชีวิตจากการเสื่อมของระบบประสาทมากกว่าคนทั่วไป 3.5 เท่า

อย่างไรก็ดี งานวิจัยชิ้นใหม่ของเขาบอกว่านักฟุตบอลตำแหน่งกองหลังมีความเสี่ยงสูงสุด โดยจะมีแนวโน้มมีภาวะสมองเสื่อมมากกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่า

สำหรับนักฟุตบอลตำแหน่งกองหน้า มีความเสี่ยงกว่าคนทั่วไป 3 เท่า ขณะที่ผู้รักษาประตูแทบไม่มีความเสี่ยงมากกว่าประชากรทั่วไปเลย

งานวิจัยโดยมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ซึ่งได้รับทุนจากสมาคมฟุตบอลในอังกฤษ (The Football Association) และสมาคมนักฟุตบอลมืออาชีพ (Professional Footballers' Association) ยังระบุอีกว่า ยิ่งเป็นนักฟุตบอลยาวนาน ความเสี่ยงก็ยิ่งสูงขึ้น

แม้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องเทคโนโลยีเกี่ยวกับฟุตบอล และพยายามจัดการเรื่องความบาดเจ็บที่ศีรษะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีหลักฐานว่าความเสี่ยงจากการเสื่อมของระบบประสาทของนักฟุตบอลที่แข่งขันระหว่างราวปี 1930 ถึงปลายทศวรรษ 1990 น้อยลงเลย

ควรมีคำเตือน

ดร.สจ๊วต ซึ่งเป็นนักประสาทวิทยาด้วย บอกว่าถึงเวลาที่ต้องยกเลิกการโหม่งในการเล่นฟุตบอลแล้ว โดยเขาบอกว่าการโหม่งสามารถทำให้การทำงานของสมองบกพร่องในระยะสั้นได้ด้วย

"ผมคิดว่าควรมีคำเตือนเวลาขายลูกฟุตบอลว่าการโหม่งบอลซ้ำ ๆ อาจนำไปสู่ความเสี่ยงสมองเสื่อมได้"

"ต่างจากภาวะสมองเสื่อม และการเสื่อมของระบบประสาทแบบอื่นที่เราไม่รู้เลยว่ามีสาเหตุจากอะไร เรารู้ว่า [การโหม่งฟุตบอล] เป็นปัจจัยเสี่ยง และสามารถป้องกันได้"

West Brom and Liverpool players contest a header

ที่มาของภาพ, Getty Images

ดร.สจ๊วต บอกว่า เราต้องลด หรือไม่ก็กำจัด การที่นักบอลต้องรับแรงกระแทกที่หัว

"การโหม่งในกีฬาฟุตบอลจำเป็นต้องมีต่อไปไหม หรือพูดอีกอย่างก็คือ ความเสี่ยงที่จะมีภาวะสมองเสื่อมเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับกีฬาฟุตบอลหรือเปล่า"

นักประสาทวิทยาผู้นี้บอกว่า ยังไม่เห็นหลักฐานเลยว่าการโหม่งบอลเป็นผลดีต่อคนเราอย่างไร

"ฟุตบอลเป็นสิ่งที่ดีต่อผู้เล่น นักฟุตบอลมีปัญหาเรื่องโรคมะเร็งและโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดหัวใจน้อยกว่า แต่ก็มีระดับการมีภาวะสมองเสื่อมสูงจนน่ากลัว และผมไม่เห็นประโยชน์ในเรื่องนี้"

คำแนะนำใหม่

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพิ่งมีคำแนะนำโดยสมาคมฟุตบอลอังกฤษออกมา โดยจำกัดจำนวนการโหม่งของนักฟุตบอลอาชีพและนักฟุตบอลมือสมัครเล่นในการฝึกซ้อม ก่อนหน้านี้ มีการจำกัดการโหม่งในทีมฟุตบอลเยาวชนในอังกฤษ สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ มาแล้ว

ในฤดูกาลหน้า จะมีการจำกัดจำนวนให้นักฟุตบอลมืออาชีพโหม่งบอลที่เปิดมาแรง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดไกล ฟรีคิก และเตะมุม แค่ 10 ครั้งเท่านั้นระหว่างการซ้อม ส่วนนักฟุตบอลมือสมัครเล่น จำกัดไว้แค่ 10 ครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น

อย่างไรก็ดี ดร.สจ๊วตบอกว่า คำแนะนำนี้มาจากการคาดเดาที่ไร้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ "ไม่มีฐานรองรับเลยว่าการโหม่งแรงในระดับนึง 10 ครั้งจะทำให้ความเสี่ยงเปลี่ยนแปลงไป"

การโหม่งลูกฟุตบอล

ที่มาของภาพ, Corbis via Getty Images

นักประสาทวิทยาผู้นี้บอกว่า คำแนะนำของสมาคมฟุตบอลอังกฤษเหมือนการไปยืนอยู่ริมทางมอเตอร์เวย์ และก็คาดเดาความเร็วของรถที่วิ่งผ่านไปขณะถกเถียงเรื่องมาตรการจัดการจราจรในตัวเมือง "มันไม่เกี่ยวข้องกันนัก"

"เราต้องรอ 30-40 ปี กว่าจะรู้ว่าการ[จำกัดการ]โหม่ง 10 ครั้งจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร"

สมาคมฟุตบอลอังกฤษบอกว่ายินดีที่มีผลวิจัยชุดนี้ และคำแนะนำใหม่ของสมาคมที่ประกาศใช้มาจากการวิจัยและผู้เชี่ยวชาญในวงการฟุตบอล

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยกลาสโกว์เก็บข้อมูลจากอดีตนักฟุตบอลมืออาชีพสกอตแลนด์ราว 8,000 คน และเอาไปเทียบกับประชากรชายทั่วไป 23,000 คน โดย ดร.สจ๊วต บอกว่า นี่เป็น "ปัญหาระดับโลก" และถึงเวลาแล้วที่การแข่งขันฟุตบอลต้องเปลี่ยนรูปแบบ

เขาบอกว่า อาจจะให้นักฟุตบอลระดับมืออาชีพโหม่งต่อไปได้ถ้ามีการสนับสนุนและความรู้ทางแพทย์ช่วยลดความเสี่ยง แต่อาจเริ่มพูดคุยกันได้แล้วว่าจะให้การแข่งขันฟุตบอลในระดับชุมชุมหรือเยาวชนโดยไม่ต้องมีการโหม่งได้หรือไม่

"เราจะรอไปอีก 30-40 ปีหรือไม่ หรือจะบอกว่าหลักฐานหนักแน่นพอแล้วที่จะพิจารณาให้กีฬานี้ไม่มีการเกิดแรงกระแทกที่ศีรษะโดยไม่จำเป็นอีกแล้ว"

"ผมว่าเราเลยจุดนั้นไปแล้ว"