โควิด-19 : เมืองในบราซิลที่มีผู้นำหญิง มียอดตายจากโควิดน้อยกว่าเมืองที่มีผู้นำชาย

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, มาเรียนา ซานเชส
- Role, บีบีซีนิวส์ บราซิล
- Published
นับแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 ผู้นำหญิงก็ได้รับความสนใจและเสียงชื่นชมเป็นอย่างมากในการบริหารบ้านเมือง ท่ามกลางห้วงเวลาอันยากลำบากจากการระบาดใหญ่
ที่ผ่านมา ผู้นำหญิงหลายชาติ อาทิ นายกรัฐมนตรีจาซินดา อาร์เดิร์น แห่งนิวซีแลนด์, ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ของไต้หวัน และนายกรัฐมนตรีเชค ฮาสินา ของบังกลาเทศ ได้รับคำชื่นชมเรื่องการใช้มาตรการสกัดโควิดอย่างรวดเร็ว และช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดไปเป็นวงกว้าง
แต่ความเชื่อมโยงระหว่างเพศกับผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบายสาธารณสุขมักไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก จนกระทั่งล่าสุดมีงานวิจัยชิ้นใหม่ในบราซิลที่บ่งชี้ว่า การมีผู้นำหญิงสามารถช่วยรักษาชีวิตของผู้คนในภาวะโรคระบาดใหญ่ได้มากกว่าเมื่อเทียบกับผู้นำชาย
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซาเปาโลของบราซิล และมหาวิทยาลัยบาร์เซโลนาของสเปน พบว่า เมืองในบราซิลที่บริหารโดยผู้นำสตรีนั้น มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 น้อยกว่าเมืองที่บริหารโดยนักการเมืองชายถึง 43% และ มีอัตราผู้ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาลน้อยกว่า 30%
งานวิจัยบ่งชี้ว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะผู้นำหญิงมักไม่ใช้มาตรการเชิงการแพทย์ในการควบคุมโรค เช่น การบังคับสวมหน้ากากอนามัย และการห้ามประชาชนชุมนุมรวมตัวกัน
ทีมนักวิจัยระบุว่า "ผลการค้นพบของพวกเราแสดงให้เห็นถึงหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่า ผู้นำหญิงทำงานได้ดีกว่าผู้นำชายในแง่ของการรับมือกับนโยบายระดับโลก"
"ผลการศึกษายังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของผู้บริหารท้องถิ่นในการลดผลกระทบจากนโยบายประชานิยมอันผิดพลาดที่ผู้นำ บังคับใช้ในระดับชาติ"
รักษาชีวิต

ที่มาของภาพ, Getty Images
ทีมนักวิจัยได้ย่อการวิเคราะห์ข้อมูลจากเขตเทศบาลเมืองในบราซิลให้แคบลงจาก 5,500 แห่งมาเป็น 700 แห่ง โดยแต่ละเมืองที่เลือกมาเป็นเมืองขนาดเล็กไปถึงขนาดกลางที่มีประชากรต่ำกว่า 200,000 คน แล้วจับกลุ่มเปรียบเทียบระหว่างเมืองที่มีผู้นำชายกับเมืองที่มีผู้นำหญิง
ผลการวิเคราะห์สถิติจากทางการพบว่า เมืองที่บริหารโดยผู้หญิงมีอัตราการเสียชีวิตจากโควิดต่อประชากร 100,000 คนต่ำกว่าเมืองที่ปกครองโดยผู้ชายถึง 43.7% ขณะที่ยอดผู้ป่วยโควิดในโรงพยาบาลก็ต่ำกว่า 30%

ผลดังกล่าวสอดคล้องกับการตัดสินใจด้านนโยบายของผู้นำหญิง
งานวิจัยระบุว่า นายกเทศมนตรีหญิงมักเลือกใช้มาตรการสกัดโควิดที่ไม่ใช่มาตรการด้านการแพทย์มากกว่าผู้ชาย
โดยพบว่า ผู้นำหญิงเลือกใช้มาตรการห้ามการชุมนุมมากกว่าผู้นำชาย 5.5% บังคับให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยมากกว่าผู้นำชาย 8% รวมถึงยืนกรานให้ผู้จะเดินทางเข้าเมืองต้องผ่านการตรวจหาเชื้อโรคโควิด มากกว่าผู้ชาย 14%
นักวิจัยชี้ว่า หากเมืองในบราซิลมีผู้นำหญิงครึ่งหนึ่งก็อาจทำให้ประเทศมีผู้เสียชีวิตจากโควิดน้อยลง 13% โดยปัจจุบันมีสัดส่วนผู้หญิงดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีอยู่เพียง 13% เท่านั้น
การตัดสินใจที่ต่างกัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผลการศึกษาชิ้นนี้บ่งชี้ว่าผู้หญิงมีการตัดสินใจที่ดีกว่าผู้ชาย
ทีมนักวิจัยได้พิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุ และระดับการศึกษา แต่ไม่พบความเกี่ยวโยงกัน
นอกจากนี้ พวกเขายังพบว่าผลลัพธ์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดำเนินมาตรการก่อนยุคโควิดที่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านสาธารณสุข เช่น การเพิ่มจำนวนเตียงรักษาในโรงพยาบาล หรือการเพิ่มงบประมาณด้านสาธารณสุข
แต่ผลการศึกษาพบว่า ผู้นำหญิงดำเนินมาตรการควบคุมโควิดระบาดที่เข้มงวด แม้เป็นเมืองที่เป็นฐานเสียงสำคัญของประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนาโร ผู้นำฝ่ายขวาจัดของบราซิลก็ตาม
นายโบลโซนาโรแสดงการต่อต้านอย่างรุนแรงต่อการสวมหน้ากากอนามัย และการบังคับใช้ข้อจำกัดต่าง ๆ เพื่อควบคุมโรคระบาด อีกทั้งยังฝ่าฝีนข้อกำหนดเรื่องการเว้นระยะห่างทางสังคมด้วย

ที่มาของภาพ, EPA
ราฟาเอล บรูซ จากสถาบันอินสเปอร์ ในบราซิล ผู้ร่วมทำงานวิจัยชิ้นนี้ ระบุว่า "...เมื่อคุณดูข้อมูลเกี่ยวกับพรรคและกลุ่มการเมืองก็จะพบว่า นายกเทศมนตรีหญิงมักดำเนินนโยบายเชิงป้องกันมากกว่านายกเทศมนตรีชาย"
ขณะที่ กาเจ็ต มิรันดา นักวิจัยด้านนโยบายจากมหาวิทยาลัยมิลาโน-บิกอคกา ในอิตาลี ซึ่งไม่ได้ร่วมในงานวิจัยนี้ กล่าวว่า คำอธิบายเรื่องนี้อาจมาจากลักษณะนิสัยที่มักพบในผู้หญิง นั่นคือ การไม่ชอบความเสี่ยง ด้วยเหตุนี้ผู้นำหญิงจึงมักตัดสินใจใช้นโยบายที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ
อำนาจทางการเมือง

แม้ผลงานวิจัยชินนี้จะยังไม่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารเชิงวิชาการและยังไม่ผ่านการตรวจสอบทางวิชาการจากผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ผลการศึกษาที่ได้ก็สอดคล้องกับผลการศึกษาหลายชิ้นก่อนหน้านี้ที่มีข้อสรุปไปในทิศทางเดียวกัน
งานวิจัยในปี 2020 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Applied Psychology พบหลักฐานบ่งชี้ว่า ในสหรัฐอเมริกา รัฐที่มีผู้ว่าการเป็นหญิงมียอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 น้อยกว่ารัฐที่มีผู้นำเป็นผู้ชาย
ผลการวิเคราะห์ยังเผยให้เห็นว่า ผู้นำหญิงยังแสดงความเข้าอกเข้าใจและมีความมั่นใจในระหว่างการแถลงข่าวมากกว่าผู้นำชาย
งานวิจัยอีกชิ้นจากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล และมหาวิทยาลัยเรดิง ในอังกฤษที่ตีพิมพ์ในปีนี้ ก็พบว่าประเทศที่ปกครองโดยผู้หญิงมีระบบบริหารจัดการวิกฤตโควิด-19 ที่ดีกว่าผู้นำชาย
โดยนักวิจัยชี้ว่า ผู้นำหญิงเหล่านี้จัดการวิกฤตโรคระบาดด้วยนโยบายเชิงรุกและในลักษณะทำงานประสานกันเป็นทีม
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยระบุว่า แม้ผู้นำหญิงจะทำงานได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่มักมีที่ยืนทางการเมืองน้อยกว่าผู้ชาย ซึ่งนี่อาจส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศในยามวิกฤต































