กัญชา : วิกฤตโควิด-19 และแรงงานจีนที่แห่ไปทำงานที่ฟาร์มกัญชาในสหรัฐฯ

หลังตกงานเพราะวิกฤตโควิด-19 ผู้อพยพชาวจีนจำนวนมากในสหรัฐฯ แห่กันไปรับจ้างงานที่พวกเขาคิดว่าถูกกฎหมายในดินแดนชาวพื้นเมืองของชนเผ่านาวาโฮหรือ นาวาโฮ เนชั่น ในรัฐนิวเม็กซิโก
ตอนที่เซี่ย (นามสมมติ) หญิงชาวจีน ได้ยินเรื่องงาน "ตัดดอกไม้" ในหัวของเธอนึกภาพถึงดอกกุหลาบ เธอไม่รู้รายละเอียดมากนัก แต่คนที่เช่าห้องอยู่ด้วยกันในนครลอสแอนเจลิส บอกว่างาน 10 วัน ได้วันละ 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 6,200 บาท แถมมีที่อยู่ให้ด้วย
เซี่ย คิดว่านี่น่าจะเป็นหนทางทางแก้ปัญหาในระยะสั้นที่ดีในช่วงที่กำลังตกงานอยู่และต้องหาเงินส่งกลับไปให้ลูก ๆ ที่จีนด้วย
เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เธอกับผู้หญิงอีก 5 คน นั่งรถ 11 ชั่วโมง เดินทางไปถึงฟาร์มมิงตัน เมืองเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของรัฐนิวเม็กซิโก และเข้าพักที่โรงแรมเทรเวล อินน์
ในห้องพักหลายห้องที่อยู่ติดกัน เธอและเพื่อนร่วมงานถูกรายล้อมไปด้วยกองพืชชนิดหนึ่ง ที่มีรถตู้ขนมาส่งตอนกลางดึก มันไม่ใช่ดอกกุหลาบแน่นอน และยังมีกลิ่นแรงฟุ้งไปทั้งห้อง

ในชั่วขณะหนึ่ง เซี่ยรู้สึกพอใจกับงานนี้เพราะทำให้เธอรู้สึกหายเหงา ตั้งแต่อพยพมาที่สหรัฐฯ ในปี 2015 เธอทำงานมาหลายอย่าง ตั้งแต่เป็นคนทำความสะอาดบ้าน พี่เลี้ยง เรื่อยไปจนกระทั่งเป็นหมอนวด
แต่ 3 วันผ่านไป มีตำรวจบุกมาที่โรงแรม และถามพวกเธอว่ารู้หรือเปล่าว่าพืชที่กำลังรับจ้างตัดคืออะไร ทุกคนพากันส่ายหน้า
"ฉันไม่กลัว ฉันคิดว่าฉันไม่ได้ก่ออาชญากรรมอะไร" เซี่ย เล่า "แต่ก็รู้สึกได้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรงแล้วตอนที่ถูกใส่กุญแจมือ"
หลังจากนั้นรูปถ่ายหน้าตรงของเธอและเพื่อนชาวจีนก็ปรากฏหราทั่วสื่อท้องถิ่น ทั้งหมดถูกตั้งข้อหามีส่วนรู้เห็น ลักลอบ และเตรียมขนส่งกัญชาคุณภาพดีไปขาย

ฟาร์มกัญชา
สิ่งที่ เซี่ย ไม่รู้เลยคือห่างจากโรงแรมที่เธออยู่แค่ 30 นาที มีฟาร์มปลูกกัญชาขนาดใหญ่ในเมืองชิปร็อก ซึ่งอยู่ในเขตสงวนของชนเผ่านาวาโฮ และมีผู้อพยพชาวเอเชียหลายร้อยคนย้ายไปอาศัยและทำงานอยู่หลังจากตกงานเพราะโควิด-19
นี่เป็นปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาไม่นาน ชาวอเมริกันเชื้อสายจีนลงทุนในธุรกิจค้ากัญชาในสหรัฐฯ เพื่อพยายามชดเชยที่วิกฤตโรคระบาดในครั้งนี้ทำให้ขาดทุนจากธุรกิจอื่น ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร สปา หรือธุรกิจท่องเที่ยว
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ที่อยู่อาศัยในนาวาโฮ เนชั่น และนักลงทุนที่อาศัยความซับซ้อนของกฎหมายเรื่องนี้ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นช่องทางทำธุรกิจหากำไร
บีอา เรดเฟเธอร์ อดีตนักการบัญชีภาษีและช่างเงิน อาศัยอยู่ที่นาวาโฮ เนชั่น มาเกือบ 30 ปี หญิงวัย 59 ปีผู้นี้บอกว่าทิวทัศน์ที่มองเห็นจากบ้านของเธอทำให้รู้สึกสงบและผ่อนคลาย

แต่แล้วช่วงต้นเดือนมิถุนายน มีรถบรรทุกขนสิ่งก่อสร้างเพื่อเตรียมาทำฟาร์มขนาดใหญ่ใกล้บ้านเธอ
ผู้เป็นแรงขับเคลื่อนคนสำคัญให้มีการทำฟาร์มกัญชาคือ ดิเนห์ เบนัลลี ประธานคณะกรรมการด้านการทำไร่ท้องถิ่นซานฮวนริเวอร์ (San Juan River Farm Board)
รัฐนิวเม็กซิโกผ่านกฎหมายให้ใช้กัญชาในทางการแพทย์ได้ ตั้งแต่ปี 2007 แต่กฎหมายของรัฐไม่มีผลต่อดินแดนของชาวพื้นเมือง เพราะเป็นพื้นที่ที่ถูกควบคุมโดยกฎหมายระดับรัฐบาลกลางและกฎหมายของชนเผ่า

ที่มาของภาพ, Twitter
เมื่อปี 2017 เบนัลลี พยายามผลักดันร่างกฎหมายที่จะทำให้กัญชาเพื่อการแพทย์ถูกกฎหมายในนาวาโฮ เนชั่น แต่ก็โดนถอนไปก่อนที่จะมีการลงมติ
ในที่สุด เขาลงสมัครได้รับเลือกเป็นประธานคณะกรรมการด้านการทำไร่ท้องถิ่นซานฮวนริเวอร์ โดยไม่มีคู่ต่อสู้ คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจอย่างจำกัดในการอนุมัติการทำไร่ในเขตสงวน และเบนัลลีเชื่อว่าในฐานะประธาน เขามีอำนาจที่จะอนุมัติโครงการ "นำร่อง" ปลูกกัญชงได้
ในช่วงเดียวกันนี้ เบนัลลีได้ไปทำความรู้จักกับ เออร์วิง ลิน ชาวไต้หวันที่อาศัยในสหรัฐฯ มาหลายทศวรรษ และร่ำรวยมาจากการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ชายวัย 70 ปีผู้นี้สนใจผลักดันให้ชาวจีนลงทุนในธุรกิจกัญชามากขึ้นโดยเขาเริ่มจัดสัมมนาเรื่องการทำธุรกิจด้านนี้ให้กับชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียในลอสแอนเจลิส

ลิน เป็นตัวกลางที่พานักลงทุนไปพบกับเจ้าของที่ในนาวาโฮ เนชั่น ที่สนใจจะปล่อยเช่าที่ดินเพื่อทำฟาร์ม และในเวลาต่อมา ก็เกิดเป็นเครือข่ายแรงงานชาวเอเชียจำนวนมากที่แห่กันมาที่รัฐนิวเม็กซิโก
เรดเฟเธอร์ บอกว่า มีการติดตั้งเรือนกระจกสำหรับเพาะปลูกพืชมากมายมาใกล้บ้านเธอในเวลาที่เรียกได้ว่าแทบจะชั่วข้ามคืน และเธอก็ตัดสินใจบันทึกความเป็นไปที่เกิดขึ้นในฟาร์มกัญชงเหล่านี้เผยแพร่ออกทางเฟซบุ๊ก
ตำรวจนาวาโฮ เนชั่น เองก็เคลือบแคลงใจ สงสัยว่าจริง ๆ แล้วที่บอกว่าเป็นฟาร์มกัญชง นี่อาจจะเป็นการลักลอบปลูกกัญชาก็ได้ แต่พวกเขาต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (THC) ในพืชเหล่านี้สูงกว่า 0.3%.

ขณะตำรวจนาวาโฮ เนชั่น รอผลจากตัวอย่างที่ส่งไปห้องปฏิบัติการนอกพื้นที่ การระบาดของโควิด-19 ก็เริ่มขึ้น
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนได้ดีว่าระบบการบังคับกฎหมายในดินแดนชาวพื้นเมืองซับซ้อนแค่ไหน กฎหมายของชนเผ่าเปิดทางให้เบนัลลีสร้างฟาร์มกัญชงขึ้นมาได้ และพอมีแรงงานมากมายที่ไม่ได้เป็นชนพื้นเมืองเข้ามาในพื้นที่ ตำรวจของชนเผ่าก็ไม่มีอำนาจไปแจ้งข้อหาอะไรกับพวกเขาได้ ขณะเดียวกัน นายอำเภอเขตซานฮวนและตำรวจเมืองฟาร์มิงตันก็ไม่มีอำนาจปฏิบัติหน้าที่ในเขตสงวนและไม่สามารถไปทำอะไรกับแรงงานที่เป็นชาวพื้นเมืองได้อีก
เวลาผ่านไปจนมีฟาร์มปลูกกัญชงเพิ่มมากขึ้นถึง 36 แห่ง
หลังจากได้รับการร้องเรียน ตำรวจไปสอบถามแรงงานในพื้นที่ ซึ่งให้คำตอบกลับมาว่าพวกเขาได้รับอนุญาตจากเจ้าของฟาร์มในพื้นที่ทั้ง 33 ราย ในช่วงการระบาดของโควิด-19 คนในพื้นที่นาวาโฮ เนชั่น หลายคนสูญเสียรายได้ และผู้ลงทุนในธุรกิจนี้พร้อมที่จะจ่ายค่าเช่าที่เป็นเงินสด
เจ้าของที่รายหนึ่งบอกกับบีบีซีว่าพวกเขายินยอมให้เช่าที่เพราะนึกว่ามันเป็นเรื่องถูกกฎหมาย
สำหรับคนในพื้นที่อย่าง เรดเฟเธอร์ ฟางเส้นสุดท้ายคือตอนที่แรงงานคนหนึ่งในฟาร์มใกล้บ้านเธอใช้สิ่งที่ดูเหมือนเป็นปืน AK-47 เล็งอย่างข่มขู่มาทางแม่เธอ

"ฉันโกรธ โกรธมาก ๆ" เรดเฟเธอร์เล่า และบอกว่าได้ไปซื้อปืนไรเฟิลมาบ้างเพื่อไว้ป้องกันตัวเอง
และจากนั้นเรดเฟเธอร์ก็เริ่มนำขบวนประท้วง โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือด้วย ในการประท้วงครั้งแรก เธอและคนในเมืองชิปร็อกราวร้อยคนไปยืนปิดถนนสายหนึ่งโดยถือป้ายที่มีข้อความเขียนว่า "เราไม่ต้องการให้คนจีนมาทำฟาร์ม" และ "กัญชงไม่ใช่วิถีของชาวนาวาโฮ"
ปฏิบัติการบุกค้น
ต่อมา เจ้าหน้าที่จากทั้งสำนักงานสอบสวนกลาง หรือเอฟบีไอ, สำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ, กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ และสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมมือกันในปฏิบัติการบุกค้นที่ใช้เวลาถึง 3 วัน โดยพบว่ามีการปลูกกัญชาตามที่สงสัยจริง โดยมีกัญชาหนักรวม 2,700 กก. จากฟาร์มทั้งหมด 21 แห่ง และบ้านพักอีกสองหลัง ในเรือนกระจกหลังหนึ่ง เจ้าหน้าที่พบกัญชาที่ผ่านกระบวนการและแยกเป็นถุงย่อย ๆ พร้อมขายอีก 250 กก.
ลินน์ ซานเชส จากหน่วยปราบปรามการค้ามนุษย์ของรัฐนิวเม็กซิโก มีหน้าที่ช่วยเหลือแรงงาน หลังจาที่อยู่อาศัยและที่ทำงานของพวกเขาได้กลายเป็นที่เกิดเหตุไปแล้ว
"พวกเขาดูหวาดกลัวมาก" ซานเชสเล่า "จำได้ว่าเห็นคนสูงอายุคนหนึ่ง น่าจะอายุสัก 65 ปีได้ หรือมากกว่านั้น มีน้ำตาคลอเบ้า แต่เขาก็ไม่ได้ร้องไห้ออกมา"
ซานเชสเล่าว่าสภาพความเป็นอยู่ในฟาร์มชี้ให้เห็นชัดเจนว่าเป็นการลักลอบค้าแรงงาน บ้างนอนกลางแจ้ง ขาดสุขอนามัย และความช่วยเหลือทางการแพทย์ที่เหมาะสม

ในขณะเดียวกัน ซานเชสและหน่วยงานของเธอก็ได้รับแจ้งว่าแรงงานจากโรงแรมเทรเวล อินน์ 17 คน ยังอยู่ที่ไหนในเมืองฟาร์มมิงตัน ในเวลาต่อมา พวกเขาพบเซี่ยและเพื่อนอีก 5 คน อาศัยอยู่ร่วมกันในโรงแรมถูก ๆ อีกแห่ง หลังได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ ผู้พิพากษาสั่งห้ามไม่ให้เซี่ยและเพื่อนเดินทางออกไปจากรัฐนิวเม็กซิโก และพวกเขาก็เก็บตัวอยู่ในห้องเฉย ๆ เป็นเวลา 10 วัน ไม่รู้จะทำอะไรต่อ ประทังชีวิตด้วยข้าวต้มเปล่าเท่านั้น
แต่ต่อมา อัยการก็เชื่อแล้วว่าพวกเขาเหล่านี้ไม่มีส่วนรู้เห็นเรื่องการค้ากัญชาจริง ๆ และได้ถอนข้อกล่าวหาทั้งหมด จากนั้น เซี่ยและเพื่อน ๆ ใช้เงินช่วยเหลือจากหน่วยปราบปรามการค้ามนุษย์รัฐนิวเม็กซิโก เพื่อเดินทางออกจากที่นั่น
เมื่อลูก ๆ ถามเธอว่าทำไมถึงขาดการติดต่อไปนาน เซี่ยตัดสินใจโกหก
"ฉันบอกพวกเขาว่ามือถือพัง ถ้ารู้ความจริง พวกเขาต้องกังวลแน่ ๆ"
"เมื่อมองย้อนกลับไป มันเหมือนฝันร้าย" เซี่ย กล่าว
เมื่อกลับมาที่ห้องพักในลอสแอนเจลิส เซี่ย ได้พักสองสามสัปดาห์ แต่ก็หางานไม่ได้ และผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในเมืองก็เริ่มจะสูงขึ้นอีกครั้ง
ต่อมา เธอได้ยินจากเพื่อนว่า แรงงานหลายคนย้ายจากรัฐนิวเม็กซิโกไปทำงานที่ฟาร์มที่รัฐโอคลาโฮมาแทน เพื่อนชวนให้เธอไปทำงานในร้านนวดด้วยกันที่นั่น และบางทีก็อาจจะได้รับจ้างในฟาร์มกัญชาอีกครั้ง
ตั้งแต่รัฐโอคลาโฮมาผ่านกฎหมายให้ผลิตกัญชาเพื่อการแพทย์ได้เมื่อปี 2018 ธุรกิจเกี่ยวกับกัญชาที่นี่ก็เฟื่องฟูเป็นอย่างมาก
"งานอะไรก็หนักทั้งนั้น" เซี่ยบอกว่าตอนนั้นเธอคิดเช่นนั้น "ฉันต้องอดทนต่อ เพื่อหาเงินสำหรับอยู่กิน และส่งไปให้ครอบครัวฉัน"
และก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เซี่ยเก็บข้าวของและเดินทางออกไปโดยไม่รู้ว่าจุดหมายจะเป็นอย่างไร
เศษซาก
กลับไปที่เมืองชิปร็อก ที่นาวาโฮ เนชั่น คนในพื้นที่ต้องทนกับเศษซากของเรือนกระจกและที่อยู่อาศัยชั่วคราวที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง มีกลิ่นเหม็นจากท่อน้ำเสียและอาหารเน่า มีขวดเปล่าและซองบุหรี่จีนทิ้งไว้เกลื่อนกลาด

"เราเห็นแต่เศษพลาสติก เห็นแค่ขยะ เห็นต้นกัญชาที่ตาย" บีอา เรดเฟเธอร์ กล่าว "นี่คือสิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้"
ในการเลือกตั้งประธานคณะกรรมการด้านการทำฟาร์มท้องถิ่นซานฮวนริเวอร์ เมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว เรดเฟเธอร์ ลงสมัครและเอาชนะเบนัลลีสำเร็จ และเธอกำลังเดินหน้าทำเรื่องปลดใบอนุญาตทำการเพาะปลูกจากเจ้าของที่ทั้ง 33 ราย และพยายามคิดแผนว่าจะจัดการกับเศษซากขยะนี้อย่างไร นอกจากนี้ สำนักอัยการสูงสุดของนาวาโฮ เนชั่น ก็ได้ยื่นฟ้องเจ้าของที่เหล่านี้แล้ว
เบนัลลีได้ย้ายออกจากเมืองชิปร็อกไปแล้ว เขากำลังโดนดำเนินคดีจากข้อหาสมรู้ร่วมคิด ทำร้ายร่างกาย และการไปแทรกแซงกระบวนการทางกฎหมาย
ด้วยความที่การสืบสวนโดยเอฟบีไอและสำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ ยังไม่จบสิ้น ยังไม่แน่ชัดว่ามีแรงงานอพยพในชิปร็อกกี่คน และเจ้าของฟาร์มและผู้ลงทุนจะโดนข้อกล่าวหาอะไรด้วยหรือเปล่า
สำหรับเซี่ย การไปเสี่ยงดวงหางานที่รัฐโอคลาโฮมาจบลงอย่างรวดเร็วและน่าผิดหวัง เธอได้ไปทำงานแค่ในร้านนวด ส่วนเพื่อนที่ได้ไปทำงานในฟาร์มกัญชาก็บอกไม่ให้เธอติดต่อไป
ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจกลับไปลอสแอนเจลิส
เหตุกราดยิงเมื่อเดือน มี.ค. ที่ร้านสปาในเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย โดยในจำนวนนั้นมีผู้หญิงเอเชียถึง 6 ราย ด้วยความที่คนร้ายมุ่งเป้าไปที่ธุรกิจประเภทที่เธอทำงานมาตลอด และคนที่ทำงานส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพเชื้อสายเอเชียแบบเธอ เซี่ยบอกว่าเธอไม่อยากทำงานในร้านสปาอีกแล้ว และนี่ยิ่งทำให้ทางเลือกในการหาเงินของเธอยิ่งริบหรี่ลงไปอีก
แม้ว่าเธอจะยังไม่สามารถทำเงินเพื่อส่งไปให้ครอบครัวได้มากอย่างที่หวัง เซี่ยบอกว่าเธอไม่รู้จะอยู่ในสหรัฐฯ ไปอีกนานแค่ไหน
"ฉันได้ยินบ่อยเรื่องที่คนจีนถูกซ้อมทำร้าย เราพยายามเตือนกันและกันให้ระวังตัว มันน่ากลัวมาก ต้องอยู่กันอย่างหวาดกลัว"
แต่แม้จะผ่านประสบการณ์ร้าย ๆ มามาก เซี่ยบอกว่าเธอก็ยังมีความสุขที่สุดเวลาที่ได้ทำงานในฟาร์มปลูกกัญชา หลังจากกลับมารัฐแคลิฟอร์เนียได้ไม่กี่เดือน เธอมีโอกาสไปทำงานในฟาร์มกัญชาแบบกลางแจ้งแห่งหนึ่ง แต่เป็นงานตามฤดูกาลและไม่มีกำหนดแน่นอน แต่เซี่ยบอกว่าจะกลับไปทำอีกหากมีโอกาส
"หากคุณไม่กลัวงานหนักและความเหนื่อย เวลาหนึ่งวันที่ฟาร์มมันผ่านไปเร็วมาก"
































