เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: ไบเดนให้คำมั่นเยียวยาประเทศ “นำจิตวิญญาณของอเมริกากลับคืนมา”

ไบเดน

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 46 ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองวิลมิงตันในรัฐเดลาแวร์ เช้าวันนี้ตามเวลาในไทย
Published

นายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 46 ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองวิลมิงตันในรัฐเดลาแวร์ หลังคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยระบุว่า "ประชาชนของประเทศนี้ได้ตัดสินแล้ว พวกเขาได้มอบชัยชนะที่ชัดเจน ชัยชนะที่น่าเชื่อถือ ชัยชนะของเรา...ประชาชนทุกคน"

"ผมรู้สึกเป็นเกียรติและขอน้อมรับความศรัทธาและเชื่อมั่นที่พวกคุณมีในตัวผม" ไบเดนยังกล่าวย้ำว่าเขาจะเป็นผู้นำประเทศที่ไม่แบ่งแยก แต่จะมุ่งสร้างความเป็นหนึ่งเดียว เพื่อนำจิตวิญญาณของอเมริกากลับคืนมา และทำให้สหรัฐฯเป็นที่ยอมรับนับถือของทั่วโลกอีกครั้ง

"นี่คือเวลาแห่งการเยียวยาอเมริกา ขอให้เราให้โอกาสกันและกัน ละทิ้งถ้อยคำวิวาทรุนแรงและรับฟังกันมากขึ้น เลิกปฏิบัติกับคู่แข่งขันเหมือนกับว่าเขาเป็นศัตรู"

ไบเดนยังบอกว่าเขาจะเริ่มงานชิ้นแรกในตำแหน่งประธานาธิบดีตั้งแต่วันจันทร์นี้ (9 พ.ย.) เพื่อแก้ไขวิกฤตการระบาดของโรคโควิด-19 โดยจะแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและนักวิทยาศาสตร์ชุดใหม่ ให้เตรียมเข้ามาช่วยเขารับมือกับสถานการณ์โรคระบาดได้อย่างทันท่วงที

"ประเทศของเราถูกสร้างขึ้น ด้วยการต่อสู้ระหว่างเทพแห่งคุณความดีกับกิเลสตัณหาอันดำมืดที่สุดในใจของเรา การตัดสินใจของประธานาธิบดีในการต่อสู้นี้สำคัญอย่างยิ่ง ถึงเวลาแล้วที่เทพแห่งความดีงามของเราจะเป็นฝ่ายชนะ ขอให้เราได้เป็นประเทศอย่างที่เรารู้ดีว่าเราสามารถเป็นได้ เป็นชาติที่มีความเป็นหนึ่งเดียว แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และได้รับการแก้ไขเยียวยา" ไบเดนกล่าวปิดท้าย

ด้านนางคอมมาลา แฮร์ริส ว่าที่รองประธานาธิบดีหญิงคนแรกของสหรัฐฯ กล่าวเช่นกันว่า "ประชาชนอย่างเรามีพลังอำนาจในการสร้างอนาคตที่ดีกว่า และพวกคุณได้ทำให้อเมริกาเริ่มต้นวันใหม่แล้ว"

REUTERS

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, กมลา แฮร์ริส เป็นหญิงอเมริกันเชื้อสายเอเชียและคนผิวดำคนแรก ที่ได้เป็นรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ

"พวกคุณได้เลือกความหวัง, เอกภาพ, ความถูกต้องเหมาะสม, วิทยาศาสตร์ และความจริง นั่นเพราะคุณเลือกโจ ไบเดน เป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐอเมริกา" แฮร์ริสยังกล่าวแสดงความขอบคุณต่อครอบครัวของตน กลุ่มคนผิวดำ ชนพื้นเมืองสตรี รวมทั้งชนกลุ่มน้อยเชื้อสายเอเชียและลาตินอเมริกา ที่ช่วยปูทางให้เธอได้มีช่วงเวลาแห่งชัยชนะในคืนนี้

ยังไม่มีวี่แววว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน จะออกมากล่าวยอมรับความพ่ายแพ้ต่อสาธารณชน โดยก่อนหน้านี้เขายืนกรานหลายครั้งว่า ไบเดนพยายามแสดงตนเป็นผู้ชนะโดยไม่ถูกต้อง ในขณะที่การแข่งขันยังไม่สิ้นสุด และตั้งแต่วันจันทร์ที่ 9 พ.ย.เป็นต้นไป เขาจะดำเนินการทางกฎหมายทุกวิถีทาง เพื่อให้คะแนนเสียงที่ถูกกฎหมายได้รับการตรวจนับ

ปฏิกิริยาตอบรับจากทั่วโลก

หลังข่าวชัยชนะของไบเดนแพร่ออกไป ผู้นำทั่วโลกต่างแสดงความยินดีต่อว่าที่ผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ ซึ่งจะสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม 2564

บรรดาผู้นำของยุโรปทั้งจากเยอรมนี ฝรั่งเศส และสเปน พร้อมใจกันส่งข้อความแสดงความปรารถนาดี โดยเน้นย้ำถึงรากฐานความเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นกับสหรัฐฯ มายาวนาน ซึ่งพวกเขาต้องการให้ความสัมพันธ์อันดีนี้ดำเนินต่อไป ผ่านความร่วมมือที่มุ่งแก้ไขวิกฤตในปัจจุบัน และการแสวงหาความร่วมมือเพิ่มเติมในอนาคต

นายกรัฐมนตรีของกรีซระบุว่า นายไบเดนนั้นเป็น "เพื่อนแท้" ของกรีซมาโดยตลอด ซึ่งเขาเชื่อมั่นว่าจากนี้ไปความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะยิ่งทวีความแข็งแกร่งและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียทวีตข้อความชื่นชมชัยชนะของไบเดนว่าเป็น "ชัยชนะที่น่าตื่นตาตื่นใจ" และแสดงความยินดีเป็นพิเศษกับนางคอมมาลา แฮร์ริส ว่าที่รองประธานาธิบดีเชื้อสายอินเดีย โดยระบุว่า "ความสำเร็จของคุณคือการบุกเบิกเส้นทางใหม่อย่างแท้จริง เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่กับคนในครอบครัว แต่เป็นความภูมิใจสำหรับชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดียทุกคนด้วย"

REUTERS

ที่มาของภาพ, Reuters

อินเดียมีความสัมพันธ์โดยทั่วไปกับสหรัฐฯ ในยุคของทรัมป์ค่อนข้างดี และเป็นหุ้นส่วนสำคัญของสหรัฐฯในเอเชียมาโดยตลอด จึงมีแนวโน้มว่าความสัมพันธ์ทวิภาคีในยุคของไบเดนน่าจะยังคงอยู่ในทิศทางเดิม

สำหรับเสียงตอบรับจากเพื่อนบ้านของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอเมริกาเหนือและลาตินอเมริกานั้นแบ่งแยกออกเป็นสองขั้ว โดยนิตยสารวิเคราะห์ข่าวเซมานา (Semana) ของโคลอมเบีย พาดหัวถึงชัยชนะของไบเดนว่าเป็น "จุดจบของฝันร้าย" ในขณะที่หนังสือพิมพ์ Excélsior ของเม็กซิโกทำนายว่า รัฐบาลของไบเดนจะมีสไตล์การบริหารที่สุภาพเรียบร้อยและมีท่าทีอ่อนลงกว่ายุคของรัฐบาลทรัมป์ที่ "หยาบกระด้าง"

ด้านอดีตประธานาธิบดีเอโว โมราเลส ของโบลิเวีย ทวีตข้อความว่าชัยชนะของไบเดนนั้นคือ "ความพ่ายแพ้ของนโยบายฟาสซิสต์และเหยียดเชื้อชาติ" ในขณะที่หนังสือพิมพ์ Clarín ของอาร์เจนตินาแสดงความเห็นว่า "ไบเดนรู้จักภูมิภาคลาตินอเมริกาดี เขาจะพยายามกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และจะเข้าช่วยเหลือในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยของเวเนซุเอลา"

มีเพียงสื่อฝ่ายขวาของบราซิลเท่านั้นที่ออกมาแสดงความกังวลต่อชัยชนะของไบเดน โดยหนังสือพิมพ์รายวัน O Globo ของบราซิลพาดหัวข่าวว่า "ความพ่ายแพ้ของทรัมป์สั่นคลอนแนวร่วมฝ่ายขวาระหว่างสหรัฐฯ-บราซิล-โบลิเวีย" ส่วนประธานาธิบดีของเม็กซิโกนั้นออกมาแถลงเข้าข้างทรัมป์ โดยชี้ว่าการนับคะแนนเลือกตั้งยังไม่สิ้นสุดลง

ส่วนข่าวที่เสนอในสื่อมวลชนรัสเซียนั้นค่อนข้างเงียบเหงา หลังมีการประกาศชัยชนะของไบเดน เนื่องจากก่อนหน้านี้สื่อรัสเซียให้การสนับสนุนทรัมป์เป็นส่วนใหญ่ โดยเน้นรายงานเรื่องข้อกล่าวหาของทรัมป์ที่ว่าพรรคเดโมแครตโกงการเลือกตั้ง ซ้ำไปซ้ำมาเกือบตลอดเวลา

ด้านความคิดเห็นที่ปรากฏในสื่อโทรทัศน์ของอิหร่านซึ่งควบคุมโดยรัฐบาลนั้น ชี้ว่าใครจะได้เป็นผู้นำสหรัฐฯก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะระบอบการปกครองแบบอเมริกันนั้นเป็นศัตรูที่แท้จริงของอิหร่านมาโดยตลอดอยู่แล้ว

อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้รีทวีตข้อความเดิมที่เผยแพร่ในวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของสหรัฐฯ ว่า "ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร มีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนอย่างแท้จริง นั่นก็คือความเสื่อมถอยทางการเมือง ศีลธรรม และพลเมืองของสหรัฐฯ จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน"

ผลการสัมภาษณ์ความคิดเห็นบางส่วนจากประชาชนในกรุงเตหะรานเผยว่า คนอิหร่านมองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างไบเดนและทรัมป์ และส่วนใหญ่ชี้ว่าคนอิหร่านไม่ควรฝากความหวังไว้กับนักการเมืองอเมริกัน แต่ควรจะต้องพึ่งพาตนเองมากกว่า