เหตุใดผู้นำหลายประเทศจึงไม่ยอมก้าวลงจากอำนาจโดยง่าย

Vladimir Putin is seeking major changes to the Russian constitution

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, นายปูตินกำลังหาทางแก้รัฐธรรมนูญในหลายประเด็น
Published

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียประกาศว่าจะสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะอนุญาตให้เขาลงสมัครรับเลือกตั้งดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศได้อีกสองสมัย สิ่งนี้ยังเป็นข้อห้ามอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

นายปูตินเป็นหนึ่งในผู้นำอีกหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่อัลจีเรียหรือซิมบับเว ที่ไม่ยอมปล่อยอำนาจให้หลุดไปจากมืออย่างง่ายดาย

การเป็นผู้นำ มีอะไรน่าหลงใหลจนทำให้ใครบางคนเปลี่ยนแปลงหรือแหกกฎ เพียงเพื่อที่จะได้อยู่ในอำนาจต่อ

เรื่องเงินหรือ

"คำตอบง่าย ๆ คือการคอร์รัปชัน พวกเขาทำเงินได้มาก และยังครองอำนาจต่อเพื่อคงความรวยเอาไว้" ศ.นิค ชีสแมน เจ้าของหนังสือ How To Rig an Election กล่าว "แต่จริง ๆ แล้ว เรื่องราวมันซับซ้อนกว่านั้น"

ศ.ชีสแมน บอกว่า สิ่งที่ผู้นำกลัวมากกว่าสูญความมั่งคั่ง คือการถูกดำเนินคดีหลังจากพ้นอำนาจไปแล้ว งานวิจัยในหนังสือของเขาระบุว่า ในช่วงปี 1960 ถึง 2010 ร้อยละ 43 ของผู้นำในแอฟริกาที่ลงจากอำนาจ ถูกดำเนินคดี เนรเทศ หรือถูกฆ่า

แต่ก็ไม่ใช่เพียงแค่นั้น

Currently serving his fifth term in office, critics call Belarus President Alexander Lukashenko 'Europe's last dictator'

ที่มาของภาพ, EPA/MICHAEL KLIMENTYEV / SPUTNIK

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก ดำรงตำแหน่งห้าสมัยและได้ชื่อเป็น "เผด็จการคนสุดท้ายของยุโรป"

คนรอบข้าง

ผู้นำเหล่านี้ยังได้รับแรงกดดันจากคนรอบข้างด้วย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว พันธมิตรทางการเมือง หรือแม้กระทั่งทหารหรือตำรวจที่ช่วยสนับสนุนให้พวกเขาขึ้นสู่อำนาจได้สำเร็จ

"แม้เขาจะคิดว่าถึงเวลาอันสมควรแล้ว ก็ยังจะมีอีกหลายคนมาเคาะประตูบ้านและบอกเขาว่า 'นี่ไม่ใช่เรื่องของคุณเพียงแค่คนเดียว...นี่เป็นเรื่องของคนนับพันที่ทำอะไรเพื่อคุณ เสียสละเพื่อคุณ' " ศ.ชีสแมนอธิบาย

ศาสตราจารย์ผู้นี้พบหลักฐานว่าในช่วงปีท้าย ๆ ในอำนาจของโรเบิร์ต มูกาเบ ผู้นำซิมบับเว คนรอบข้างเป็นแรงกดดันให้อยู่ต่อ

โรเบิร์ต มูกาเบ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายโรเบิร์ต มูกาเบ

ปีศาจคุกกี้

ในหนังสือ The Power Paradox ที่ ดร.ดาเชอร์ เคลต์เนอร์ เขียนขึ้นกว่า 10 ปีก่อน เขาอธิบายถึงภาวะย้อนแย้งที่ว่า คนที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจมักจะเป็นคนน่ารักและเข้ากับคนอื่นได้ดี ได้รับความไว้วางใจจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าสโมสรเทนนิสแถวบ้าน หรือผู้นำคนทั้งประเทศ

แต่เมื่อคนเหล่านี้ได้เป็นผู้นำ พวกเขาก็เปลี่ยนเป็นปีศาจในทันใด

งานวิจัยมากมายชี้ว่า เมื่อใดที่คนมีอำนาจในมือ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ พฤติกรรมของคนเหล่านั้นจะเปลี่ยนไป พวกเขาจะเริ่มทำอะไรบางอย่างเพื่อประโยชน์ตัวเอง และเห็นอกเห็นใจผู้อื่นน้อยลง พวกเขาจะเริ่มคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกบ่อยขึ้น เริ่มหยาบคาย หุนหัน ชอบขัดจังหวะผู้อื่น และไม่จ้องตาเวลาพูดคุยกับใคร

งานวิจัยอันเลื่องชื่อชิ้นหนึ่งของ ดร.เคลต์เนอร์ ทำขึ้นในช่วงปี 90 เขาทดลองแบ่งนักศึกษาออกเป็นกลุ่มละ 3 คน และลองให้อำนาจกับคน ๆ หนึ่ง

"เราบอกพวกเขา(ที่ได้รับมอบให้เป็นผู้นำ)ว่ามีข้อมูลชี้ว่าพวกเขามีทักษะการเป็นผู้นำที่ดี" ดร.เคลต์เนอร์ อธิบาย แต่นั่นเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ จากนั้นผู้วิจัยก็ให้งานกลุ่มต่าง ๆ ไปทำ 30 นาทีผ่านไป นักวิจัยเอาถาดคุกกี้ออกมาวาง

ผลออกมาอย่างชัดเจนว่าคนที่ได้รับอำนาจกินคุกกี้มากกว่าคนอื่น พวกเขายังกินเลอะเทอะและส่งเสียงดังอีกด้วย

รู้สึกดี

จากนั้นก็มีงานวิจัยอีกมากที่ชี้ว่าเมื่อคนได้รับอำนาจ พวกเขาจะเก็บกลั้นความรู้สึกน้อยกว่า เด็กที่ร่ำรวยมีแนวโน้มจะขโมยของ มีพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์แบบแปลก ๆ และสบถใส่เพื่อนร่วมงาน มากกว่าเด็กยากจน

ดร.เคลต์เนอร์เชื่อว่าอำนาจเป็นสิ่งเสพติด เมื่อไม่มีข้อจำกัด คนก็จะมีอิสระที่จะทำตามผลประโยชน์และความปรารถนา

นายฮุนเซน เป็นนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 2528

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, นายฮุนเซน เป็นนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 2528

"ในหัวของผู้มีอำนาจ ในระบบประสาท อำนาจให้ความรู้สึกที่ดี คนมีอำนาจรู้สึกมีความสุขมากกว่า รู้สึกว่ามีคนเห็นค่า รู้สึกว่าพวกเขามีสถานะและความน่านับถือสูงกว่า ระบบประสาทพวกเขาสงบกว่า สุขภาพดีกว่า รู้สึกดีกับชีวิตมากกว่า"

ผู้ประจบสอพลอ

ดร.เคลต์เนอร์บอกว่า คนที่มีอำนาจมักมีพฤติกรรมเหมือนคนไข้ที่ได้รับความกระทบกระเทือนสมองส่วนที่มีหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมที่หุนหันพลันแล่น

คนที่มีอำนาจอาจจะเริ่มมีความโอหัง คิดว่าตนเป็นคนเดียวที่เป็นผู้นำได้ และอาจมองข้ามว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไป

"อีกอย่างหนึ่งคือ ทุกปี พวกเขาจะแต่งตั้งคนที่ผู้ประจบสอพลอคล้อยตามพวกเขา และไล่คนที่วิพากษ์วิจารณ์ออก" ศ.ชีสแมนกล่าว "พวกเขาไม่น่าจะเข้าใจว่าตนเองกำลังทำอะไรผิด"

ผลกระทบทางจิตวิทยาของการสูญเสียอำนาจก็เป็นเรื่องใหญ่ด้วย งานวิจัยชี้ว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพศผู้ซึ่งอายุมากจะมีปฏิกิริยารุนแรงหากรู้สึกว่ากำลังจะสูญเสียอำนาจไป

บททดสอบ

หากอำนาจทำให้คนเสียคนได้ ทำไมผู้นำทั้งหมดไม่เป็นทรราชย์ที่มือเปื้อนเลือดเสียทั้งหมด

ในปี 2018 ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่กรุงวอร์ซอ อเล็กซานดรา ซิสลัก ชี้ว่ามีแง่มุมสองอย่างเกี่ยวกับอำนาจที่ย้อนแย้งกันมาก ๆ

อำนาจทำให้คน ๆ หนึ่งมีอำนาจเหนือชีวิตคนอื่น ๆ แต่ก็ทำให้พวกเขาสามารถควบคุมชีวิตส่วนตัวได้มากขึ้นด้วย และนี่จะนำไปสู่พฤติกรรมที่เป็นบวก

แต่เมื่อสูญเสียการควบคุม เช่นว่า ประเทศที่คุณกำลังนำเกิดสถานการณ์วุ่นวาย อำนาจก็อาจเปลี่ยนคน ๆ นั้นได้

"อำนาจเป็นสิ่งที่ดี และสามารถนำไปใช้เพื่อประโยชน์คนหมู่มากได้ แต่คุณต้องตระหนักว่าการมีอำนาจต้องแลกกับการเสียอะไรไปบ้าง"

ศ.ซิสลักบอกว่า หากผู้นำเข้าใจในความย้อนแย้งนี้ ก็จะสามารถแยกมุมที่ดีและเสียของอำนาจออกจากกันไว้ได้

และเราก็จะเข้าใจคำกล่าว (ที่คนคิดว่าเป็นอับราฮัม ลินคอล์น ที่พูด แต่จริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่คนพูดถึงเขา) ที่ว่า

"ผู้ชายเกือบทุกคนสามารถทนอุปสรรคขวากหนามได้ แต่หากอยากจะทดสอบตัวตนใครคนหนึ่งดูจริง ๆ ลองให้อำนาจกับเขาดู"