โรคหัดกลับมาระบาดอีกครั้ง ส่วนหนึ่งเพราะความเข้าใจผิด 8 อย่างเกี่ยวกับวัคซีน

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, เฟอร์นานโด ดูอาร์เต
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
- Published
องค์การอนามัยโลก (World Health Organization--WHO) ระบุว่า จำนวนผู้ป่วยโรคหัดซึ่งเป็นโรคที่ติดต่อกันด้วยเชื้อไวรัสที่สามารถป้องกันได้ เพิ่มเป็น 4 เท่าตัวในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2019 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
WHO ระบุว่า ข้อมูลเบื้องต้นบ่งชี้ถึง "แนวโน้มที่ชัดเจน" ว่าทุกภูมิภาคของโลกกำลังเกิดการระบาดของโรคหัด โดยในแอฟริกาพบจำนวนผู้ป่วยโรคหัดเพิ่มขึ้นถึง 700%
โรคหัด อาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่รุนแรงตามมาได้ รวมถึง การติดเชื้อที่ปอดและสมอง และอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้
WHO ระบุว่า โรคหัดทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลก 140,000 คนในปี 2018 แม้ว่าจะมีการคิดค้นวัคซีนป้องกันโรคนี้มานานกว่า 50 ปีแล้วก็ตาม

จากข้อมูลของ WHO ระบุว่า ก่อนที่จะมีวัคซีนเกิดขึ้นในปี 1963 "เกิดการระบาดครั้งใหญ่หลายครั้งราวทุก ๆ 2-3 ปี และโรคหัดทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 2.6 ล้านคนต่อปี"
แต่องค์การอนามัยโลกคำนวณว่าในช่วงกว่า 18 ปีที่ผ่านมา การฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเพียงอย่างเดียวช่วยชีวิตคนไว้ได้กว่า 23 ล้านชีวิต แต่อัตราการรับวัคซีนกลับลดต่ำลงทั่วโลกในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา
อัตราการรับวัคซีนมีความสำคัญต่อการควบคุมโรค แต่ทำไมตัวเลขนี้จึงลดต่ำลง
ระดับที่จะช่วยป้องกันการระบาดได้
WHO ชี้ว่าความชะล่าใจและข่าวปลอมเกี่ยวกับวัคซีนที่ปรากฏมากขึ้น รวมทั้งระบบสาธารณสุขที่ล้มเหลว เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้มีผู้ป่วยโรคหัดเพิ่มขึ้นทั่วโลก
"จำนวนผู้ป่วยที่น้อยมาก (ในประเทศใดประเทศหนึ่ง) อาจทำให้มีผู้ป่วยเพิ่มเป็นหลักหมื่นหลักแสนคนได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าไม่มีการปกป้องด้วยการให้วัคซีน" องค์การอนามัยโลกระบุ

ที่มาของภาพ, Getty Images
องค์การสหประชาชาติ ให้ข้อมูลด้วยว่า โรคหัด "ป้องกันได้" ด้วยการรับวัคซีนที่ถูกต้อง แต่การรับวัคซีนโรคหัดทั่วโลกครอบคลุมจำนวนคนเพียง 85% ซึ่งไม่ถึง 95% อันเป็นระดับที่จะช่วยป้องกันการระบาดได้
ยกตัวอย่างในมาดากัสการ์ คาดว่ามีอัตราการรับวัคซีนโรคหัดเพียง 58% ของประชากรเท่านั้น
อัตราการรับวัคซีนของคนในโลกลดต่ำลง ทั้งที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ถึงข้อดีของการรับวัคซีน และนี่คือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวัคซีนที่ยังคงมีอยู่

ที่มาของภาพ, Getty Images
1. 'วัคซีนอาจทำให้เป็นโรคออทิซึมได้'
อัตราการรับวัคซีนโรคหัดในประเทศแถบตะวันตกลดต่ำลงในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งเกิดจากศัลยแพทย์ชาวอังกฤษที่ชื่อแอนดรูว์ เวกฟีลด์
ในบทความของเวกฟีลด์ที่ตีพิมพ์ในปี 1997 ในเดอะแลนเซ็ต (The Lancet) วารสารการแพทย์อันโด่งดัง เขาอ้างว่าวัคซีนโรคหัด โรคคางทูม และโรคหัดเยอรมัน (measles, mumps and rubella vaccine--MMR) มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของโรคออทิซึม (autism) ในเด็กอังกฤษ
ผลงานวิจัยหลายชิ้นที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างไม่รับรองความสัมพันธ์ระหว่าง MMR กับโรคออทิซึม และเดอะแลนเซ็ต ได้ถอนบทความนั้น ขณะที่เวกฟีลด์ ถูกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์ของสหราชอาณาจักร
อย่างไรก็ตาม การกล่าวอ้างที่ในที่สุดได้ถูกหักล้างของเขา ก็ส่งผลทำให้อัตราการรับวัคซีน MMR ในสหราชอาณาจักรลดต่ำลงจาก 92% ในปี 1996 ลงมาอยู่ที่ 84% ในปี 2002 แต่จากนั้นก็ได้กลับมาเพิ่มขึ้นที่ 91% แต่ก็ยังต่ำกว่าระดับที่องค์กรอนามัยโลกแนะนำคือ 95%

ที่มาของภาพ, Getty Images
2. "ระบบภูมิต้านทานของเด็กไม่สามารถรับวัคซีนหลายชนิดได้"
ทารกและเด็กเล็กอายุไม่เกิน 2 ขวบจะต้องได้รับวัคซีนอย่างน้อย 11 ชนิด แต่พ่อแม่บางส่วนกังวลว่า การรับวัคซีนหลายชนิดเกินไปจะส่งผลกระทบต่อระบบภูมิต้านทานของลูก
ความกังวลทั่วไปที่พบเห็นก็คือ วัคซีนจะทำงานด้วยการทำให้ร่างกายรู้จักกับเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรค
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ได้ดัดแปลงเชื้อโรคเหล่านี้แล้ว ดังนั้น มันจะไม่ทำให้ผู้รับวัคซีนเจ็บป่วย แต่วัคซีนจะทำให้ร่างกายต้านทานเชื้อโรคได้เมื่อได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายจริง ๆ

พอล เอ. ออฟฟิต กุมารแพทย์ชาวอเมริกัน เขียนไว้ในรายงานตรวจสอบหลักฐานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดชิ้นหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรับวัคซีนหลายชนิดและระบบภูมิต้านทานของทารกว่า "ทารกแรกเกิด มีความสามารถในการตอบสองต่อแอนติเจนแปลกปลอม (สารที่สามารถกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันได้) ก่อนที่พวกเขาจะเกิดมาเสียอีก"
"ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิด พวกเขาสามารถตอบสนองต่อวัคซีนได้มากชนิดขึ้น"

ที่มาของภาพ, Getty Images
3. "โรคต่าง ๆ หายไป ก่อนที่จะมีการผลิตวัคซีนขึ้นมาเสียอีก"
ข้อโต้แย้งนี้ให้เหตุผลว่า สภาพสังคมและเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ภาวะโภชนาการและสุขอนามัยที่ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากพอ ๆ กับการรับวัคซีน
เป็นความจริงที่ว่าพัฒนาการในด้านต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคบางชนิดลดลงก่อนที่จะมีการคิดค้นวัคซีนขึ้นมาเสียอีก แต่จำนวนการติดเชื้อที่ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว เป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า วัคซีนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง
ยกตัวอย่าง ในสหรัฐฯ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (Centers of Disease Control and Prevention--CDC) มีข้อมูลจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคหัดต่อปี ลดลงจาก 5,300 คน ในปี 1960 เหลือ 450 คน ในปี 2012 โดยวัคซีนป้องกันโรคหัดถูกนำมาใช้ครั้งแรกในสหรัฐฯ ในปี 1963
การรับวัคซีนไม่เพียงแต่ช่วยทำให้อัตราการรอดชีวิตเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยทำให้จำนวนผู้ป่วยลดต่ำลงอย่างมากในช่วง 5 ปีแรกของการรับวัคซีนด้วย (ระหว่างปี 1963-1968)
นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่บ่งชี้ว่า อัตราการรับวัคซีนที่ลดต่ำลง อาจนำไปสู่การกลับมาของโรคนี้ได้ โดยในญี่ปุ่นและสวีเดนในช่วงทศวรรษ 1970 พบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคไอกรน (whooping cough) ซึ่งเป็นโรคที่ป้องกันได้อีกชนิดหนึ่ง พุ่งสูงขึ้น หลังจากจำนวนเด็กที่ได้รับวัคซีนลดลง

ที่มาของภาพ, Getty Images
4. "คนส่วนใหญ่ที่ล้มป่วยต่างก็ได้รับวัคซีนทั้งนั้น"
กลุ่มคนที่ต่อต้านวัคซีนใช้ข้ออ้างนี้ เป็นหนึ่งในเหตุผลต่อต้านการรับวัคซีน
ไม่มีวัคซีนชนิดไหนได้ผล 100% และ WHO ระบุว่า การรับวัคซีนในวัยเด็กตามกำหนด จะได้ผลกับผู้รับราว 85-95% เท่านั้น
โดยผู้รับวัคซีนแต่ละคนจะตอบสนองต่อวัคซีนไม่เหมือนกันซึ่งหมายความว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนบางคนอาจไม่มีภูมิคุ้มกันขึ้นมาก็ได้
แต่เหตุผลเดียวที่ทำให้คนที่รับวัคซีนล้มป่วยมากกว่า เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้รับวัคซีนก็เพราะว่า มีจำนวนคนที่ได้รับวัคซีนมากกว่าจำนวนคนที่ไม่ได้รับ
คนที่ไม่รับวัคซีนนั้นล้มป่วยในอัตราที่สูงกว่าคนที่รับวัคซีนมาก

ที่มาของภาพ, Getty Images
5. "บริษัทยาขนาดใหญ่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจในวัคซีน"
นายไมลูด คาดาห์ นักเศรษฐศาสตร์สุขภาพที่ WHO ประเมินว่า ตลาดวัคซีนทั่วโลกมีมูลค่า 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (7.28 แสนล้านบาท) ในปี 2013 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 3% ของตลาดยาทั่วโลกในปีเดียวกัน
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดวัคซีนมีแรงผลักดันที่เพิ่มขึ้นจากหลายปัจจัย เช่นการขยายตัวของโครงการให้วัคซีนในประเทศอุตสาหกรรมใหม่หลายประเทศ อย่างจีน และการที่เศรษฐีจำนวนมากตัดสินใจให้เงินทุนสนับสนุนการพัฒนาและการวิจัยด้านวัคซีน ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์
แต่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ทางธุรกิจจริง ๆ จากการรับวัคซีนก็คือมวลมนุษยชาติ เพราะการล้มป่วยนั้นทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลในการรักษา
การศึกษาในปี 2016 โดยมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปส์กิน ประเมินว่า เงินทุก ๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ลงทุนไปในการให้วัคซีนในประเทศที่มีรายได้ต่ำที่สุด 94 ประเทศ จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ 16 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งในด้านการดูแลสุขภาพ การสูญเสียรายได้ และการสูญเสียผลิตภาพ เนื่องจากการล้มป่วยและเสียชีวิต

ที่มาของภาพ, Getty Images
6. "ประเทศของฉันกำจัดโรคนี้หมดไปแล้ว ฉันจึงไม่จำเป็นต้องรับวัคซีน"
การรับวัคซีนทำให้การเกิดโรคที่ป้องกันได้หลายชนิดลดลงในหลายประเทศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโรคนี้ถูกควบคุมไว้ได้แล้วทั่วโลก
โรคบางชนิดค่อนข้างชุกชุมและแพร่ระบาดในส่วนอื่น ๆ ของโลก โลกาภิวัตน์ทำให้เชื้อโรคเดินทางได้ง่ายขึ้น และกลับไประบาดได้ในหลายประเทศที่มีการรับวัคซีนลดต่ำลง
ผู้ป่วยในยุโรปเพิ่มเป็น 3 เท่าระหว่างปี 2017 และ 2018 และเพิ่มเป็นเกือบ 83,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี
7. "วัคซีนมีสารพิษที่ไม่ปลอดภัยอยู่"
อีกความกังวลหนึ่งของบรรดาพ่อแม่ที่ไม่มั่นใจเกี่ยวกับการให้ลูกรับวัคซีนคือ การใช้สารอย่าง ฟอร์มาลดีไฮด์ ปรอท และอะลูมิเนียม ในวัคซีน
สารเหล่านี้เป็นอันตรายถ้าได้รับในปริมาณมากถึงระดับหนึ่ง
แต่ไม่ใช่ปริมาณที่อยู่ในวัคซีน องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ ระบุว่า วัคซีนโดยทั่วไปที่ใช้สารปรอท มีปริมาณสารปรอทอยู่เพียง 25 ไมโครกรัมต่อวัคซีน 0.5 มิลลิลิตร ซึ่งเป็นปริมาณเท่ากับกับปรอทที่พบในทูน่ากระป๋องน้ำหนัก 85 กรัม

ที่มาของภาพ, Getty Images
8. "วัคซีนคือทฤษฎีสมคบคิดของตะวันตก"
ความเชื่อที่ว่าวัคซีนคือส่วนหนึ่งของแผนการโจมตีประชาชนยังคงมีอยู่
ในทางตอนเหนือของไนจีเรีย การต่อสู้กับโปลิโอมีอุปสรรคอยู่ที่เรื่องของความเชื่อที่ว่า การรับวัคซีนอาจทำให้เด็กผู้หญิงเป็นหมันและทำให้เกิดการแพร่เชื้อ HIV ได้ ดังนั้นการทำร้ายเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจึงเกิดขึ้นเป็นประจำ
ในอัฟกานิสถานและปากีสถานเป็นกลุ่มประเทศที่ยังมีการระบาดของเชื้อไวรัสโปลิโออยู่ ก็มีความเชื่อนี้เช่นเดียวกับไนจีเรีย
แต่ความคลางแคลงสงสัยเช่นนั้น ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ในเดือน มี.ค. 2011 สำนักงานข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ (Central Intelligence Agency--CIA) ได้จัดการให้วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีปลอมขึ้นในปากีสถาน เพื่อพยายามที่จะหาดีเอ็นเอของ โอซามา บิน ลาเดน ผู้นำกลุ่มอัลไคดา ที่กำลังหลบหนีอยู่ในขณะนั้น และพยายามหาแหล่งกบดานของเขา
มีการเปิดโปงแผนการนี้ที่ยิ่งทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจมากขึ้นในประเทศซึ่งมีประชาชนรับวัคซีนกันน้อยอยู่แล้ว





























