การประท้วงจะทำให้เศรษฐกิจฮ่องกงพังหรือไม่

ที่มาของภาพ, Getty Images
การประท้วงที่ยืดเยื้อถึง 5 เดือนแล้วกำลังส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจฮ่องกง ไม่ว่าจะเป็นภาคการท่องเที่ยว ธุรกิจค้าปลีก จึงนำมาสู่คำถามที่ว่า "เศรษฐกิจของศูนย์กลางทางการเงินของโลกอย่าง ฮ่องกง จะเป็นเช่นไร"
ฮ่องกงกำลังใกล้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเข้าไปทุกที โดยตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกันแล้ว ซึ่งหมายความอีกนัยหนึ่งคือ ฮ่องกงกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคอย่างเป็นทางการแล้ว
ในไตรมาสที่สามนี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี หดตัวถึง 3.2 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสที่ผ่านมา
ก่อนหน้าที่จะมีการเผยแพร่สถิตินี้ นางแครี่ แลม ผู้ว่าการเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ได้ออกมาเตือนว่าฮ่องกงจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
ด้าน ซามูเอล เซีย นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคาร DBS บอกว่าตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงถัดไปจะแสดงให้เห็นว่าฮ่องกงได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแล้ว และจะแย่ลงไปอีก
"เราไม่คิดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้เร็ว" นายเซียกล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผลกระทบร้ายแรง
การประท้วงยืดเยื้อ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากประเด็นร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ยิ่งทำให้เศรษฐกิจที่ตึงเครียดอยู่แล้วยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เพราะฮ่องกงก็ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ อยู่แล้ว ค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอยของชาวจีนที่เดินทางเข้ามาอีกด้วย
แม้ว่าจะมีการยกเลิกร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน แต่การประท้วงก็ยังดำเนินต่อเพื่อเรียกร้องเสรีภาพที่มากขึ้น ความรุนแรงจากการปะทะกันระหว่างตำรวจและผู้ชุมนุมยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวไม่อยากมา
เมื่อเดือน ส.ค. จำนวนผู้เดินทางเข้าฮ่องกงน้อยที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตโรคซาร์สในปี 2003 และคาดว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจะลดลงอีกเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ในเดือน ต.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว
โรงแรมหลายแห่งต้องพยายามอย่างมากที่จะอยู่รอดให้ได้ นายเซียบอกว่าสัดส่วนห้องพักว่างอยู่ที่ราว 60 เปอร์เซ็นต์
โดยโรงแรมบางแห่งจำต้องหั่นราคาลดลง โดยหวังว่าจะเป็นสิ่งจูงใจให้นักท่องเที่ยวกลับเข้ามา ในขณะที่มีรายงานว่าผู้ประกอบการโรงแรงบางรายต้องลดเวลาการทำงานของพนักงานหรือไม่ก็ให้พวกเขาลาพักร้อนไป ลงเพื่อประหยัดต้นทุน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้านสายการบิน คาเธ่ย์ แปซิฟิค ซึ่งถือเป็นสายการบินหลักของฮ่องกงก็ประสบชะตากรรมไม่ต่างกันจากการลดลงของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ หลังจากเกิดความโกลาหลที่สนามบินนานาชาติฮ่องกงในเดือนส.ค.ที่ผ่านมา ยังผลทำให้มีการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก ซึ่งทราบกันดีอยู่แล้วว่า สนามบินแห่งนี้เป็นสนามบินสนามบินที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสายการบินรายนี้คือ จำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างฉับพลันในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ขณะที่สายการบินอีกราย คือ แควนตัส ของออสเตรเลียระบุว่า การประท้วงที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของสายการบินในช่วงครึ่งแรกของปี คิดเป็นมูลค่าราว 25 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 520 ล้านบาท
นักช็อปหาย
ร้านค้าในตัวเมืองมีลูกค้าน้อยลง บางแห่งต้องลดเวลาทำการลง และพนักงานก็ห่วงเรื่องความปลอดภัยตัวเองด้วย
แต่ที่หนักที่สุดเป็นบริษัทที่มาจากจีนที่โดนโจมตีโดยตรง อาทิ ธนาคารแห่งประเทศจีน และบริษัทเทคโนโลยีเสี่ยวหมี่ (Xiaomi) ระบบรถไฟใต้ดินฮ่องกงบางส่วนโดนทุบทำลายและจุดไฟเผา
ตัวเลขยอดขายของร้านค้าปลีกลดลง 23 เปอร์เซ็นต์ในเดือน ส.ค. ซึ่งนับว่าแย่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ความเชื่อมั่นนักลงทุน
นอกจากนี้ นี่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนด้วย นายเซียบอกว่านี่ทำให้อนาคตของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจเริ่มไม่แน่นอนเสียแล้ว ถึงตอนนี้ ฮ่องกงได้อัดฉีดเงินกว่า 20 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพื่อช่วยเหลือภาคการขนส่ง การท่องเที่ยว และธุรกิจค้าปลีก
แต่รัฐบาลบอกว่าไม่อาจทำอะไรไปได้มากกว่านี้
"ทางที่จะแก้ปัญหาได้จริง ๆ คือเราต้องร่วมมือกันหยุดความรุนแรง หยุดการทำลายระบบขนส่ง และการมุ่งเป้าไปที่ร้านค้า ธนาคาร และสถาบันบางแห่ง และให้สังคมฟื้นตัวให้เร็วที่สุด" พอล ชาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจฮ่องกง ระบุในบล็อกของเขา




























