You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เมื่อชีวิตจริงไม่เหมือนนิยาย เด็กถูกสลับตัวแต่แรกเกิดปฏิเสธถูกส่งคืนผู้ให้กำเนิด
เด็กชาย 2 คนซึ่งเกิดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในรัฐอัสสัมของอินเดีย ถูกสลับตัวกันตั้งแต่แรกเกิด จนต้องไปเติบโตในครอบครัวที่พื้นฐานทางเชื้อชาติศาสนาต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่เมื่อความจริงปรากฏขึ้นในอีก 3 ปีต่อมา เด็กทั้งสองต่างยืนกรานปฏิเสธไม่ยอมถูกส่งตัวกลับไปหาผู้ให้กำเนิดที่แท้จริง
เมื่อเดือนมีนาคมปี 2015 นายชาฮาบุดดิน อาเหม็ด ชาวมุสลิม พาภรรยาของเขาคือนางซัลมา พาร์บิน ไปคลอดที่โรงพยาบาลพลเรือนมังกัลไดซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากบ้านมากนัก แต่หลังจากนำ "โจเนต" ลูกชายที่เกิดใหม่กลับบ้านได้เพียงหนึ่งสัปดาห์ ภรรยาของเขากลับพูดขึ้นว่า "นี่ไม่ใช่ลูกของเรา" เธอบอกว่าในครอบครัวของตนไม่เคยมีใครตาตี่เล็กเหมือนเด็กคนนี้ และจำได้ว่าในห้องคลอดมีหญิงชนเผ่าอีกคนหนึ่งซึ่งคลอดลูกในเวลาห่างกันไม่ถึง 5 นาที ใบหน้าของหญิงคนนั้นเหมือนกับเด็กที่เธอเลี้ยงดูอยู่ไม่ผิดเพี้ยน
นายอาเหม็ดจึงนำเรื่องนี้ไปแจ้งกับทางโรงพยาบาลเพื่อขอตรวจสอบ แต่แพทย์กลับบอกว่าภรรยาของเขาป่วยทางจิตและต้องได้รับการรักษากับจิตแพทย์ อย่างไรก็ตาม เขาได้ยื่นใช้สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐตามกฎหมาย ทำให้ทางโรงพยาบาลจำต้องเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานในห้องคลอดช่วงที่ภรรยาของเขาเข้ารับบริการอยู่
ข้อมูลดังกล่าวชี้ว่า ในวันนั้นมีหญิงชนเผ่าโบโด ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐอัสสัมที่มีเชื้อสายมองโกลอยด์มาคลอดบุตรในเวลาใกล้เคียงกันด้วย โดยได้ทารกชายที่มีน้ำหนักแรกเกิด 3 กิโลกรัมเหมือนกัน หลังจากนั้นนายอาเหม็ดเดินทางไปที่หมู่บ้านของชนเผ่าดังกล่าว ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของเขา 30 กิโลเมตรถึง 2 ครั้ง แต่ก็ไม่กล้าจะเข้าไปที่บ้านของหญิงที่สงสัยว่าจะสลับลูกกัน
นายอาเหม็ดรวบรวมความกล้าเขียนจดหมายขึ้นฉบับหนึ่งถึงหญิงคนดังกล่าว โดยบอกถึงเรื่องที่ภรรยาของเขาสงสัยและขอนัดพบกัน โดยได้ให้เบอร์โทรศัพท์ของเขาไว้ติดต่อด้วย
ในที่สุด นางเชวาลี โบโร หญิงชนเผ่าโบโดที่นายอาเหม็ดและภรรยาต้องการพบก็ติดต่อมา พร้อมกับนำ "ริยัน" ลูกชายของเธอมาด้วย นางโบโรบอกว่าไม่เคยสงสัยว่าลูกที่เลี้ยงดูอยู่เป็นของตนจริงหรือไม่ จนกระทั่งได้อ่านจดหมายของนายอาเหม็ด
"แวบแรกที่ได้เห็นโจเนต ฉันรู้ได้ทันทีว่าเด็กเหมือนกับสามีของฉันมาก ฉันรู้สึกเศร้าเสียใจจนร้องไห้ออกมา เพราะพวกเราชนเผ่าโบโดมีตาตี่เล็ก มีแก้มใหญ่และมือก็อวบอูมกว่าคนอัสสัมทั่วไป เราแตกต่างจากคนอื่นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชาวมุสลิม" นางโบโรซึ่งนับถือศาสนาฮินดูกล่าว
ทางโรงพยาบาลไม่ยอมรับว่ามีเหตุผิดพลาดเกิดขึ้น ทำให้นายอาเหม็ดเข้าแจ้งความกับตำรวจ และเดินเรื่องตรวจดีเอ็นเอของทั้งสองครอบครัวเอง แต่ก็เสียเวลาในการดำเนินเรื่องตามขั้นตอนของทางการไปปีกว่า จนเมื่อเดือนพฤศจิกายนของปีที่แล้ว พวกเขาจึงได้รับผลตรวจดีเอ็นเอที่ยืนยันว่าลูกของทั้งสองฝ่ายถูกสลับตัวกันจริง
เมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา ทั้งสองครอบครัวนำเรื่องยื่นร้องต่อศาลเพื่อขออนุญาตให้พวกเขาสลับลูกคืนให้พ่อแม่ที่แท้จริงได้ ซึ่งศาลก็มีคำพิพากษาเห็นควรให้เป็นเช่นนั้น แต่เรื่องราวกลับไม่จบลงง่าย ๆ เพราะเด็กน้อยทั้งสองคนร้องไห้จ้า ยืนกรานไม่ยอมแยกจากครอบครัวที่เลี้ยงดูตนมาตั้งแต่เกิด
ภรรยาของนายอาเหม็ดบอกว่า "โจเนตร้องไห้กอดพี่เขยของฉันไว้แน่น ส่วนริยันก็กอดแม่ที่เลี้ยงเขามาไม่ยอมปล่อย พวกเราเองก็ทำใจไม่ได้ เพราะรักและผูกพันกับลูกที่เลี้ยงมาแต่อ้อนแต่ออกไปแล้ว ลูกสาวคนโตของฉันอ้อนวอนว่าอย่าให้โจเนตไปอยู่ที่อื่นเลย เธอจะต้องตรอมใจตายแน่ ๆ"
ในที่สุดทั้งสองครอบครัวจึงตกลงกันว่าจะเลี้ยงดูลูกของอีกฝ่ายต่อไป โดยจะพยายามนัดพบเยี่ยมเยียนกันบ่อยครั้ง เพื่อให้ลูกได้รู้จักคุ้นเคยกับครอบครัวที่แท้จริงของตนด้วย และจะให้เด็กตัดสินใจด้วยตนเองเมื่อโตขึ้นว่าจะเลือกอยู่กับใคร
ส่วนเรื่องที่ว่าความแตกต่างทางศาสนาและวัฒนธรรมระหว่างสองครอบครัวนี้ จะเป็นปัญหากับการเลี้ยงดูลูกของอีกฝ่ายหรือไม่ นายอาเหม็ดบอกว่า "เด็กก็คือเด็ก เป็นของขวัญจากพระเจ้า เด็กไม่ได้เป็นทั้งฮินดูหรือมุสลิมเพราะเราล้วนมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน มาจากผู้สร้างเดียวกัน แต่กลายมาเป็นคนฮินดูหรือมุสลิมเมื่อมาอยู่บนโลกใบนี้เท่านั้น"