เสือโคร่งกับผืนป่าไทย
ทศวรรษแห่งความสำเร็จ
ของการอนุรักษ์

"ป่าที่ดีคือป่าที่มีเสือ"

สมโภชน์ ดวงจันทราศิริ

หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ

คนไทยจำนวนมากรู้จักเสือโคร่งผ่านโทรทัศน์ หรือ สวนสัตว์ แต่แท้จริงแล้ว เสือโคร่งควรอยู่ในป่า หากิน และแพร่พันธุ์ตามธรรมชาติ  

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า เสือโคร่งคือตัวชี้วัดแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ป่าที่มันอาศัยอยู่ เนื่องด้วยมันเป็นสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่ อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร จำต้องมีอาณาเขตเป็นของตัวเอง ป่าที่มันจะอาศัยอยู่ได้ จะต้องมีอาณาเขตกว้างขวางพอ และมีปริมาณของเหยื่อมากพอ

โครงกระดูกของเหยื่อที่ถูกกินโดยเสือโคร่งภายในผืนป่าห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่ ซึ่งเป็นสัตว์กีบกว่า 80%

โครงกระดูกของเหยื่อที่ถูกกินโดยเสือโคร่งภายในผืนป่าห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่ ซึ่งเป็นสัตว์กีบกว่า 80%

จากการศึกษาในอดีตพบว่าเสือโคร่งเพศผู้ตัวเต็มวัยอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป จะกินเนื้อเฉลี่ยอยู่ที่ 18-45 กิโลกรัมต่อคืน ส่วนเสือโคร่งเพศเมียตัวเต็มวัยอายุ 2 ปีขึ้นไป กินเนื้อเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 5-6 กิโลกรัม

นักวิจัยเสือประเมินว่า เสือเพศผู้ตัวเต็มวัยหนึ่งตัวต้องการพื้นที่ล่าเหยื่อ 300 ตร.กม. ขณะที่เสือเพศเมียต้องการพื้นที่ประมาณ 60 ตร.กม.

เทียบง่าย ๆ ก็คือ หากกรุงเทพมหานครกลายสภาพเป็นผืนป่า ก็จะมีเสือโคร่งเพศผู้อาศัยอยู่ได้เพียง 5 ตัวเท่านั้น

อย่างไรก็ตามตัวเลขข้างต้นเป็นเพียงการประมาณเท่านั้น แท้จริงแล้วความต้องการพื้นที่ล่าเหยื่อของเสือแต่ละตัว จะแปรผกผันกับความหนาแน่นของเหยื่อในพื้นที่ที่มันอาศัยอยู่

กล่าวคือหากป่าที่เสือโคร่งอาศัยอยู่ มีความอุดมสมบูรณ์ มีเหยื่อมากพอ มันก็จะมีความต้องการพื้นที่ล่าลดลง อย่างเช่นในประเทศอินเดีย ที่เฉลี่ยแล้วเราสามารถพบเสือโคร่งได้มากถึง 14 ตัว ในพื้นที่ 100 ตร.กม.

คณะกรรมการด้านสัตว์ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ประเมินเมื่อปี 2536 ว่าทั่วโลกเหลือเสือโคร่งอาศัยอยู่ในป่าธรรมชาติไม่ถึง 8,000 ตัวเท่านั้น จากเกือบ 100,000 ตัวเมื่อปลายศตวรรษที่ 19

หน้าที่สำคัญของเสือโคร่งคือการควบคุมประชากรสัตว์อื่นในผืนป่า

หน้าที่สำคัญของเสือโคร่งคือการควบคุมประชากรสัตว์อื่นในผืนป่า

ตัวเลขประชากรเสือที่ลดลง ทำให้หลายประเทศเริ่มหันมาสนใจการอนุรักษ์เสือโคร่งอย่างจริงจัง จนทำให้เกิดการประชุมนานาชาติว่าด้วยการอนุรักษ์เสือเมื่อปี  2553 ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย โดยมีไทยและอีก 12 ชาติที่เป็นแหล่งอาศัยของเสือโคร่งเข้าร่วม 

ผลจากการประชุมทำให้เกิดปฏิญญาเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กที่ทั้ง 13 ประเทศ ให้คำมั่นว่าจะอนุรักษ์เสือโคร่งในผืนป่าธรรมชาติของตัวเอง แล้วกำหนดให้วันที่ 29 ก.ค. ของทุกปี เป็นวันอนุรักษ์เสือโลก 

จุดเริ่มต้นการอนุรักษ์ในไทย

นักอนุรักษ์เสือในไทยยกย่องให้ ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งในขณะนั้น เป็นผู้จุดประกายการอนุรักษ์เสือโคร่งในผืนป่าประเทศไทยอย่างจริงจังเมื่อปี 2539

หลังไทยเข้าร่วมปฏิญญาเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อปี 2553 ภาระและหน้าที่ทั้งหมดถูกส่งต่อมายัง สมโภชน์ ดวงจันทราศิริ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำคนปัจจุบัน

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ในการทำงานของเขา สถานีแห่งนี้สามารถจับภาพเสือโคร่งในผืนป่าห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่ได้มากถึง 240 ตัว โดยเป็นตัวที่ไม่ซ้ำกัน

ขณะที่จำนวนประชากรเสือโคร่งในพื้นที่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นับตั้งแต่ปี 2553

สถานีวิจัยแห่งนี้เป็นเหมือนคลังความรู้เสือโคร่งในไทย

สถานีวิจัยแห่งนี้เป็นเหมือนคลังความรู้เสือโคร่งในไทย

ปัจจุบันสถานีวิจัยเขานางรำแห่งนี้เป็นเหมือนศูนย์กลางข้อมูลของการอนุรักษ์เสือโคร่งในประเทศไทย และเป็นต้นแบบให้กับสถานีวิจัยสัตว์ป่าทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ส่วนงานการอนุรักษ์เสือโคร่งจะแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายนักวิจัย ทำการเก็บรวบรวมและสำรวจข้อมูลประชากรของเสือโคร่งในพื้นที่ กับฝ่ายที่เป็นผู้พิทักษ์หรือเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน ที่คอยป้องปรามไม่ให้เกิดการลักลอบล่าสัตว์

ซึ่งหากทั้งสองฝ่ายปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกัน สมโภชน์เชื่อว่าจะทำให้เสือโคร่งมีโอกาสอยู่รอดได้

“เสือสามารถหมดไปได้ภายในปีเดียว ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย” 

สมโภชน์ตอบคำถามบีบีซีไทยที่ว่าถ้าไม่มีการอนุรักษ์เสือโคร่ง พวกมันจะหายไปจากป่าในประเทศไทยเมื่อใด

ความพยายามของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ช่วยทำให้เหตุการณ์นั้นยังไม่เกิดขึ้นในไทย

ในทางตรงกันข้าม  ไทยได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการอนุรักษ์เสือโคร่งในตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ข้อมูลภาพถ่ายเสือโคร่งในป่าล่าสุดจนถึงเดือน ก.ค. 2563 พบว่ามีเสือโคร่งอายุมากกว่า 1 ปี รวม 125 ตัว ในพื้นที่ป่าทั่วประเทศ ในจำนวนนี้มี 79 ตัว ที่ถูกจับภาพได้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ที่สมโภชน์ดูแลอยู่

แนวโน้มประชากรเสือโคร่งที่ห้วยขาแข้ง ภายใต้การดูแลของสมโภชน์เป็นไปในทางที่ดี

แนวโน้มประชากรเสือโคร่งที่ห้วยขาแข้ง ภายใต้การดูแลของสมโภชน์เป็นไปในทางที่ดี

เสือโคร่งไทยอยู่ป่าไหนบ้าง

พื้นที่อาศัยของเสือโคร่งในไทย แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

  • กลุ่มใหญ่ที่สุด คือ ผืนป่าตะวันตก และกลุ่มป่าดงพญาเย็น
  • กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มป่าแก่งกระจาน และแนวเขตแดนพม่า
  • ส่วนกลุ่มสุดท้าย คือ พื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องของเหยื่อ แต่ปัจจุบันยังไม่มีการพบเห็นเสือโคร่งในพื้นที่ คือ กลุ่มป่าภูเขียว และกลุ่มป่าคลองแสง

แผนที่การกระจายตัวของเสือโคร่งในผืนป่าประเทศไทย

แผนที่การกระจายตัวของเสือโคร่งในผืนป่าประเทศไทย

ชีวิตนักวิจัย

งานวิจัยเสือโคร่งในไทย แบ่งออกเป็น 2 โครงการหลัก คือ การสำรวจประชากรเสือโคร่ง และการศึกษานิเวศวิทยาของเสือโคร่ง โดยสถานีวิจัยแต่ละแห่งทั่วประเทศจะมีการทำงานที่คล้ายคลึงกัน

การสำรวจประชากรเสือโคร่ง ทำได้โดยการติดกล้องดักถ่าย ซึ่งที่สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ทีมงานของสมโภชน์จะต้องเดินป่าเข้าไปติดกล้องกว่า 400 ตัว ในพื้นที่ห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่ 

กล้องแต่ละตัวจะถูกทิ้งไว้ประมาณ 30 วัน และสลับกันไปให้ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมด ซึ่งงานติดกล้องนี้จะกินเวลาเกือบ 6 เดือน

กล้องดักถ่ายถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ชิ้นสำคัญในการอนุรักษ์เสือโคร่ง

กล้องดักถ่ายถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ชิ้นสำคัญในการอนุรักษ์เสือโคร่ง

เมื่อได้ภาพจากกล้องดักถ่าย นักวิจัยจะนำมาดูเพื่อทำการจดบันทึก โดยคัดแยกเสือโคร่งจากลายข้างตัวว่าเป็นตัวใหม่หรือเป็นตัวเก่าที่เคยเก็บภาพได้ในปีก่อน

การออกติดกล้องดักถ่ายในแต่ละครั้ง จะแบ่งทีมนักวิจัยออกเป็น 3-4 กลุ่ม กลุ่มละประมาณ 3-4 คน แต่ละทีมออกเดินเท้าเข้าป่า แบกสัมภาระคนละกว่า 30 กิโลกรัม เพื่อที่จะใช้ดำรงชีวิตในป่าซึ่งอาจนานกว่า 1 สัปดาห์ ก่อนที่จะถึงจุดติดกล้อง  อาวุธป้องกันตัวที่พวกเขามี คือ มีด

อีกหนึ่งภารกิจของทีมวิจัยนอกเหนือจากการติดกล้องคือการศึกษานิเวศวิทยาของเสือโคร่ง โดยแต่ละปีทีมวิจัยจะติดปลอกคอให้กับเสือโคร่ง โดยเลือกจากตัวที่น่าสนใจ เพื่อติดตามการใช้ชีวิตของมัน 

ทุกเช้า นักวิจัยจะหาสัญญาณจากปลอกคอของเสือโคร่ง เมื่อพบสัญญาณก็จะเดินทางไปที่จุดนั้นเพื่อสำรวจพื้นที่โดยรอบหรือที่เรียกว่า “เช็คพอยท์”

ทุกเช้าทีมนักวิจัยจะทำการหาสัญญาณคลื่นจากปลอกคอของเสือโคร่งในพื้นที่

ทุกเช้าทีมนักวิจัยจะทำการหาสัญญาณคลื่นจากปลอกคอของเสือโคร่งในพื้นที่

การทำแบบนี้ สมโภชน์บอกว่าเพื่อเป็นการศึกษาพฤติกรรมและดูว่าเสือโคร่งตัวนั้นเข้าไปทำอะไรในจุดดังกล่าว ซึ่งบางครั้งทีมก็อาจจะเจอกับซากสัตว์ที่เป็นเหยื่อ รอยเท้า ร่องรอยต่าง ๆ และมูลของเสือโคร่ง

ซึ่งข้อมูลทุกอย่างที่ได้มา มีค่าอย่างมากสำหรับนักวิจัย

“คือเสือต้องการอยู่ในพื้นที่อาศัยขนาดใหญ่ และมีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ถ้าเสืออยู่ได้ สัตว์เหล่านี้ก็อยู่ได้ ระบบก็อยู่ได้ด้วย”

อุปกรณ์และเสบียงของนักวิจัยเสือโคร่ง

ผู้พิทักษ์

อีกฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้การอนุรักษ์เสือโคร่งที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ประสบความสำเร็จ คือการลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาสำคัญที่ทำให้ประชากรเสือโคร่งลดลง ส่วนใหญ่มาจากการรุกรานของมนุษย์

ปัจจุบันห้วยขาแข้ง มีหน่วยพิทักษ์ป่ากระจายอยู่โดยรอบพื้นที่ 21 หน่วย มีเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนประมาณ 140 ชีวิต

สำหรับการเดินลาดตระเวนในแต่ละครั้ง จะใช้เจ้าหน้าที่ประมาณ  6-7 คน และเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยพิทักษ์ป่าแต่ละหน่วยจะต้องเดินลาดตระเวนอย่างน้อย 15 วัน ต่อเดือน  

ปัจจุบันกรมอุทยานฯ ได้มีการจัดฝึกพิเศษให้กับเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพในการทำงาน

ปัจจุบันกรมอุทยานฯ ได้มีการจัดฝึกพิเศษให้กับเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพในการทำงาน

อย่างไรก็ตามแม้จะมีการปฏิบัติหน้าที่อย่างดี แต่การล่าเสือก็ยังคงมีอยู่

โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการลักลอบล่าเสือในพื้นที่ห้วยขาแข้งมากกว่า 5 คดี ซึ่งหนึ่งในนั้นคือคดีใหญ่ที่เป็นการวางยาเบื่อเสือโคร่งเมื่อปี 2553

ขณะที่ภาพรวมจากข้อมูลของกรมอุทยานฯ ตั้งแต่ปี 2554-2562 ไทยมีคดีเกี่ยวกับการลักลอบค้าสัตว์ป่าที่จับได้กว่า 5,362 คดี

มีสัตว์ป่าของกลางที่ยึดได้ 112,929 ตัว และมีซากสัตว์อีกกว่า 19,288 ตัว

เสือโคร่งในไทยมีกี่ตัวกันแน่

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มักมีคำถามว่าสรุปแล้วประชากรเสือโคร่งในผืนป่าธรรมชาติของไทยลดลงหรือมีมากขึ้น

ในปี 2553 มีการประเมินว่าไทยมีประชากรเสือโคร่งในป่าธรรมชาติระหว่าง 189-252 ตัว ซึ่งมากกว่าตัวเลขในปีนี้เกือบเท่าตัว 

สมโภชน์ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมศึกษาประชากรเสือโคร่งในครั้งนั้นอธิบายว่า ตัวเลขดังกล่าวได้จากการประเมินจากรอยเท้าและการพบเห็น ไม่ใช่จากภาพถ่าย ทำให้การประเมินมีความคลาดเคลื่อนพอสมควร

และเช่นกันในปีนี้ แม้จะมีการจับภาพเสือโคร่งตัวเต็มวัยได้ 125 ตัว ในผืนป่าทั่วประเทศ ทว่าตัวเลขนี้อาจไม่ใช่จำนวนประชากรเสือโคร่งทั้งหมดที่มีอยู่ของไทย

ในการนับจำนวนประชากรเสือโคร่ง จะนับเพียงเสือโคร่งที่มีอายุเกิน 1 ปีเท่านั้น

ในการนับจำนวนประชากรเสือโคร่ง จะนับเพียงเสือโคร่งที่มีอายุเกิน 1 ปีเท่านั้น

สมโภชน์ประเมินว่าแท้จริงแล้ว ปีนี้ไทยอาจมีเสือโคร่งตัวเต็มวัยที่อายุ 1 ปีขึ้นไปอาศัยอยู่ในผืนป่าธรรมชาติระหว่าง 130-160 ตัว

มีกล้องดักถ่ายแล้ว ทำไมยังต้องประเมินประชากรเสือ คงเป็นอีกหนึ่งคำถามที่หลายคนอยากรู้คำตอบ

สมโภชน์ให้เหตุผลว่าเพราะการติดกล้องดักถ่ายไม่ใช่การสำรวจประชากรที่แม่นยำนัก อาจมีความเป็นไปได้ที่กล้องจะไม่สามารถถ่ายภาพเสือโคร่งที่อยู่ในผืนป่านั้นได้ครบหมด

เนื่องด้วยความกว้างใหญ่ของผืนป่า และจำนวนกล้องที่ใช้ ทีมนักวิจัยจึงอาศัยการคำนวณและประเมินตัวเลขประชากรเสือโคร่งที่คาดว่าจะมีความเป็นไปได้ออกมา

แม้จะมีกล้องดักถ่ายกว่า 400 ตัว แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อพื้นที่ทั้งหมด

แม้จะมีกล้องดักถ่ายกว่า 400 ตัว แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อพื้นที่ทั้งหมด

แต่อย่างไรก็ตาม หากลงลึกไปในข้อมูลของจำนวนลูกเสือเกิดใหม่ ก็อาจจะสรุปได้ว่าการอนุรักษ์เสือโคร่งในไทยกำลังดำเนินการไปได้อย่างได้ผล

เพราะจากสถิติในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา เฉพาะที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง มีการพบลูกเสือเกิดใหม่ 54 ตัว

ซึ่งนี่เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการอนุรักษ์เสือโคร่งในผืนป่าธรรมชาติของไทย

“เราอยากเห็นว่าป่าตะวันตกทั้งผืนเป็นบ้านที่เหลืออยู่ เป็นหลักที่จะให้เสือมันอยู่ในประเทศไทย”

ผู้สื่อข่าว : วสวัตติ์ ลุขะรัง

ภาพ : วสวัตติ์ ลุขะรัง, บีบีซีไทย, สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ

วันเผยแพร่ : 29 ก.ค. 2563