เสียงคำรามหรือระเบิดเวลา มองการต่อสู้ของ "หยก" ผ่านสายตาผู้ใหญ่ที่ไม่ทอดทิ้ง

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, หยก มองว่าตัวเธอเป็นเพียง "เด็กปกติ" ที่ตั้งคำถามกับสิ่งที่ควรถึงเวลาเปลี่ยนแปลง
    • Author, เรื่อง: ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล เรื่อง-ภาพ: วสวัตติ์ ลุขะรัง และ ชนากานต์ เหล่าสารคาม
    • Role, บีบีซีไทย
  • Published

เด็กหญิงวัย 15 ปี ผุดตัวขึ้นจากเตียงในห้องคอนโดมิเนียมขนาดไม่ถึง 30 ตารางเมตร พลางหันไปเล่นกับแมวขนปุยสีส้มสลับขาว ด้านหลังของเธอเป็นกระจกบานกว้าง มองออกไปเห็นทิวทัศน์ป่าคอนกรีตของกรุงเทพฯ ได้กว้างไกล

“หนูชอบทำอะไรบ้าง” บีบีซีไทยถาม

“หนูชอบฟังเพลง ชอบวาดรูป ชอบไปเที่ยว ชอบหาอะไรอร่อย ๆ กิน ชอบไปเล่นกับเพื่อน เหมือนเด็กปกติ” เด็กหญิงที่เพิ่งเปลี่ยนคำนำหน้าเป็น “นางสาว” ได้ไม่นาน ตอบ

แต่ชีวิตของ หยก หรือ ธนลภย์ ผลัญชัย ห่างไกลจากหญิงวัยแรกสาวที่อายุไล่เลี่ยกันอย่างสิ้นเชิง เพราะตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เธอต้องปีนรั้วเข้าไปเรียนหนังสือ ถูกเพื่อนร่วมชั้นอุ้มลงจากรถบัสที่จะไปค่ายเรียนภาษาจีน และไม่ได้เข้าสอบปลายภาค

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “เตรียมพัฒน์ฯ” ให้เหตุผลในแถลงการณ์ว่า หยกไม่ได้เป็นนักเรียนของโรงเรียน เพราะไม่มีผู้ปกครองมาดำเนินการมอบตัวอย่างครบถ้วน อีกทั้งหยกยังละเมิดกฎระเบียบ ทั้งแต่งกายชุดไปรเวต ทำสีผม เข้าเรียนวิชาตามอำเภอใจ และอื่น ๆ

“มันก็ร่างกายหนู หนูควรได้รับสิทธิการเรียนตามสิทธิของเด็ก ที่สร้างปัญหาคือครูที่ปิดประตูรั้วใส่หนู หรือกฎระเบียบที่ไม่ยอมปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย” หยกกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, หยกและบุ้ง ในห้องคอนโดฯ ย่านบางซื่อ

สำหรับ ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก ที่อยากให้ผู้คนเรียกว่า “ป้ามล” มองสิ่งที่ น.ส.หยก ทำและต้องเผชิญตลอดหลายเดือนมานี้ว่า “ไม่ได้เห็นด้วยกับทุกพฤติกรรม” แต่ “เข้าใจ” และประกาศ “จะไม่ทอดทิ้ง”

“เด็กคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีใครปกป้องมากนัก จนต้องส่งเสียงคำรามออกมา” ทิชา แสดงความเห็นเกี่ยวกับหยกกับบีบีซีไทย

.

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, "ป้าจะไม่ทอดทิ้งหยก" ป้ามล ทิชา ณ นคร ผอ.ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก

“ณ บัดนี้ ผู้ใหญ่ยุคนี้ ได้สร้างสิ่งนี้เอาไว้แล้ว ส่วนมันจะเปลี่ยนเป็นระเบิดเวลา หรือมันจะเปลี่ยนเป็นพลังใจที่กล้าหาญ เพื่อไปสร้างการเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้ เราต้องตามดูต่อไป”

ชีวิตของ “หยก”

ช่วงประถมศึกษาปีที่ 4-6 เป็นช่วงเวลาที่ หยก ซึ่งเป็นลูกคนเดียว ยอมรับว่า ได้ทำกิจกรรมในห้องเรียนมากที่สุด เธอเป็นเด็กชอบวิชาพละ คอมพิวเตอร์ และเกือบทุกวิชา ยกเว้นคณิตศาสตร์

พอขึ้นชั้นมัธยมต้น ทั่วโลกเผชิญกับโควิด-19 ทำให้เธอต้องเข้าห้องเรียนผ่านโลกออนไลน์ แต่หยกก็ยังมีเพื่อนสนิท ที่นัดไปเที่ยวตามประสาวัยรุ่น ส่วนความสัมพันธ์ในครอบครัว หยก ใช้คำว่า “อบอุ่นดี” เพราะเป็นตระกูลใหญ่ ที่มารดาและญาติ ๆ คอยสนับสนุนทุกอย่าง

จนกระทั่ง หยก มีสถานะเป็นผู้ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่าด้วยความผิดฐาน “หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” ถึง 2 คดี ตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, หยก มีความฝันว่าหากตัวเองบรรลุนิติภาวะ "หนูอาจจะอยากมีคอนโดสักห้องหนึ่งแบบนี้ก็ได้ และไม่เหมือนแบบนี้ จะติดไฟวิบ ๆ วับ ๆ สีฟ้า"

“เราไม่อยากดึงเขามาเกี่ยว เขา (ครอบครัว) ไม่พร้อมรับความเสี่ยงที่เจอ เขาไม่พร้อมรับผลกระทบจากที่เราโดน 112 เราไม่อยากทำเขาเดือดร้อนด้วย” หยก ให้เหตุผลที่เมื่อออกมาจากบ้านปรานีเมื่อวันที่ 18 พ.ค. หลังถูกคุมขังนาน 51 วัน เธอจึงขอมาอยู่กับ บุ้ง หรือ เนติพร เสน่ห์สังคม สมาชิกกลุ่มทะลุวัง

แต่ หยก ไม่เคยรู้สึกไม่ดีต่อทางบ้านเลย กลับกัน เธออยากบอกแม่ผ่านบีบีซีไทยว่า “ขอบคุณที่ไม่ปิดกั้นเด็กคนนี้ รู้สึกดีที่เกิดมาในครอบครัวที่ไม่ได้บังคับ ไม่ได้วางแผนเส้นทางอนาคตว่าต้องเป็นงั้นเป็นงี้ แต่ให้เลือกในเส้นทางที่อยากเป็น”

เมื่อถามว่าคิดถึงแม่ไหม เธอก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนตอบแผ่วเบาว่า “มีแหละ คิดถึงเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มันก็ดีกว่าเขาโดนคุกคาม”

.

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ทิชา ใช้ความเข้าใจ ทำงานร่วมกับผู้กระทำผิดคดีร้ายแรงที่เป็นเยาวชนที่บ้านกาญนาภิเษก

ทิชา ณ นคร หรือป้ามล ซึ่งมีโอกาสพบและพูดคุยกับหยกหลายครั้ง เข้าใจถึงความรู้สึกหญิงสาววัย 15 ปี ที่ตัดสินใจ “ไม่กลับบ้าน” เพื่อต่อสู้ตามอุดมการณ์ของตนเอง เพราะตำรวจเคยไปที่บ้านของ หยกถึง 2 ครั้ง คือเมื่อวันที่ 20 ต.ค. และ 7 พ.ย. 2565 แล้วใช้คำพูดกับแม่หยกว่า “ลูกคุณน่ะจิตป่วยนะ ต้องไปพบจิตแพทย์” และ “มีลูกแบบนี้ ฆ่าตัวตายซะดีกว่า” ทิชาทวนคำพูดที่ได้ฟังจากผู้ต้องหาคดี 112 ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

“จากเงื่อนไขหลายอย่างในชีวิตของหยก เราจะใช้ดุลยพินิจของเราอย่างเดียวตัดสินเขา ป้าคิดว่าสังคมไทยก็เป็นสังคมที่ไร้ความเข้าใจต่อเพื่อนมนุษย์ที่แตกต่างจากเรา โดยเฉพาะเมื่อคนนั้นคือเด็ก” เธอกล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อหยกในโลกสังคมออนไลน์ จากการทำกิจกรรมทั้งในและนอกโรงเรียนของเธอ

“เด็ก 112” กับ อำนาจที่ผิดเพี้ยน

หนึ่งวันหลังออกจากบ้านปรานีใต้ข้อหา ม.112 หยกได้เข้ามอบตัวกับโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ เพื่อเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยมี บุ้ง ลงชื่อในเอกสารมอบตัวในฐานะ “ผู้ปกครอง” ณ วันที่ 19 พ.ค. แต่เรียนมาได้ไม่ถึงเดือน ทางโรงเรียนชี้แจงว่า หยกหมดสภาพความเป็นนักเรียน เพราะ “มอบตัวไม่สมบูรณ์”

ในมุมนักสังคมสงเคราะห์ ทิชา แบ่งประเด็น หยก-เตรียมพัฒน์ฯ เป็น 2 ระดับ

หนึ่ง การที่เด็กต้องมีผู้ปกครอง เป็นหลักการที่ถูกต้อง แต่ชีวิตเด็กแต่ละคนไม่ได้สมบูรณ์เหมือนกัน ทุกโรงเรียนในประเทศไทยต่างมีข้อยกเว้น เมื่อนักเรียนไม่มีผู้ปกครองทางสายเลือดมามอบตัว ไม่ว่าจะให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เอ็นจีโอ หรือแม้แต่ “วินมอเตอร์ไซค์” มามอบตัวให้แทน ถือเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในสังคมไทย “เพื่อให้เด็กคนหนึ่งได้เข้าถึงสิทธิทางการศึกษา ภายใต้ระเบียบของโรงเรียน”

สอง การที่ หยก ไม่มีผู้ปกครองในสายเลือดมามอบตัว ไม่ได้มีสาเหตุจากความยากจน หรืออยู่ในถิ่นทุรกันดาร แต่เพราะ “อยู่ในเงื่อนไขเป็นเด็ก 112” ซึ่งพ่อแม่ถูกรัฐคุกคาม แต่ “แทนที่โรงเรียนจะเมตตาเด็ก… ให้เด็กอยู่ในเซฟโซน (พื้นที่ปลอดภัย) โรงเรียนกลับรู้สึกว่า 112 เป็นอันตรายต่อโรงเรียน”

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

“มันจึงเป็นการใช้อำนาจที่ผิดเพี้ยน แล้วก็เกินจำเป็น” ทิชา ระบุ “ระเบียบของโรงเรียน มันจะอยู่เหนือรัฐธรรมนูญไม่ได้ อยู่เหนือ พรบ.คุ้มครองเด็กไม่ได้ อยู่เหนือหลักการว่าด้วยประโยชน์สูงสุดของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กไม่ได้”

อย่างไรก็ดี ในแถลงการณ์ของ “เตรียมพัฒน์ฯ” ไม่ได้ระบุเหตุผลว่า เพราะหยกต้องคดีตามมาตรา 112 จึงทำให้ต้องหมดสถานภาพนักเรียน เพียงแต่กล่าวถึงการมอบตัวไม่สมบูรณ์ และการไม่ยอมปฏิบัติตามกฏระเบียบของทางโรงเรียน

ผอ.บ้านกาญจนาภิเษก วิเคราะห์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาว่า เตรียมพัฒน์ฯ “เดินเกมผิดพลาด” และในเวลานี้ “ทุกคนกำลังปกป้องเส้นทางของตัวเองอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช” ในขณะเดียวกัน เธอก็มองว่า พฤติกรรมและแนวทางการต่อสู้ของหยกเอง ก็ทำให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ตัวหญิงสาววัย 15 ปีคนนี้อย่างรุนแรง

“สังคมไทยกำลังถกเถียงบนอคติมากกว่าบนหลักการเหตุผลที่ประโยชน์สูงสุดต้องเป็นของเด็ก” เธอวิเคราะห์ “ถ้าผู้ใหญ่แสดงความเข้าอกเข้าใจ นั่งคุยกันและเป็นมิตร... นั่นอาจจะเป็นศรัทธายิ่งใหญ่ของเด็กอีกจำนวนมาก ที่อยากจะเติบโตในประเทศนี้ ภายใต้ความรับผิดชอบที่จะเรียกว่ากล้าหาญของผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่ง” หรือก็คือสิ่งที่ ทิชา จำกัดความว่า คือการใช้อำนาจร่วมระหว่างผู้ใหญ่และเด็ก เพื่อสร้าง “พื้นที่พิเศษ”

จุดจบของเรื่องนี้

ย้อนกลับมาที่ห้องคอนโดฯ หลังเล็กบนตึกระฟ้าที่ หยก อาศัยอยู่มาได้ 5 เดือน บุ้ง-เนติพร วัย 28 ปี นั่งทำงานแปลภาษาแบบพาร์ทไทม์อยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง ส่วน หยก ถ้าไม่อ่านหนังสือ-ไอแพด ก็จะเล่นกับแมวตัวใหญ่ที่ชอบคลอเคลียผู้คน

เนติพร ย้อนอดีตไปเมื่อช่วงต้นปี วันที่ไปเยี่ยมหยกที่สถานพินิจแล้วถูกถามว่า “หนูขอไปอยู่กับพี่บุ้งได้ไหม” แต่จากประสบการณ์ที่เธอเคยทำงานกับนักกิจกรรมเยาวชนมาหลายคน และ “ถูกด้อยค่าการต่อสู้” ทำให้เธอไม่กล้าตอบปากรับคำในทันที

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, "บุ้งอยากให้มันจบดีต่อหยก อยากให้เขาสามารถไปเรียนที่นั่นได้ เป็นสิทธิของเขา และเป็นการยืนยันกับสังคมด้วยว่า เพียงเพราะเด็กคนหนึ่งที่โดนคดี 112 หรือโดนคดีทางการเมือง ไม่ควรถูกขับออกจากโรงเรียน" เนติพร บอกบีบีซีไทย

“บุ้งไม่ต้องการให้ใครมาครหาบุ้งอีก แม้แต่นิดเดียวในเรื่องนี้ เลยคุยกับแฟนว่า เราจะดูแลหยกด้วยตนเอง ไม่ขอความช่วยเหลือใคร” สมาชิกกลุ่มทะลุวังกล่าว แต่ก็ยอมรับว่า ไม่คาดคิดว่าสถานการณ์จะยืดยาวมาถึงจุดนี้ เพราะช่วงแรกมองเพียงว่าจะดูแลจนกว่าหยกจะปลอดภัย และไม่ถูกคุกคามโดยรัฐอีก

ช่วงสอบปลายภาคของ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นาน 3 วัน ช่วงเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา เป็นการทำกิจกรรมหน้าโรงเรียนครั้งล่าสุดของหยกเพื่อขอเข้าสอบ บุ้งคอยมองหยกอยู่ห่าง ๆ แต่เมื่อใกล้เที่ยงวัน แดดยิ่งร้อน เธอห่วงสุขภาพของหยก จึงนำร่มไปกางและนั่งเป็นเพื่อนหยกอยู่พักหนึ่ง

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

เนติพร ยังยืนกรานกับบีบีซีไทยว่า การต่อสู้เพื่อ “สิทธิเข้าถึงการศึกษา” ของหยกในเตรียมพัฒน์ฯ เป็นการตัดสินใจของหยกเอง “บุ้งก็อยากให้น้องไปเรียนที่อื่นเหมือนกัน ไม่ต้องมาต่อสู้ นั่งตากแดด แต่เขาบอกว่าไม่เป็นไร เขาทำได้ ในเมื่อเขาตัดสินใจแล้ว บุ้งก็จะสนับสนุนเขา” รวมถึงการหากิจกรรมต่าง ๆ ให้หยกทำ ทั้งออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ท่องเที่ยว และล่าสุดกำลังจะชวนไปปีนเขา

บีบีซีไทยถามหยกว่า การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องการเข้าเรียนในเตรียมพัฒน์ฯ จะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน

“สุดที่ตรงไหน หยกก็ยังไม่ทราบ” เธอยอมรับ “สุดท้ายหนูก็ยังไม่รู้ว่าจะจบยังไง ก็ต้องสู้ต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยหลักการและเหตุผล”

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ผื่นแดงที่เกิดจากการตากแดดเป็นเวลานาน

“แต่หนูไม่ยอมทิ้งอนาคตกับเตรียมพัฒน์ฯ กับเรื่องการให้ได้สถานะนักเรียนหรอก หนูก็มีแผนอนาคตไว้แล้ว ยังไงหนูก็จะจบ ม.ปลาย ในอีก 4-5 ปีให้ได้ ไม่ยอมให้มันช้ากว่านี้” หยกเสริมต่อด้วยว่า หากเลือกเรียนมหาวิทยาลัยตอนนี้ เธออยากเรียนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนอาชีพในอนาคต เธอยังไม่มีเป้าหมายชัดเจน แต่ส่วนตัวสนใจการแต่งบีทเพลงแร็ป

“แล้วอยากบอกอะไรกับสังคม หรืออยากให้สังคมมองหนูแบบไหน” บีบีซีไทย ถามเป็นคำถามสุดท้าย

“ตัวหนูไม่ได้ดี เอาจริง ๆ” น.ส.หยก ตอบ “อะไรที่หนูทำไม่ดี โอเค ด่าได้ แต่อย่ามายึดติดว่า หยกต้องเป็นแบบนั้น หยกต้องเป็นแบบนี้”

“หยกคือหยก คือตัวหนูเอง คือ หยก ธนลภย์ ไม่ใช่ใครคนอื่น ไม่ใช่เด็กในอุดมคติของพวกคุณ” เธอทิ้งท้าย และเมื่อสิ้นสุดบทสัมภาษณ์ เธอก็วิ่งโผไปกอดบุ้ง และหยอกล้อกับแมวตัวอ้วนต่ออย่างร่าเริง

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix