You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เปิดเส้นทางทีมชาติอิหร่านสู่ฟุตบอลโลก ได้วีซ่านาทีสุดท้ายและต้องย้ายค่ายฝึกซ้อม
- Author, พูเรียห์ จาฟเรห์
- Published
- เวลาอ่าน: 5 นาที
เมื่ออิหร่านผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2025 น้อยคนนักจะคาดถึงความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้าได้
กว่าหนึ่งปีต่อมา การเข้าร่วมฟุตบอลโลกของทีมชาติอิหร่านได้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ซับซ้อนที่สุดของการแข่งขันในครั้งนี้ โดยอิหร่านมีกำหนดลงแข่งขันในประเทศเจ้าภาพซึ่งเป็นประเทศเดียวกับที่ดำเนินการโจมตีทางทหารร่วมกับอิสราเอลจนสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และจุดชนวนให้เกิดความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่
ภายใต้ม่านหมอกแห่งสงครามครั้งนี้ ทีมฟุตบอลอิหร่านต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย รวมถึงสถานที่ต่าง ๆ พวกเขาใช้ในระหว่างการแข่งขัน และความไม่แน่นอนว่าพวกเขาจะสามารถขอวีซ่าเข้าสหรัฐฯ ได้หรือไม่
มหากาพย์วีซ่าฟุตบอลโลกของอิหร่าน
อิหร่านเป็นหนึ่งในทีมแรก ๆ ที่ผ่านเข้ารอบการแข่งขัน ทว่าวีซ่าเข้าสหรัฐฯ ของนักเตะเพิ่งได้รับการอนุมัติเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม วีซ่าของเจ้าหน้าที่หลายคนรวมถึงเมห์ดี ทาจ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่านกลับถูกปฏิเสธ
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยกับบีบีซีว่า วีซ่าที่จำเป็นสำหรับการเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลกของอิหร่าน ในที่นี้ นักเตะและเจ้าหน้าที่สนับสนุนหลัก ได้มีการออกให้แล้ว แต่ก็เสริมว่าจะไม่อนุญาตให้ทีมอิหร่าน "ใช้ระบบนี้ในทางที่ผิด เพื่อลักลอบนำผู้ก่อการร้ายเข้าสหรัฐฯ ภายใต้ข้ออ้างเท็จ"
ขณะเดียวกัน อโบลฟาซล์ ปาซันดิเยห์ เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำเม็กซิโก ระบุว่า ทีมชาติอิหร่านได้รับแจ้งว่า ตามเงื่อนไขของวีซ่า นักเตะจะต้องเดินทางเข้าและออกจากสหรัฐฯ ในวันเดียวกับวันแข่งขัน
ก่อนหน้านี้ทีมชาติอิหร่านมีแผนตั้งฐานฝึกซ้อมที่เมืองทูซอน รัฐแอริโซนา แต่ท่ามกลางสถานการณ์สงครามอิหร่านได้ขอย้ายสถานที่ฝึกซ้อมในการแข่งขันฟุตบอลโลกจากสหรัฐฯ ไปยังเมืองติฮัวนา ประเทศเม็กซิโก โดยฟีฟ่าอนุมัติการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แล้ว
ทั้งนี้ การแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มทั้งสามนัดของอิหร่านจะจัดขึ้นในสหรัฐฯ โดยพบกับทีมชาตินิวซีแลนด์และเบลเยียมที่นครลอสแอนเจลิส และพบกับทีมชาติอียิปต์ที่เมืองซีแอตเทิล
ความตึงเครียดที่มีมามากกว่าสี่ทศวรรษ
ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ตึงเครียดต่อเนื่องมานานกว่าสี่ทศวรรษ นับตั้งแต่เหตุการยึดสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะรานและวิกฤตจับตัวประกันในปี 1979 ทั้งสองประเทศก็ได้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม ฟุตบอลมักเป็นหนึ่งในโอกาสไม่กี่ครั้งที่เปิดช่องให้ทั้งสองประเทศได้มีปฏิสัมพันธ์โดยตรง
การพบกันที่โด่งดังที่สุดเกิดขึ้นในฟุตบอลโลกปี 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่ออิหร่านเอาชนะสหรัฐฯ 2-1 ในการแข่งขันที่เต็มไปด้วยนัยทางการเมืองอย่างเข้มข้น นัดดังกล่าวถูกขนานนามโดยบางฝ่ายว่า "Mother of All Games" (หรือแปลเป็นไทยได้ว่า "มารดาแห่งเกมการแข่งขั้นทั้งปวง") จากบริบททางการเมือง และได้รับความสนใจจากทั่วโลก จนกลายเป็นหนึ่งในแมตช์ที่น่าจดจำที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก
ก่อนเริ่มการแข่งขัน นักเตะอิหร่านได้มอบดอกกุหลาบสีขาวให้กับคู่แข่งจากสหรัฐฯ เพื่อแสดงสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ ในช่วงเวลาที่ถูกมองว่ามีแต่ความขัดแย้งทางการเมือง
ทั้งสองทีมพบกันอีกครั้งในฟุตบอลโลกปี 2022 ที่ประเทศกาตาร์ โดยสหรัฐฯ เป็นฝ่ายชนะ 1-0 และผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์
ความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะพบกับสหรัฐฯ อีกครั้งในภายหลังของการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ก็ยิ่งเพิ่มความน่าจับตามอง
ภายใต้รูปแบบการแข่งขันที่ขยายเพิ่มขึ้น ทั้งสองทีมมีโอกาสเผชิญหน้ากันในรอบน็อกเอาต์ เมื่อพิจารณาจากภาวะสงครามระหว่างสองประเทศที่ได้ดำเนินมาการแข่งขันดังกล่าวจะมีความหมายมากกว่าฟุตบอลอย่างมาก
ครั้งหนึ่งฟุตบอลเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีของอิหร่าน แต่ตอนนี้อาจเป็นเช่นนั้น
ท่ามกลางปัญหาด้านการเดินทาง ความสัมพันธ์ระหว่างทีมชาติฟุตบอลกับประชาชนอิหร่านบางส่วน ดูจะมีความซับซ้อนมากกว่าการแข่งขันครั้งก่อน ๆ
โดยปกติแล้ว ทีมชาติถือเป็นหนึ่งในไม่กี่สถาบันที่สามารถสร้างการสนับสนุนจากผู้คนข้ามความแตกต่างทางการเมืองและสังคมได้ ในฟุตบอลโลกปี 2014 และ 2018 ทีมได้รับแรงสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากแฟนบอลทุกกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวเปลี่ยนไปก่อนฟุตบอลโลกปี 2022 ที่กาตาร์ ซึ่งจัดขึ้นหลังการเสียชีวิตของมาห์ซา อามินี ระหว่างถูกควบคุมตัวโดยตำรวจ ระหว่างนั้นเกิดการประท้วงทั่วประเทศและทางการก็ปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างรุนแรง
ทีมชาติอิหร่านจึงตกอยู่ท่ามกลางการถกเถียงทางการเมือง โดยชาวอิหร่านบางส่วนคาดหวังให้นักเตะแสดงจุดยืนเคียงข้างผู้ประท้วง ขณะที่อีกฝ่ายยืนยันว่าฟุตบอลควรแยกออกจากการเมือง
ฟุตบอลโลก 2026 จัดขึ้นเพียงหกเดือนหลังการปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ในอิหร่าน ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่ามีผู้เสียชีวิตนับพันคน
แฟนบอลบางส่วนยังคงมองว่าทีมชาติเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจ ไม่ว่าจะมีบริบททางการเมืองอย่างไร ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเริ่มวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น โดยเห็นว่าทีมมีความใกล้ชิดกับสถาบันของรัฐมากเกินไป และไม่ควรถูกมองแยกออกจากโครงสร้างทางการเมืองของประเทศ
อย่างไรก็ดี นั่นไม่ได้หมายความว่ากระแสการสนับสนุนทีมชาติอิหร่านได้หายไป ฟุตบอลยังคงเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศ และคาดว่าจะมีผู้คนหลายล้านคนยังคงรอติดตามผลงานของทีมในทวีปอเมริกาเหนือ
อย่างไรก็ตาม ขณะที่อิหร่านเตรียมลงแข่งขันฟุตบอลโลกอีกครั้ง ระดับความเห็นพ้องต้องกันของคนในชาติที่เคยมีต่อการแข่งขันสำคัญเช่นนี้ ดูจะไม่เป็นที่แน่นอนเท่าในอดีต
ในสนามแข่งขัน อิหร่านหวังจะทำสิ่งที่ไม่เคยทำได้มาก่อน
แม้จะผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกมาแล้วถึงเจ็ดครั้ง แต่พวกเขาไม่เคยผ่านรอบแบ่งกลุ่มได้เลย โดยรูปแบบการแข่งขันที่ขยายเป็น 48 ทีมเปิดโอกาสใหม่ ๆ และอิหร่านจะมองว่าการเข้าถึงรอบน็อกเอาต์เป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้
อย่างไรก็ดี ฟุตบอลจะยังคงเป็นประเด็นหลักหรือไม่นั้น เป็นอีกคำถามหนึ่ง
การแข่งขันฟุตบอลโลกมักสะท้อนบริบททางการเมืองของแต่ละยุคสมัย เป็นเรื่องยากที่จะนึกถึงทีมใดที่เข้าร่วมการแข่งขันภายใต้สถานการณ์ที่มีปัจจัยผสมผสานกันเช่นนี้ ทั้งความโดดเดี่ยวทางการทูต ความตึงเครียดทางทหาร ความไม่แน่นอนเรื่องวีซ่า และความเห็นแตกแยกทางการเมืองในหมู่ผู้สนับสนุนของตนเอง