เหตุลอบยิงนายกฯ สโลวาเกียแบบเฉียดตาย เรารู้อะไรแล้วบ้าง

ที่มาของภาพ, Reuters
นายโรเบิร์ต ฟิโก นายกรัฐมนตรีสโลวาเกีย พ้นขีดอันตรายแล้ว หลังจากถูกมือปืนพยายามลอบสังหาร ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมของคณะรัฐมนตรีในเมืองฮันด์โลวาของสโลวาเกีย โดยรัฐมนตรีมหาดไทย ระบุว่าเป็นความพยายามลอบสังหารด้วยเหตุจูงใจทางการเมืองอย่างชัดเจน
นายกรัฐมนตรีสโลวาเกีย ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเร่งนำตัวขึ้นรถ หลังจากถูกลอบยิงอย่างกระชั้นชิดถึง 5 นัด เมื่อช่วงบ่ายวันพุธที่ผ่านมา ขณะที่มือปืนผู้ก่อเหตุถูกจับตัวได้ทันทีในที่เกิดเหตุ
หลังจากเข้ารับการผ่าตัดเป็นเวลา 3 ชั่วโมง นายโธมัส ทาราบา รองนายกรัฐมนตรีสโลวาเกีย เปิดเผยกับรายการบีบีซี นิวส์อาวร์ (BBC Newshour) ว่า นายฟิโก ได้พ้นขีดอันตรายแล้ว และการผ่าตัดเป็นไปได้ด้วยดี และให้ข้อมูลด้วยว่า นายฟิโก ถูกยิงในระยะกระชั้นชิด โดยกระสุนนัดหนึ่งได้เจาะเข้าที่ช่องท้อง ส่วนอีกนัดโดนบริเวณกระดูกข้อต่อ
ส่วนตัวผู้ก่อเหตุ ตำรวจยังไม่ยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เป็นชายวัย 71 ปี ซึ่งเป็นนักเขียนและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง
รายงานข่าวของสื่อท้องถิ่น ยังเปิดเผยวิดีโอของผู้ต้องสงสัยรายนี้ว่า เขาเคยแสดงความไม่เห็นด้วยต่อนโยบายของรัฐบาลและจุดยืนต่อการปิดสื่อของรัฐ อย่างไรก็ตาม บีบีซีไม่สามารถยืนยันได้ว่า ชายในวิดีโอดังกล่าว เป็นผู้ก่อเหตุลอบยิงที่ถูกจับกุมในที่เกิดเหตุหรือไม่
ในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซี รองนายกรัฐมนตรี ทาราบา ได้กล่าวโทษ "การแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ" ของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ว่ามีส่วนทำให้เกิดเหตุการณ์ลอบยิง
"นายกฯ ของเรา กล่าวมาหลายครั้งในอดีตที่ผ่านมาว่า เขาหวั่นกลัวว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้น" รองนายกฯ สโลวาเกียกล่าว โดยระบุว่า นายฟิโก เคยเตือนว่า วิธีที่รัฐบาลโดนโจมตีด้วยข้อมูลที่เป็นเท็จอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาที่เดือดพล่านจากผู้คนและนำมาสู่เหตุการณ์เช่นนี้

ที่มาของภาพ, Reuters
ด้าน มาตุส ซูทาจ เอสโตกา รัฐมนตรีมหาดไทยของสโลวาเกีย อธิบายว่านี่เป็นความพยายามลอบสังหารที่มีแรงจูงใจทางการเมือง
เขากล่าวหาสื่อด้วยว่าเป็นตัวสร้างบรรยากาศที่นำไปสู่การลอบสังหารนายฟิโก และกล่าวกับสื่อระหว่างแถลงข่าวว่า "พวกคุณหลายคนเป็นผู้หว่านความเกลียดชังนี้" พร้อมบอกว่า มาตรการรักษาความปลอดภัยจะถูกนำมาใช้กับเจ้าหน้าที่รัฐตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกลุ่มที่อาจตกเป็นเป้าของการโจมตีในลักษณะนี้ อย่างสื่อมวลชนและบุคคลสาธารณะด้วย
ความพยายามลอบสังหารนายกรัฐมนตรีสโลวาเกียเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่รัฐสภากำลังหารือข้อเสนอของรัฐบาลที่จะปิดสถานีโทรทัศน์สาธารณะอาร์ทีวีเอส ซึ่งมีชาวสโลวาเกียหลายพันคนออกมาประท้วงต่อต้านเรื่องนี้ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยการชุมนุมประท้วงที่นำโดยฝ่ายค้านได้ยุติลงไปหลังจากเกิดเหตุลอบยิงในวันเดียวกัน
ซูซานา คาปูโตวา ประธานาธิบดีสโลวาเกีย ที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่ง ระบุว่า "สิ่งที่ร้ายแรงอย่างมากได้เกิดขึ้น โดยที่พวกเรายังไม่ทันรู้เลยด้วยซ้ำ"
"โวหารที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังที่พวกเราต่างเห็นในสังคม นำไปสู่การกระทำที่แสดงถึงความเกลียดชัง" ประธานาธิบดีหญิงกล่าว และระบุว่า “การโจมตี (นายฟิโก) เป็นการโจมตีต่อประชาธิปไตย”

ที่มาของภาพ, reuters
นายฟิโก กลับขึ้นสู่อำนาจหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือน ก.ย.ปี 2023 ในฐานะผู้นำพรรคร่วมรัฐบาลประชานิยมและชาตินิยม การดำรงตำแหน่งของเขาในช่วงระยะเวลาไม่กี่เดือนแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองอย่างชัดเจน และในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา เขาได้ยุติการให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครน ขณะที่เมื่อเดือน เม.ย. เขาได้พยายามผลักดันแผนการปิดสถานีโทรทัศน์สาธารณะ
เปิดประวัตินายกฯ สโลวาเกีย
ด้วยความสามารถของนายฟิโกในการสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ทำให้เขาสามารถขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในการเมืองสโลวาเกียได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การหลุดออกจากอำนาจครั้งล่าสุดของเขาเกิดขึ้นเมื่อปี 2018 หลังเกิดการประท้วงอย่างกว้างขวางกดดันให้เขาลาออก จากเหตุฆาตกรรมนักข่าวสืบสวนสอบสวนที่ชื่อว่า แจน คูเซียก และคู่หมั้นของเขา
เมื่ออำนาจเปลี่ยนผ่านไปสู่ประธานาธิบดีอันเดรย์ กิสกา ซึ่งเป็นหนึ่งในศัตรูทางการเมืองของนายฟิโกในขณะนั้น เขาสาบานว่าจะกลับมาสู่การเมืองอีกครั้ง "ผมจะไม่ไปไหน ไม่ต้องกังวล" เขากล่าว และเขาก็พูดถูก
หลังจากหลุดออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน และกลายเป็นเพียงนายกรัฐมนตรีด้วยการสนับสนุนของนายปีเตอร์ เปลเลกรินี ผู้สนับสนุนพรรคของเขา ดูเหมือนว่านายฟิโกจะมุ่งหน้าสู่หนทางที่ยากลำบากทางการเมือง เพราะหลังจากพรรคเสมอร์ พรรคการเมืองฝ่ายซ้ายแพ้การเลือกตั้ง เปลเลกรินี ก็ทิ้งนายฟิโก ไปก่อตั้งพรรคซ้ายกลางพรรคใหม่ที่ชื่อว่า "ฮลาส"

ที่มาของภาพ, reuters
วิกฤตโควิด เป็นโอกาสอันดีของนายฟิโก เขาเริ่มปรากฏตัวในการเดินขบวนประท้วงของมวลชนเพื่อต่อต้านมาตรการที่จำกัดการใช้ชีวิตของประชาชนในช่วงโรคระบาด การประท้วงได้ทวีความไร้ระเบียบจนยากที่จะควบคุมได้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยนายฟิโกยืนเป็นหัวหอกปลุกระดมมวลชนจนกระทั่งโดนจับกุม
แต่หลังจากโควิดผ่านพ้นไป เขาได้หาเหตุใหม่ นั่นก็คือ เรื่องยูเครน
การเลือกตั้งเมื่อเดือน ก.ย. 2023 เขาได้รับชัยชนะ บางส่วนเป็นเพราะว่าเขาได้ให้คำมั่นว่า "จะไม่มีการส่งกระสุนไปยังกรุงเคียฟอีกต่อไป" พร้อมสัญญาว่าจะยกเลิกนโยบายของรัฐบาลสโลวาเกียก่อนหน้านี้ที่สนับสนุนอาวุธให้กับยูเครน ไม่ว่าจะเป็น กระสุนปืนใหญ่ อาวุธหนัก หรือเครื่องบินรบ
ในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งครบรอบสองปีของสงครามยูเครนและรัสเซีย นายฟิโก ได้เน้นย้ำจุดยืนของเขาในการต่อต้านนโยบายการมอบอาวุธให้ยูเครนของรัฐบาลชาติตะวันตก
นายฟิโกกล่าวตอนนั้นว่า ความขัดแย้งไม่ได้แก้ไขได้ด้วยวิธีทางการทหาร และการส่งอาวุธไปให้ยูเครนเป็นเพียงแค่การไปถมเติมหลุมฝังศพให้กับยูเครนเท่านั้น
เขาบอกด้วยว่า รัสเซียจะไม่มีวันละทิ้งแคว้นไครเมียหรือบางส่วนของภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออก ที่ได้ยึดครองมา และรัฐบาลกรุงเคียฟควรวางอาวุธและฟ้องร้องเพื่อสันติภาพแทน
นายฟิโกกล่าวด้วยว่า ชาติตะวันตกทำให้นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย"กลายเป็นปีศาจร้าย"

ที่มาของภาพ, reuters
นอกจากนี้ระหว่างการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมา 6 เดือน เขาและพรรคร่วมรัฐบาลได้ดำเนินการด้วยวิธีการรุนแรงต่อสถาบันต่าง ๆ ของสโลวาเกีย ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ด้วยการยกเลิกสำนักงานอัยการพิเศษที่ตั้งขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้วเพื่อสอบสวนเหตุอาชญากรรมร้ายแรงและคดีทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งองค์กรนี้ เป็นองค์กรที่สอบสวนเหตุฆาตกรรมนักข่าวสืบสวน แจน คูเซียก ที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 6 ปี และการพิพากษาคดีก็ยังอยู่อีกห่างไกล
และกรณีล่าสุด คือ การปิดสถานีโทรทัศน์ของรัฐที่ชื่อว่า "อาร์ทีวีเอส" โดยเขามีแผนจะปิดสถานีในเดือน มิ.ย.นี้ และจะแทนที่ด้วยสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่และผู้อำนวยการคนใหม่
นายฟิโก ระบุว่า สถานีโทรทัศน์อาร์ทีวีเอส ไม่สามารถดำรงความเป็นกลางได้ เพราะมีความขัดแย้งอย่างถาวรกับรัฐบาลของเขา และด้วยสถานการณ์ที่ "ไม่ยั่งยืน" ของเขา จะแก้ไขเรื่องนี้ได้ก็ด้วยการมีสถานีโทรทัศน์อื่นมาแทนที่เท่านั้น































