ศาลชลบุรียกฟ้อง คดีสุชาติ ชมกลิ่น ฟ้อง หมิ่นประมาท บก.เดอะอีสานเรคคอร์ด ปมรายงานข่าวเก็บเบอร์รี่

    • Author, วศินี พบูประภาพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 8 นาที

ศาลจังหวัดชลบุรีมีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่นายสุชาติ ชมกลิ่น อดีต รมว.แรงงาน ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยื่นฟ้องหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ต่อนายโกวิท โพธิสาร บรรณาธิการเนื้อหาของสำนักข่าวเดอะอีสานเรคคอร์ด (The Isaan Record)

นี่เป็นคำพิพากษาในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง หลังจากที่ศาลไต่สวนพยานไปเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา

นายสุชาติ ชมกลิ่น ฟ้องนายโกวิท โพธิสาร บรรณาธิการเนื้อหาของสำนักข่าวเดียวกันในข้อหาหมิ่นประมาทจากเหตุที่เขาแชร์โพสต์ของ น.ส.หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหารสำนักข่าวเดอะอีสานเรคคอร์ด โดยเพิ่มเติมข้อความพร้อมระบุว่าสื่อของตนเป็นสำนักข่าวระหว่างประเทศไม่ใช่ท้องถิ่น และชี้ว่าแนวคิดสื่อแบบเดิมไม่สอดคล้องยุคอินเทอร์เน็ต เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2569 โดยนายสุชาติเรียกร้องค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 1 ล้านบาท

คำพิพากษาที่เผยแพร่โดยทนายฝ่ายจำเลยระบุว่า การที่จำเลยระบุชื่อโจทก์ (นายสุชาติ) ในโพสต์นั้น เป็นเพราะขณะนั้นโจทก์ดำรงตำแหน่ง รมว.แรงงาน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาชนและผู้เสียหาย

ศาลพิเคราะห์ว่าข้อความดังกล่าวไม่ใช่การใส่ความหรือยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้รับสินบน แต่เป็นการนำเสนอเนื้อหาข่าวและตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น

คำพิพากษาที่บีบีซีไทยได้รับจากทนายความฝ่ายจำเลยเขียนว่า "...สืบเนื่องมาจากการที่โจทก์เสนอตัวต่อประชาชนให้เลือกตน อันเป็นการแสดงว่าตนเป็นคนดี... จำเลยในฐานะสื่อมวลชนจึงมีความชอบธรรมที่จะเปิดเผยให้ประชาชนทราบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์"

นอกจากนี้เอกสารระบุด้วยว่า พยานฝ่ายโจทก์ยังเบิกความยอมรับในศาลว่าประเด็นแรงงานไทยไปเก็บเบอร์รี่ป่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ ศาลจึงเชื่อว่าจำเลยไม่มีเจตนากลั่นแกล้ง แต่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงแทนประชาชน จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา คดีของโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

ก่อนหน้าคดีของนายโกวิท นายสุชาติได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีต่อ น.ส.หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหารสำนักข่าวเดอะอีสานเรคคอร์ด ในข้อหาหมิ่นประมาท จากการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2569 ว่านายสุชาติถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ (DSI) กล่าวหาว่ารับสินบน 36 ล้านบาทจากบริษัทเบอร์รี่ฟินแลนด์

เขาเรียกร้องค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 50 ล้านบาท แต่ต่อมาคดีนี้ได้มีการถอนฟ้องโดยระบุว่า "เนื่องจากโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไป"

ข้อกล่าวหาของดีเอสไอ

การฟ้องร้องครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการนำเสนอข่าวของสำนักข่าวเดอะ อีสานเรคคอร์ดที่อ้างอิงข้อมูลการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ เรื่องข้อกล่าวหาว่านายสุชาติเรียกรับสินบนในกระบวนการส่งแรงงานไทยไปเก็บผลไม้ป่าที่ประเทศฟินแลนด์

สำนักข่าวเดอะอีสานเรคคอร์ดได้ติดตามรายงานข่าวกรณีแรงงานเบอร์รี่อย่างต่อเนื่อง และผลิตภาพยนตร์สารคดีเรื่อง "Blood Berries" (หมากไม้) ซึ่งได้รับรางวัลภาพยนตร์สารคดีสิทธิมนุษยชนยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์ Montreal Women Film Festival ประเทศแคนาดา

เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2569 เดอะอีสานเรคคอร์ดได้รายงานข่าวโดยอ้างอิงสำนวนคดีของดีเอสไอ ซึ่งระบุว่ามีการกล่าวหาอดีตนักการเมือง 2 คน และอดีตข้าราชการระดับสูงกระทรวงแรงงาน 2 คน ฐานความผิดต่อหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 และ 157 จากการเรียกรับเงินบริษัทเอกชนในฟินแลนด์

ข้อมูลจากดีเอสไอระบุว่า ในช่วงปี 2563-2566 มีแรงงานไทยประมาณ 12,000 คน ถูกเรียกเก็บเงินค่าดำเนินการเพิ่มเติมคนละ 3,000 บาท ก่อนมีการต่อรองเหลือ 2,000 บาท นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายจริง คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 36 ล้านบาท โดยดีเอสไอได้ส่งสำนวนคดีดังกล่าวไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อดำเนินการต่อไป

นอกจากนี้ รายงานข่าวของอีสานเรคคอร์ดยังอ้างถึงสำนักข่าว Yle ของฟินแลนด์ ที่ระบุว่าอัยการสูงสุดฟินแลนด์มีข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่กรมจัดหางานไทยต้องสงสัยว่าเรียกรับสินบนจากบริษัทฟินแลนด์ในช่วงเวลาดังกล่าว

หลังการไต่สวนพยานในเดือน พ.ค. 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโดยได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าไม่เคยกระทำความผิดอาญารับสินบนจำนวน 36 ล้านบาท และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์แต่อย่างใด

เขายังระบุว่าเรื่องราวของสารคดีเบอร์รี่เลือดเป็น "นิยายน้ำเน่า ไร้สาระ" และเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บผลไม้เบอร์รี่ที่ประเทศฟินแลนด์

ก่อนหน้านี้ นายสุชาติได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของดีเอสไอ 3 ราย ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบจากการจัดแถลงข่าวเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่าไม่เคยถูกเรียกไปให้ปากคำและถือเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง

สุชาติยื่นฟ้องบรรณาธิการบริหารเดอะอีสานเรคคอร์ด

เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2569 น.ส.หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหารเดอะอีสานเรคคอร์ดได้รับหมายศาลอาญา ลงวันที่ 27 ก.พ. 2569

คำฟ้องระบุว่านายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.หทัยรัตน์ ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 326, 328 และความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2561 มาตรา 8, 73 และ 159 พร้อมเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเป็นเงิน 50 ล้านบาท

ค่าเสียหายจำแนกเป็นความเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติยศ 20 ล้านบาท ค่าเสียหายแก่หน้าที่การงาน 15 ล้านบาท และความเสียหายอันทำให้ได้รับความอับอาย 15 ล้านบาท

คำฟ้องระบุถึงโพสต์เฟซบุ๊กของ น.ส.หทัยรัตน์ในวันที่ 10 ก.พ. 2569 ที่มีการแชร์ลิงก์ข่าว "เปิดหลักฐานนักการเมืองรับสินบน บ.เบอร์รี่ฟินแลนด์" ซึ่งโจทก์อ้างว่าข้อความดังกล่าวทำให้วิญญูชนทั่วไปเข้าใจและเชื่อได้ว่านักการเมืองไทยที่กล่าวถึงคือโจทก์หรือนายสุชาติ และทำให้บุคคลอื่นเชื่อว่าโจทก์ได้กระทำความผิดฐานรับสินบนและค้ามนุษย์ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 มี.ค. นายสุชาติให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าเขาได้มอบทนายถอนฟ้องต่อ น.ส.หทัยรัตน์ โดยระบุไม่เคยอยากฟ้องสื่อ และเห็นว่าเป็นการเสนอข่าวตามขั้นตอนจึงยุติคดี โดยเอกสารถอนฟ้องลงวันที่ 23 มี.ค. และศาลจำหน่ายคดีแล้ว

การยื่นฟ้องบรรณาธิการเนื้อหาในเวลาต่อมา

ต่อมาในวันที่ 29 มี.ค. นายโกวิท โพธิสาร บรรณาธิการเนื้อหาสำนักข่าวเดอะอีสานเรคคอร์ด ได้รับหมายศาลจากศาลจังหวัดชลบุรี ลงวันที่ 20 ก.พ. 2569

นายสุชาติเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโกวิทในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และ 328 พร้อมเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 1 ล้านบาท โดยคำฟ้องระบุว่านายโกวิทได้แชร์โพสต์เฟซบุ๊กของ น.ส.หทัยรัตน์ พร้อมเขียนข้อความบนโพสต์ที่แชร์โพสต์ของ น.ส.หทัยรัตน์ ดังกล่าว

โจทก์อ้างว่าการโพสต์ข้อความดังกล่าวเป็นการใส่ความ ทำให้ตนได้รับความเสียหาย อับอาย และได้รับความทุกข์ทรมานทางจิตใจอย่างร้ายแรง โดยศาลจังหวัดชลบุรีได้เปิดการไต่สวนมูลฟ้องคดีของนายโกวิทไปแล้วเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา

ทนายความฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกเอกสารจากดีเอสไอและ ป.ป.ช. เพื่อใช้ยืนยันว่าข้อความที่จำเลยแชร์ไม่ได้เป็นเท็จ ทว่าศาลมีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่าคดีนี้เป็นการฟ้องเฉพาะข้อหาหมิ่นประมาท มิใช่คดีนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เอกสารดังกล่าวจึงยังไม่จำเป็นในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง

ข้อพิพาทเรื่องการรายงานข่าวในชั้นศาล

ภายหลังการไต่สวนมูลฟ้องคดีของนายโกวิท สำนักข่าวเดอะอีสานเรคคอร์ดและศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR) ได้รายงานข่าวระบุว่า ทนายความผู้รับมอบอำนาจของนายสุชาติได้เบิกความยอมรับในศาลว่าโจทก์มีคดีเรื่องรับสินบนอยู่ที่ ป.ป.ช. และดีเอสไอจริง

วันที่ 23 พ.ค. นายสุชาติได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่ารายงานข่าวดังกล่าวเป็นการบิดเบือนคำเบิกความและปั่นป่วนข้อเท็จจริงเพื่อมุ่งโจมตีทางการเมือง โดยระบุว่าพยานเพียงแต่ตอบคำถามค้านและอธิบายคำถาม โดยไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงแต่อย่างใด

นายสุชาติระบุว่าจะมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดชลบุรี เพื่อให้ไต่สวนว่าเพจศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและสำนักข่าวเดอะอีสานเรคคอร์ดกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ จากการนำถ้อยคำเบิกความไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

วันที่ 26 พ.ค. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนออกแถลงการณ์ยืนยันว่า การรายงานข่าวดังกล่าวเป็นการรายงานความจริงที่เกิดขึ้นในห้องพิจารณาคดีอย่างสุจริต ตามหลัก "การพิจารณาคดีโดยเปิดเผย" (Public Trial) โดยไม่มีการกระทำที่ขัดขวางความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล และระบุว่าการร้องต่อศาลให้ไต่สวนในข้อหาละเมิดอำนาจศาล เป็นกระบวนการใช้กฎหมายเพื่อสร้างภาระ ข่มขู่ และสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวซึ่งเป็นลักษณะของการฟ้องคดีปิดปาก (SLAPP)

การตอบสนองจากองค์กรและภาคส่วนต่าง ๆ

เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมา น.ส.หทัยรัตน์ได้เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ของวุฒิสภาและตัวแทน สส. ที่รัฐสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบนักการเมืองที่ใช้อำนาจแทรกแซงสิทธิเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ได้มีหนังสือตอบกลับระบุว่าได้ยุติการพิจารณาเรื่องร้องเรียนเนื่องจากคดีอยู่ในศาล แต่ได้มอบหมายให้นำข้อมูลไปรวบรวมในคณะอนุกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องมาตรการป้องกันการฟ้องคดีปิดปาก (Anti-SLAPPs)

สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดขอนแก่นได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 30 มี.ค. เรียกร้องให้นายสุชาติหยุดการฟ้องคดีปิดปาก โดยระบุว่าบุคคลสาธารณะต้องพร้อมรับการตรวจสอบ

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 1 เม.ย. แสดงความกังวลในการฟ้องร้องสื่อมวลชนทั้งสองราย โดยระบุว่าเป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก และเรียกร้องให้มีการออกกฎหมายป้องกันการฟ้องคดีปิดปาก (Anti-SLAPP)

ขณะที่องค์กรระหว่างประเทศ ฮิวแมนไรต์วอทช์ (Human Rights Watch) และคณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว (Committee to Protect Journalists - CPJ) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 9 เม.ย. และ วันที่ 18 พ.ค. เรียกร้องให้นายสุชาติถอนฟ้องคดีอาญาทั้งหมด โดยคณะกรรมการคุ้มครองนักข่าวได้ออกเรียกร้องให้ทางการไทยเสริมสร้างการคุ้มครองการฟ้องคดีปิดปาก

นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความฝ่ายจำเลย เปิดเผยว่า เนื้อหาการวินิจฉัยของศาลมีความสอดคล้องกับคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับคดีฟ้องปิดปากที่ออกเมื่อเดือน พ.ค. นายนรเศรษฐ์ ให้ความเป็นว่า "ต่อไปมันไม่ใช่เรื่องง่ายแล้วที่จะฟ้องเพื่อปิดปาก เพราะว่าตอนนี้ศาลได้ลงมาตรวจสอบในเนื้อหาของคดีอย่างเข้มข้นแล้ว"

สำหรับ "คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569" ได้ถูกประกาศผ่านราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 พ.ค. แนวทางดังกล่าวระบุถึงการป้องกันการใช้ศาลกลั่นแกล้งหรือจำกัดเสรีภาพ โดยระบุว่าหากการฟ้องเกี่ยวข้องกับการแสดงความเห็น ปกป้องสิทธิ หรือเปิดเผยทุจริต อาจเข้าข่ายไม่สุจริต และศาลมีอำนาจยกฟ้องหรือไม่รับฟ้องตามเห็นสมควร

ทางทีมทนายความและจำเลยเตรียมนำคำพิพากษาฉบับนี้ไปผลักดันเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมเกี่ยวกับการฟ้องคดีเพื่อปิดปากต่อไป

ขณะที่โกวิท โพธิสาร ระบุว่าผลคดี "ทำให้สบายใจ และใช้ชีวิตง่ายขึ้น" พร้อมชี้ว่าคำตัดสินไม่ใช่เพียงชัยชนะส่วนบุคคล แต่มีนัยต่อสาธารณะโดย เป็นธงให้สื่อมวลชนเห็นว่าการทำหน้าที่ตามวิชาชีพได้รับการคุ้มครอง และเป็นหลักพิงให้ประชาชนที่เรียกร้องสิทธิ ท่ามกลางความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้อง

นอกจากนี้ เขาระบุว่ายังการตัดสินใจของศาล "ทำให้กระบวนการยุติธรรมมีความหมายต่อสังคม ไม่กลายเป็นเครื่องมือให้ผู้มีอำนาจหรือมีอิทธิพล ใช้กลไกทางศาลกลั่นแกล้งผู้อื่นผ่านการฟ้องปิดปากอีกต่อไป"