ส่องวิบากกรรมเด็กนักเรียนในยูเครน ที่ต้องเรียนหนังสือกลางภัยสงครามจากรัสเซีย

สงครามจากรัสเซียได้ขัดขวางและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเรียนของนักเรียนในยูเครน

ที่มาของภาพ, REUTERS

คำบรรยายภาพ, สงครามกับรัสเซียขัดขวางการเรียนของเด็ก ๆ ในยูเครน
    • Author, วิตาลี เชฟเชนโก
    • Role, บีบีซี มอนิเตอริ่ง
  • Published

เหตุการณ์ที่รัสเซียใช้โดรนกามิกาเซโจมตีพื้นที่ทางตอนเหนือของของยูเครนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตและรูปแบบการเรียนการสอนของในเมืองรอมนี รวมถึงครอบครัวของ "เทเทียนา โปรโกเพนโก" ซึ่งเป็นครูใหญ่ในเมืองนี้

ก่อนที่เธอจะไปทำงานเมื่อวันพุธที่แล้ว (30 ส.ค.) โปรโกเพนโก บอกสามีของเธอว่า ต้องจัดประชุมเตรียมตัวสำหรับการเปิดภาคการศึกษาใหม่ แต่นั่นกลับกลายเป็นถ้อยคำสุดท้ายของเธอ เพราะในเช้าวันนั้น โดรนกามิกาเซของรัสเซียได้ถล่มที่โรงเรียนของเธอจนพังราบเป็นหน้ากลอง

คาดเธอเสียชีวิตในเวลาเดียวกันกับผู้ช่วย เลขานุการ และบรรณารักษ์ห้องสมุด ในเหตุโจมตีที่เกิดขึ้นราวหลังเวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

"เธอเป็นคนมุ่งมั่นในการสอน มันคือชีวิตของเธอ เธอทำงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยทุ่มเททั้งวันทั้งคืน" วาเลรี ผู้เป็นสามี กล่าวทั้งน้ำตา

โปรโคเพนโก เสียชีวิตในเหตุโดรนรัสเซียโจมตีโรงเรียนของเธอ
คำบรรยายภาพ, โปรโกเพนโก เสียชีวิตในเหตุโดรนรัสเซียโจมตีโรงเรียนของเธอ

การโจมตีทางอากาศจากกองทัพรัสเซียถือเป็นภัยคุกคามต่อบรรดาคุณครู เด็กนักเรียน และผู้ปกครอง นับแต่เปิดภาคเรียนใหม่เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา

ข้อมูลจากทางการยูเครนระบุว่า มีสถานศึกษาถูกทำลายมากกว่า 360 แห่ง เสียหายอีกมากกว่า 3,000 แห่ง ระหว่างสงครามรัสเซีย-ยูเครน

ฝ่ายรัสเซียและแอมเนสตี อินเตอร์เนชันแนล กล่าวหายูเครนว่า ได้ตั้งฐานทัพทหารภายในโรงเรียน แต่รัฐบาลยูเครนอธิบายว่า คำกล่าวอ้างเหล่านั้น เป็นข้อมูลเท็จและเป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณาชวนเชื่อ

"ผมสาบานว่า ไม่มีกองกำลังทหารที่นั่น" วาเลรี กล่าวถึงโรงเรียนในรอมนี ที่ซึ่งภรรยาของเขาเสียชีวิต

เปลี่ยนสถานีรถไฟใต้ดินเป็นห้องเรียน

นักเรียนหลายคนพยายามหาวิธีเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยสงคราม เช่น เลือกเรียนทางไกลแทน

แต่ท้ายสุด อำนาจตัดสินใจขึ้นอยู่กับทางการท้อนถิ่นในแต่ละพื้นที่ ว่าจะให้เรียนทางไกลจากบ้าน หรือต้องเข้าห้องเรียน รวมถึงว่า โรงเรียนจะมีหลุมหลบภัยระเบิดหรือไม่

ยกตัวอย่าง โรงเรียนในนครคาร์คิฟ เมืองใหญ่สุดอันดับ 2 ของยูเครน ซึ่งอยู่ใกล้กับชายแดนรัสเซีย และเป็นเป้าโจมตีอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ต้องดำเนินการเรียนการสอนแบบทางไกลทั้งหมด

ในเมืองคาร์คิฟ การเรียนการสอนต้องทำให้ห้องเรียนที่ดัดแปลงจากสถานีรถไฟใต้ดิน เพื่อป้องกันภัยจากการโจมตีทางอากาศ

ที่มาของภาพ, HANDOUT

คำบรรยายภาพ, ในเมืองคาร์คิฟ การเรียนการสอนต้องทำให้ห้องเรียนที่ดัดแปลงจากสถานีรถไฟใต้ดิน เพื่อป้องกันภัยจากการโจมตีทางอากาศ

ทางการยูเครนได้ตัดสินใจสร้างห้องเรียน 60 แห่ง ในพื้นที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน รองรับจำนวนนักเรียนได้ 1,000 คน เพื่อความปลอดภัย

แอนดรี สตาชคิฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บอกกับบีบีซีว่า หนึ่งในหกของโรงเรียนในยูเครนกำลังจะเข้าสู่การเรียนการสอนทางไกล แต่ก็เป็นจำนวนน้อยกว่า 1 ใน 3 ของปีที่แล้ว

หลักสูตรกลางสงครามเป็นอย่างไร

มีรายงานว่า มีเด็กนักเรียนราว 80,000 คน ที่ต้องเรียนหนังสือในดินแดนของยูเครน ที่ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของรัสเซีย

"นี่ถือเป็นความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่สำหรับพวกเรา และเป็นอันตรายสำหรับพวกเขา เพราะว่ากลุ่มผู้ยึดครองสามารถคุกคามนักเรียนและผู้ปกครอง หากพบว่าพวกเขายังเรียนหนังสือในโรงเรียนของยูเครน นี่จึงเป็นประเด็นละเอียดอ่อน โรงเรียนต่าง ๆ จึงต้องช่วยปกปิดว่าพวกเขาไม่ใช่นักเรียน ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะได้รับอันตรายทั้งต่อชีวิตและสุขภาพ" นายสตาชคิฟ กล่าว

ดังนั้น หลักสูตรการศึกษาในปัจจุบันจำต้องได้รับการดัดแปลงให้เข้ากับสภาวะสงคราม รวมถึงการเรียนรู้เพื่อรับมือกับระเบิดก็กลายเป็นวิชาภาคบังคับ

วิชาดังกล่าวได้รับการดัดแปลงให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น ด้วยการใช้เจ้าสุนัขดมกลิ่นกับระเบิด ขวัญใจชาวยูเครนที่ชื่อ "พาทรอน" มันเป็นตัวการ์ตูนให้การศึกษาเกี่ยวกับอันตรายที่เกิดขึ้นจากยุทโธปกรณ์ที่ยังไม่ระเบิด

เลเซีย ยูร์ชิสิน ครูในกรุงเคียฟ บอกบีบีซีว่า ภาพของเจ้าสุนัขพันธุ์แจ็ครัสเซลล์ เทอร์เรีย ช่วยส่งผลเชิงจิตวิทยาในการสร้างบรรยากาศในการเรียน รวมทั้งความปลอดภัยทางจิตใจอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็ก ๆ ชาวยูเครนต้องการ

ส่วนประกอบในหลักสูตรอย่างอื่นที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงในห้วงเวลาสงครามกับรัสเซียคือ กระทรวงศึกษาธิการยูเครนได้ถอดนักเขียนชาวรัสเซียออกไปจำนวนมากจากบทเรียน

โรงเรียนนับร้อยแห่งถูกทำลายล้างโดยสิ้นเชิง

ที่มาของภาพ, REUTERS

คำบรรยายภาพ, โรงเรียนนับร้อยแห่งถูกทำลายล้างโดยสิ้นเชิง

ผลพวงจากสงครามที่ขัดขวางการเรียนการสอน ส่งผลร้ายแรงต่อคุณภาพการศึกษาในยูเครน โดย องค์การยูนิเซฟ ของสหประชาชาติระบุว่า เด็กชาวยูเครนกำลังแสดงถึงสัญญาณของ "ภาวะการเรียนรู้ที่ถดถอย"

เรจินา เดอ โดมินิซิส ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคยุโรป และเอเชียกลาง ของยูนิเซฟ ระบุว่า การโจมตีสถานศึกษาในยูเครนยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง "ทิ้งให้เด็กนักเรียนต้องตกอยู่ภายในภาวะเครียดอย่างหนัก และปราศจากพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้ เด็กเหล่านั้นไม่เพียงต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้เรียนต่อ แต่พวกเขายังต้องพยายามจดจำสิ่งที่ร่ำเรียนมาในช่วงที่โรงเรียนยังเปิดการเรียนการสอนอยู่ให้ได้อีกด้วย"

สำหรับเมืองหน้าด่านอย่าง "ซาโปริซเซีย" โรงเรียนเพิ่งเปิดการเรียนการสอนแบบต่อหน้าได้ไม่นาน หลังต้องเรียนทางไกลมาโดยตลอด นับแต่โควิด-19

คอสเตียนติน ซามีโล ครูใหญ่ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองซาโปริซเซียบอกว่า นี่ไม่ใช่การเรียนการสอนแบบปกติ "เด็ก ๆ ก็น่าสงสาร เพราะพวกเขาไม่ได้เข้าเรียนในชั้นเรียนปกติมากว่า 3 ปีแล้ว"

เขาบอกว่าการเรียนทางไกล ทำให้การจูงใจเด็ก ๆ หรือทดสอบระดับความรู้ของพวกเขา เป็นไปอย่างยากลำบาก

ซามีโล เล่าถึงความรู้สึกส่วนตัวว่า เขาคิดถึงบรรยากาศที่ได้เห็นนักเรียนเดินทางมาโรงเรียนด้วยความสงบ

"ผมถึงกับร้องไห้ ตอนที่ไปเยือนพื้นที่ทางตะวันตกของยูเครนในปีที่แล้ว และได้เห็นเด็ก ๆ เดินทางมาเรียนที่โรงเรียนกับกระเป๋าเล็ก ๆ มันเป็นความรู้สึกที่แย่ เมื่อได้รู้ว่าเด็ก ๆ ของเราไม่มีโอกาสเช่นนั้นแล้ว" เขาอธิบาย

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลกระทบจากการเรียนทางไกลจะมีผลต่อการศึกษาในยูเครนเช่นไร สิ่งสำคัญที่สุดที่บรรดาอาจารย์ เจ้าหน้าที่ และผู้ปกครองเห็นตรงกันคือ "ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรก"