ย้อนดูคดีสิ่งแวดล้อมใน 3 จังหวัด ของ บจก.เอกอุทัย ผู้มีความเชื่อมโยงกับเหตุเพลิงไหม้โกดังขยะสารเคมี 4,000 ตัน ใน อ.ภาชี

โกดังไหม้

ที่มาของภาพ, เทศบาลตำบลภาชี

คำบรรยายภาพ, โกดังเก็บขยะสารเคมีและกากอุตสาหกรรมกำลังลุกไหม้ ที่ ต.ภาชี อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 29 ก.พ.
Published

คืนวันที่ 29 ก.พ. 2567 เวลาประมาณ 22.20 น. สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.พระนครศรีอยุธยา แจ้งว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้โกดังเก็บสารเคมีและกากอุตสาหกรรมจำนวนรวมกันมากกว่า 4,000 ตัน ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางชุมชนในพื้นที่หมู่ 2 ต.ภาชี อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา

ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตรให้อพยพโดยด่วน หากไม่สามารถทำได้ ก็ขอให้อยู่พื้นที่เหนือลม หลีกเลี่ยงการสูดควัน สวมอากาศอนามัย และสังเกตอาการตนเอง ด้านโรงพยาบาลที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงทั้งหมดถูกสั่งให้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์

คำสั่งอพยพประชาชนยกเลิกภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่เจ้าหน้าที่ยังพยายามเข้าควบคุมเพลิง โดยพบว่าพื้นที่บริเวณรอบ ๆ สามารถได้กลิ่นเหม็นที่เกิดจากการเผาไหม้ของกากอุตสาหกรรมที่เป็นกรด สารพิษ สายไฟฟ้าใช้แล้ว และโลหะหนักจำนวนมาก

ล่าสุด ควบคุมเพลิงได้แล้ว และยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ยังให้ประชาชนสวมใส่หน้ากากอนามัย พร้อมกับประชาสัมพันธ์ให้เฝ้าระวังอาการจากการสูดดมสารพิษ

รู้จัก บริษัท เอกอุทัย จำกัด ผู้เช่าโกดังเก็บสารเคมีที่ไฟไหม้

ย้อนไปเมื่อปลายปี 2565 กรมโรงงานอุตสาหกรรม กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) และกรมควบคุมมลพิษตรวจสอบพบว่า มีขยะสารเคมีและกากอุตสาหกรรมถูกนำมาซุกซ่อนไว้ในโกดังเช่าแห่งหนึ่งใน ต.ภาชี อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา

ขยะสารเคมีและกากอุตสาหกรรมดังกล่าว คือต้นเหตุของเพลิงไหม้เมื่อคืนที่ผ่านมา

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นขึ้นมาในปี 2565 เกิดจากชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงร้องเรียนว่า พบของเหลวสีส้มรั่วซึมผ่านกำแพงของโกดังไหลลงปนเปื้อนแปลงนาข้าวของชาวบ้านที่อยู่ติดกัน โดยสามารถตรวจวัดค่าความเป็นกรด-ด่างของน้ำในแปลงนาข้าว ได้ค่า pH เท่ากับ 4-5 ถือว่ามีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ส่งผลให้นาข้าวได้รับความเสียหาย

ต่อมาพบว่าผู้เช่าโกดังคือ บริษัท เอกอุทัย จำกัด (บจก.เอกอุทัย) ซึ่งนั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่เอกชนรายนี้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในลักษณะเดียวกัน

ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่า บจก.เอกอุทัย ได้รับใบอนุญาตลำดับที่ 105 และ 106 ประกอบกิจการทำเชื้อเพลิงทดแทน ทำเชื้อเพลิงผสม ซ่อมและล้างบรรจุภัณฑ์ด้วยตัวทำละลาย นำน้ำมันหล่อเย็นที่ใช้แล้วมาผ่านกระบวนการกรองเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ คัดแยกสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย นำสารละลายกรด–ด่าง ที่ใช้แล้วมาผ่านกรรมวิธีทางอุตสาหกรรมเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่

กล่าวโดยสรุปคือ บริษัทแห่งนี้รับบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมทั้งของแข็งและของเหลวครบวงจร โดยมีทั้งสิ้น 3 สาขาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพชรบูรณ์ และนครราชสีมา และทุกสาขาของบริษัทฯ มีปัญหาด้านคดีความที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาสิ่งแวดล้อม

คพ ตรวจดิน

ที่มาของภาพ, กรมควบคุมมลพิษ

คำบรรยายภาพ, ปี 2564 กรมควบคุมมลพิษและสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 11 (นครราชสีมา) นำตัวอย่างดินภายในโรงงานเอกอุทัย สาขากลางดง ไปตรวจสอบหาการปนเปื้อน

คดีความด้านสิ่งแวดล้อม ของ บจก.เอกอุทัย ใน 3 จังหวัด

สาขากลางดง จ.นครราชสีมา เคยถูกกล่าวหาลักลอบทิ้งสารเคมี

บจก.เอกอุทัย สาขากลางดง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เทศบาลสีมามงคล ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เคยถูกร้องเรียนในช่วงกลางปี 2564 ว่าได้ฝังกลบกากของเสียอุตสาหกรรมบริเวณพื้นที่โรงงานและส่งกลิ่นเหม็นรบกวนประชาชน

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2564 กรมควบคุมมลพิษและสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 11 (นครราชสีมา) นำรถแบคโฮขุดในจุดที่พบค่าไอระเหยของสารอินทรีย์ระเหยง่ายจำนวน 4 จุด และขุดที่ระดับความลึก 4-5 เมตร ซึ่งพบว่าทุกจุดมีกลิ่นเหม็นฉุนรุนแรง และมีชั้นดินที่มีลักษณะการทับถมเป็นชั้น บางชั้นมีลักษณะของสารปนเปื้อนอยู่

ตัวอย่างดินปนเปื้อนทั้งหมดถูกนำส่งไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการและนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อใช้เป็นหลักฐานในเวลาต่อมา เพื่อดำเนินคดีในข้อหาลักลอบทิ้งสารเคมี

ข้อมูลจากมูลนิธิบูรณะนิเวศระบุด้วยว่า โรงงานแห่งนี้เคยเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่มาแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง ระหว่างปี 2547-2564 และเคยมีคดีความบุกรุกพื้นที่ป่าด้วย

ชนะศาล

ที่มาของภาพ, มูลนิธิบูรณะนิเวศ

คำบรรยายภาพ, 5 ส.ค. 2565 ศาลปกครองนครสวรรค์สั่งให้ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ควบคุมให้ บจก.เอกอุทัย สาขาศรีเทพ ฟื้นฟูและแก้ไขปัญหามลพิษที่เกิดจากการประกอบกิจการฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว

สาขาศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ เคยถูกฟ้องกรณีมลพิษจากบ่อฝังกลบขยะ

บจก.เอกอุทัย สาขาศรีเทพ ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 4 ต.คลองกระจัง อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเดิมทีเป็นหลุมฝังกลบของ บริษัท โซ้วกิมฮวด ดิซโพส เวสท์ จำกัด (1999) ซึ่งโอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานให้ บริษัท วิน โพรเสส จำกัด ถือครองไว้เพียงไม่กี่เดือน ก่อนโอนต่อให้ บจก.เอกอุทัย ในปี 2559

ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงประสบปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นจากขยะ มลพิษจากฝุ่นละอองจากการประกอบกิจกรรมภายในหลุมฝังกลบ และต่อมากรมควบคุมมลพิษตรวจสอบพบการปนเปื้อนของสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง รวมถึงแมงกานีส นิกเกิล สารหนู และแบเรียม ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการประกอบกิจการของบริษัททำให้เกิดการปนเปื้อนในน้ำใต้ดินและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ตัวแทนจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบจึงยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ และองค์การบริหารส่วนตำบลคลองกระจัง ในฐานะผู้อนุมัติและผู้กำกับดูแล เนื่องจากเห็นว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่

วันที่ 5 ส.ค. 2565 ศาลปกครองนครสวรรค์สั่งให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ควบคุมให้ บจก.เอกอุทัย สาขาศรีเทพ ฟื้นฟูและแก้ไขปัญหามลพิษที่เกิดจากการประกอบกิจการฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ซึ่งปัจจุบันการฟื้นฟูยังไปไม่ถึงไหนและชาวบ้านยังได้รับความเดือดร้อนจากการปนเปื้อน

ทั้งนี้ยังพบว่า บจก.วิน โพรเสส ซึ่งครอบครองหลุมฝังกลบขยะก่อนหน้า บจก.เอกอุทัย นั้น ถูกดำเนินคดีฐานลักลอบฝังกลบกากอันตรายและของเสียอุตสาหกรรม ส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่หนองพะวา ต.บ้านบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ได้รับผลกระทบจากสารเคมีที่ปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำและแปลงเกษตรกรรม

ในปี 2565 ศาลจังหวัดระยองพิพากษาให้ บจก.วิน โพรเสส จ่ายค่าเยียวยาจำนวน 20 ล้านบาท และฟื้นฟูผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น

สารเคมี

ที่มาของภาพ, กรมควบคุมมลพิษ

คำบรรยายภาพ, ขยะสารเคมีและกากอุตสาหกรรมจำนวนกว่า 4,000 ตันที่อยู่ภายในโกดังที่เกิดเหตุเพลิงไหม้เมื่อคืนที่ผ่านมา (29 ก.พ.)

สาขาอุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ถูกดำเนินคดีลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม

บจก.เอกอุทัย จำกัด สาขาอุทัย ตั้งอยู่ในหมู่ 4 ต.สามบัณฑิต อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา โดยพบว่าตั้งแต่ช่วงปี 2565 เป็นต้นมา ทางโรงงานถูกตรวจสอบโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมควบคุมมลพิษมาโดยตลอด เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ร้องเรียนว่าโรงงานของบริษัทลักลอบระบายน้ำเสียออกมาปนเปื้อนแหล่งน้ำสาธารณะ

นอกจากนี้ยังพบความเชื่อมโยงว่า ทางโรงงานอาจลักลอบนำกากอุตสาหกรรมและขยะสารเคมีไปทิ้งไว้ในโกดังเช่าแห่งหนึ่งใน ต.ภาชี ซึ่งห่างจากตัวโรงงานประมาณ 20 กิโลเมตร

ถึงแม้ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมมีคำสั่งให้ทางบริษัทหยุดการประกอบการ หลังตรวจสอบความผิดปกติดังกล่าว แต่ในเวลาต่อมาก็ยังพบว่า ทางบริษัทยังคงลักลอบเททิ้งกากของเสียภายในและภายนอกพื้นที่โรงงานจำนวนมาก

วันที่ 11 ส.ค. 2566 อุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาตรวจสอบอาคารและพื้นที่โดยรอบภายในโรงงาน พบของเหลวมีลักษณะเป็นกรดเข้มข้น ส่งกลิ่นเหม็นฉุนอย่างรุนแรง เป็นลักษณะเททิ้งลงบนพื้นภายในโรงงาน โดยไม่ได้บำบัดกำจัดอย่างถูกวิธี รวมถึงพบร่องรอยการขุดดินเป็นหลุมกว้างและมีการเททิ้งและฝังกลบของเสียภายในพื้นที่โรงงานอีกเป็นจำนวนมาก

พื้นที่ภายนอกติดกับด้านข้างของโรงงานซึ่งเป็นที่ดินเอกชนก็พบการต่อท่อสายยางและท่อพีวีซีจากบ่อกักเก็บของเหลวภายในโรงงานออกไปเททิ้งภายนอกโรงงาน ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อพื้นที่เกษตรกรรมข้างเคียง

ลอบทิ้ง

ที่มาของภาพ, กรมโรงงานอุตสาหกรรม

คำบรรยายภาพ, 11 ส.ค. 2566 กรมโรงงานอุตสาหกรรมพบว่าทางบริษัทยังคงลักลอบเททิ้งกากของเสียภายในและภายนอกพื้นที่โรงงานจำนวนมาก แม้ถูกสั่งหยุดประกอบกิจการไปแล้ว

ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมจึงออกคำสั่งให้ปิดโรงงาน บริษัท เอกอุทัย จำกัด สาขาอุทัย และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานไปเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2566

อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทเคยประกาศปิดกิจการและประกาศขายโรงงานไปตั้งแต่ช่วงต้นปี 2566 ซึ่งเป็นช่วงที่ถูกตรวจสอบพบความเชื่อมโยงว่าลักลอบนำกากอุตสาหกรรมและขยะสารเคมีไปซุกซ่อนไว้ในโกดังที่ตั้งอยู่ใน อ.ภาชี

สำหรับเหตุเพลิงไหม้โกดังใน อ.ภาชี เมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับโรงงานของ บจก.เอกอุทัย สาขาอุทัยนั้น ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ระบุว่า ขยะสารเคมีและกากอุตสาหกรรมจำนวนกว่า 4,000 ตันภายในโกดังเป็นของกลางที่ถูกอายัดและอยู่ระหว่างรอนำไปกำจัด ซึ่งตั้งงบประมาณไว้ที่ 6.9 ล้านบาท แต่มาเกิดเหตุเพลิงไหม้เสียก่อน

ด้านนายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบหาสาเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ แต่เบื้องต้นสันนิษฐานว่าอาจเป็นการลอบวางเพลิงเพื่อทำลายหลักฐาน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2567 นายสเกน จันทร์ผดุงสุข นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลภาชี ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองพิสูจน์หลักฐาน ได้เข้ามาตรวจสอบภายในโกดังเก็บสารเคมีที่เกิดไฟไหม้ดังกล่าว แล้วพบว่า "ได้เจอมีลักษณะของการวางเพลิง เพื่อทำลายหลักฐานไว้เกือบ 20 จุด โดยใช้เชื้อเพลิงเป็นตัวจุดชนวน"