เปิดเหตุผลทางกฎหมาย เหตุใดจึงมีการยื่นเรื่องต่อศาล ขอรื้อฟื้นคดีสวรรคตรัชกาลที่ 8

.

ที่มาของภาพ, THAI NEws PIX

คำบรรยายภาพ, กังวาฬ พุทธิวนิช ผู้เขียนหนังสือ "74 ปี คดีสวรรคต" ตีพิมพ์เมื่อปี 2563
Published

ผู้ศึกษากรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 และตัวแทนที่รับมอบหมายจากครอบครัวของ นายชิต สิงหเสนี 1 ใน 3 จำเลยผู้ถูกประหารชีวิตจากกรณีสวรรคต เปิดเผยถึงเหตุผลการยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2489 ขึ้นมาใหม่ เพราะต้องการให้มีการพิสูจน์พยานหลักฐานที่อ้างว่าเป็น "พยานหลักฐานใหม่" ที่ชี้ถึงความเป็นไปได้ของ “การกระทำด้วยพระองค์เอง” โดยเชื่อว่า หากได้รับการพิสูจน์จะเป็นการยุติการนำกรณีสวรรคตมาเป็นปมสร้างความขัดแย้งทางการเมืองและคืนความบริสุทธิ์ให้กับจำเลย

กรณีสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลหรือในหลวงรัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2489 ศาลฎีกาได้พิพากษาลงโทษให้ประหารชีวิตจำเลย 3 คน ได้แก่ ชิต สิงหเสนี, บุศย์ ปัทมศริน และ เฉลียว ปทุมรส เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2497

หลังจากกรณีสวรรคตผ่านไปเกือบ 78 ปี ศาลอาญาชั้นต้นได้เปิดการไต่สวนคำร้องในคดี รฟ.2/2566 เมื่อวันที่ 4-5 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยประเด็นที่ศาลพิจารณา ได้แก่ คดีนี้เข้าข่าย "พฤติการณ์พิเศษหรือไม่" และมีพยานหลักฐานใหม่หรือไม่ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526

นายกังวาฬ พุทธิวนิช ผู้เขียนหนังสือ "74 ปี คดีสวรรคต" ซึ่งเป็นผู้ยื่นขอรื้อฟื้นคดีนี้ ระบุว่า พยานหลักฐานใหม่ที่อ้างถึงคือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งในการพิสูจน์หลักฐานเกี่ยวกับเขม่าดินปืนและการชันสูตรพระบรมศพ ที่หักล้างพยานหลักฐานเดิมในช่วงที่มีการพิจารณาคดีเมื่อกว่า 70 ปีที่แล้ว

"ในทางกระแสสังคม คดีนี้ไม่เคยจบหรือชัดเจนในสังคมไทย การรื้อฟื้นจะทำให้ข้อขัดแย้งทั้งหลายทั้งปวงในสังคมไทยเป็นข้อยุติ ไม่ได้เป็นการกวนน้ำให้ขุ่น แต่จะเป็นข้อยุติในทางนิติวิทยาศาสตร์และการพิจารณาของศาลสถิตยุติธรรม" นายกังวาฬ กล่าว

"ฝั่งหนึ่งโจมตีว่า เรารื้อฟื้นเพื่อฟอกขาว อีกฝั่งหนึ่งก็โจมตี ว่าเป็นขบวนการที่จะล้มเจ้า ทั้งสองฝั่งถือว่าให้ความยุติธรรมกับผม เพราะว่าเขาไม่ได้รับเราอยู่ฝั่งใดทั้งสิ้น"

ใช้ช่องทางใดรื้อฟื้นคดีความ หลังศาลฎีกาตัดสินไปแล้วกว่า 70 ปี

ในการรื้อฟื้นคดี ศาลได้ไต่สวนในสองประเด็น ได้แก่ คดีดังกล่าวเข้าข่ายเป็นพฤติการณ์พิเศษหรือไม่ และมีพยานหลักฐานใหม่หรือไม่ หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาตัดสินประหารชีวิตจำเลยไปเมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2497 หรือเมื่อราวกว่า 70 ปีที่แล้ว

ตามมาตรา 20 ของ พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 ระบุว่า หากพบพยานหลักฐานใหม่ ต้องยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ปรากฏพยานหลักฐานชิ้นใหม่ หรือภายใน 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาในคดีเดิมถึงที่สุด ซึ่งในกรณีนี้ถือว่าเลยระยะเวลาดังกล่าวทั้งคู่มาแล้ว แต่กฎหมายฉบับเดียวกันก็กำหนดเอาไว้ด้วยว่า เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ ศาลจะรับคำร้องที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวข้างต้นนั้นไว้พิจารณาก็ได้

คงศักดิ์ เดชคุณมาก ทนายความของผู้ยื่นรื้อฟื้นคดี กล่าวว่า ในการรื้อฟื้นคดีนี้ ต้องใช้บทบัญญัติอีกส่วนหนึ่งของมาตรา 20 ของ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ที่ระบุถึงการยกเว้นให้กับคดีที่มี "พฤติการณ์พิเศษ" ซึ่งถือว่าเป็น "ช่องทางพิเศษ" ในการยื่นคำร้องต่อศาล

ทนายคงศักดิ์ กล่าวว่า ด้วย พ.ร.บ.การรื้อฟืนคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 ไม่มีบทบัญญัติโดยตรงถึง "พฤติการณ์พิเศษ" ว่ามีนิยามอย่างไร ประเด็นนี้ทีมทนายความจึงได้ใช้ช่องทางกฎหมายของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งระบุถึงการบังคับใช้แก่การพิจารณาคดีโดยอนุโลม โดยในที่นี้ได้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในมาตรา 23 ว่าด้วยระยะเวลา รวมทั้งแนวทางของคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีมาพิสูจน์ว่า การรื้อฟื้นคดีนี้เป็น "พฤติการณ์พิเศษ" และ "เป็นเหตุสุดวิสัย" ที่ทำให้การรื้อฟื้นคดีไม่สามารถกระทำได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.

“พฤติการณ์พิเศษ” คืออะไร

นายกังวาฬ กล่าวในการเปิดแถลงข่าวการรื้อฟื้นคดีในวันที่ 6 เม.ย. ที่ผ่านมาว่า ความพยายามรื้อฟื้นคดีในครั้งก่อน ๆ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งการเปิดเผยของพยานหลายคนในคดีดังกล่าวภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาไปแล้ว ว่าคำให้การในคดีดังกล่าวของตนเป็นความเท็จ ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2499 เป็นต้นมาจนถึงราวปี 2526 ถือเป็นทั้ง “พฤติการณ์พิเศษ และเหตุสุดวิสัย" ที่เขานำมาใช้เป็นพยานหลักฐานต่อศาล

เขาได้อ้างถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในช่วงหลังศาลฎีกาตัดสินประหารชีวิตจำเลย ซึ่งเขาระบุว่าเป็นความพยายามในการรื้อฟื้นคดี ได้แก่ จดหมายของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ติดต่อนายปรีดี พนมยงค์ ผ่านนายสังข์ พัธโนทัย ผ่านจดหมายจำนวน 3 ฉบับ ในช่วงปี 2499-2500 แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการรื้อฟื้นคดี เนื่องจากเกิดการรัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำให้จอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้องลี้ภัย จึงไม่ได้ออกกฎหมายให้สามารถรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นมาใหม่ได้

"มีหลักฐานว่า ปรีดีได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ในฮ่องกงว่า เขาจะกลับมาสู้คดีในเมืองไทย หลังจากนั้นจอมพล ป. ก็ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ในไทยว่า ยินดีที่ปรีดีจะกลับมาสู้คดี แต่มันมีพฤติการณ์พิเศษเกิดขึ้นในปี 2500 จดหมายสุดท้ายของปรีดี ส่งมาก่อนที่จะเกิดรัฐประหาร นี่คือ พฤติการณ์พิเศษที่เกิดขึ้น" กังวาฬ กล่าว

.

ที่มาของภาพ, thai news pix

คำบรรยายภาพ, ไทม์ไลน์ของกรณีสวรรคต นับตั้งแต่ปี 2489-2526

กังวาฬ กล่าวต่อไปว่า ในปี 2509 เป็นปีที่คดีสวรรคตหมดอายุความ แต่ในเวลาต่อมา มีพยานในคดีสวรรคต 2 ราย ที่ออกมายอมรับในต่างกรรมต่างวาระกัน ว่าได้ให้การเท็จในคดีดังกล่าว ดังนั้น จึงมีผลว่า คำให้การต่อศาลก่อนหน้านี้จึงเป็นเท็จ แต่ไม่สามารถดำเนินการในทางคดีได้เพราะคดีหมดอายุความและไม่มีกฎหมายให้รื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่

พยานคนแรกได้แก่ พระยาศรยุทธเสนี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ ซึ่งในเดือน ก.ย. 2510 ได้ขึ้นศาลเป็นพยานฝ่ายโจทก์ให้กับท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ซึ่งฟ้อง นงเยาว์ ประภาสถิต ในคดีหมิ่นประมาท ในการขึ้นให้การตอนหนึ่ง พระยาศรยุทธเสนีให้การว่า ที่เคยให้การปรักปรำจำเลยทั้ง 3 คนในคดีสวรรคตและผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นมือสังหาร ว่ามาประชุมที่บ้าน 3 ครั้งก่อนเกิดกรณีสวรรคต เป็นเรื่องเท็จ และนายปรีดี พนมยงค์ เคยมาบ้านของตนเพียงครั้งเดียว นั่นคืองานแต่งงานของบุตรสาว

พยานอีกคนหนึ่ง คือนายตี๋ ศรีสุวรรณ ในวันที่ 25 ม.ค. 2522 นายตี๋ที่ขณะนั้นมีอายุ 102 ปี ได้สารภาพบาปกับหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ว่าได้รับการจ้างวานไปเป็นพยานเท็จในคดีสวรรคต และให้บุตรเขยเขียนจดหมายไปขอขมาปรีดี พนมยงค์ ซึ่งขณะนั้นพำนักอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

สำหรับจดหมายขอขมาของนายตี๋ ซึ่งให้บุตรเขยเขียน บีบีซีไทยพบว่า มีบันทึกไว้ในหนังสือ "ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคต" ฉบับสมบูรณ์ ที่เขียนโดย สุพจน์ ด่านตระกูล ฉบับตีพิมพ์ใหม่เมื่อปี 2564 จดหมายดังกล่าวมีเนื้อหารับสารภาพว่า ตนได้รับจ้างให้ไปให้การต่อศาลว่า ปรีดี พร้อมด้วยจำเลย 3 คนและผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สังหาร ได้ไปที่บ้านของพระยาศรยุทธเสนี ข้างวัดชนะสงคราม เพื่อปรึกษาวางแผนการลอบปลงพระชนม์

กังวาฬ ยังอ้างด้วยว่า จดหมายของนายปรีดีถึงหลานในปี 2523 ที่ระบุถึงความตั้งใจในการรื้อคดีหลังจากที่นายตี๋ ศรีสุวรรณ รับสารภาพ สะท้อนเจตนารมณ์ของปรีดีว่าต้องการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่

ผู้ศึกษาคดีสวรรคตรายนี้ ชี้ด้วยว่า จวบจนเมื่อ พ.ร.บ.รื้อฟื้นคดี บังคับใช้ในเดือน เม.ย. 2526 ทว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีก็ไม่ได้ยื่นรื้อฟื้นคดี เพราะหลังจากนั้นสามสัปดาห์ นายปรีดี พนมยงค์ ได้ถึงแก่อสัญกรรมในเดือน พ.ค. และอีกหนึ่งเดือนถัดมาในเดือน มิ.ย. ปีเดียวกัน พระยาศรยุทธเสนี ซึ่งเป็นหนึ่งในพยานก็ถึงแก่อสัญกรรม

"เมื่อกฎหมายออกมา เกิดเหตุสุดวิสัย คนที่เกี่ยวข้องล้วนเสียชีวิต... พูดง่าย ๆ กฎหมายที่เกี่ยวข้องออกมาช้าไป คนที่เกี่ยวข้องตายเร็วไป" กังวาฬ กล่าว

“พยานหลักฐานใหม่”

ในการแถลงการรื้อฟื้นคดี นายกังวาฬได้เปิดเผยถึงความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านการพิสูจน์หลักฐาน และแพทย์นิติเวช ซึ่งเขาอ้างว่าเป็น "พยานหลักฐานใหม่" ใน 4 ประเด็น ได้แก่ ความเห็นแย้งต่อหลักฐานการตรวจเขม่าดินปืนและการเปรียบเทียบทดลองของกรมวิทยาศาสตร์สมัยนั้น, ความเห็นแย้งต่อสำนวนคดีที่ระบุถึงการสับเปลี่ยนหัวกระสุนในพระยี่ภู่หรือฟูกที่นอน, ลักษณะของบาดแผลและรอยปากกระบอกปืนที่ชี้ถึงทิศทางของวิถีกระสุน และลักษณะของพระบรมศพ

นายกังวาฬ ยังได้เปิดเผยคลิปวิดีโอที่เขาระบุว่าเป็นการ "ทดสอบหลักการ" ทั้งการจำลองเหตุการณ์ การตรวจทางวิทยาศาสตร์เพื่อหาปริมาณสารไนเตรทและไนไตรท์ในเขม่าดินปืน เป็นต้น

.

ที่มาของภาพ, thai news pix

คำบรรยายภาพ, พ.ต.อ.วสุกิจจ์ ธนูรัตน์ อดีตนักวิทยาศาสตร์กลุ่มงานผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์หลักฐาน กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้ถึงความผิดพลาดในการพิสูจน์หลักฐานของกรมวิทยาศาสตร์สมัยนั้น

พ.ต.อ.วสุกิจจ์ ธนูรัตน์ อดีตนักวิทยาศาสตร์กลุ่มงานผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์หลักฐาน กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า วิธีการตรวจพิสูจน์เขม่าดินปืนในพยานหลักฐานระหว่างปี 2489-2490 มีความผิดพลาดในการควบคุมสภาวะของอุณหภูมิ ซึ่งเป็นตัวแปรทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุด ซึ่งมีผลทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน

อีกทั้งการตรวจเขม่าดินปืนภายในลำกล้องด้วยเทคโนโลยีทั้งในขณะนั้นหรือกระทั่งในปัจจุบัน ก็ไม่สามารถทำนายวันที่ปืนถูกใช้ยิงได้

"ปืนของกลางใช้ยิงมาแล้ว ตรวจพบเขม่าดินปืนภายในลำกล้องปืนของกลางภายหลังจากการเช็ดล้างครั้งสุดท้ายได้ แต่จะใช้ยิงมาแล้วนานเท่าใด ไม่อาจยืนยันให้ทราบได้... ผมยืนยันในชั้นศาลกับผู้พิพากษาว่า ผิด 100 เปอร์เซ็นต์ ผมยืนยันได้ ที่ไหนก็เหมือนกัน ทั่วโลกก็ไม่บอกจำนวนวัน เพราะมันบอกไม่ได้" พ.ต.อ.วสุกิจจ์ กล่าว

ด้านกังวาฬ กล่าวว่า กระบวนการทางคดีในช่วงปี 2494-2497 ได้ตัดประเด็นการกระทำด้วยพระองค์เองออกไป เนื่องจากแนวทางการสอบสวนในช่วงนั้น ระบุว่าปืนที่ทำให้สวรรคตไม่ใช่พระแสงปืน แต่เขาระบุว่า พยานหลักฐานใหม่ที่เขาเสนอ "จะตัดการกระทำด้วยพระองค์เองออกไปไม่ได้"

"เมื่อมีการกระทำตนเองเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องยกประโยชน์ให้กับจำเลย เพราะท่านสามารถทำพระองค์เองได้ นี่คือจุดประสงค์ที่เราขอรื้อฟื้น" พ.ต.อ.วสุกิจจ์ ระบุเพิ่มเติม

.

ที่มาของภาพ, thai news pix

คำบรรยายภาพ, พยานหลักฐานใหม่ของกังวาฬ ที่เขาเชื่อว่าจะหักล้างข้อกล่าวหาของอัยการที่นำมาสู่การพิพากษาของศาลเมื่อกว่า 70 ปีที่แล้ว

กังวาฬ พุทธิวนิช คือใคร

เมื่อปี 2563 กังวาฬ พุทธิวนิช ปรากฏตัวในพื้นที่สื่อจากการตีพิมพ์หนังสือที่ชื่อว่า “74 ปี คดีสวรรคต” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการชำระคดีประวัติศาสตร์ดังกล่าวด้วยนิติวิทยาศาสตร์

กังวาฬ ซึ่งปัจจุบันอายุ 62 ปี กล่าวกับบีบีซีไทยว่า เขาเริ่มสนใจคดีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ตั้งแต่ช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ซึ่งเป็นช่วงที่หนังสือเกี่ยวกับคดีสวรรคตมีการเผยแพร่ออกมาจำนวนมาก

เล่มที่เขาสนใจเป็นพิเศษ คือหนังสือ "กรณีสวรรคต 9 มิถุนายน 2489" เขียนโดย นายแพทย์สรรใจ แสงวิชียร ซึ่งกังวาฬบอกว่า มีความเป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง แต่ด้วยอายุที่ยังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 เขายอมรับว่า "อ่านแล้วยังไม่เข้าใจ" จึงเป็นเรื่องที่ติดค้างมานับแต่วัยเด็ก

ทว่าเขาได้เริ่มศึกษากรณีสวรรคตอย่างจริงจังเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ขณะที่มีอาชีพเป็น "นักเคมี" และเป็นผู้บริหารระดับสูงของเครือบริษัทเอกชนรายหนึ่ง

"หลายคนที่โจมตีผมว่า ไปขุดเรื่องเก่า ๆ มาขยายความ ต่อให้ผมไม่ไปแตะ คดีสวรรคตก็ยังถกเถียงกันอยู่และลามปามไปเรื่อย ๆ" กังวาฬกล่าว

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ในการยื่นคำร้องต่อศาลอาญาให้มีการไต่สวนรื้อฟื้นคดีที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2489 เขาระบุว่า มีหลักฐานใหม่ อันพิสูจน์ได้ด้วยความก้าวหน้าทางนิติวิทยาศาสตร์

"ถ้าเป็นไปตามหลักฐานนี้คือ การลอบปลงพระชนม์เป็นไปไม่ได้ และที่เคยตัด (ประเด็น) เรื่อง (การกระทำ) พระองค์เองออกไปนั้น ตัดประเด็นนี้ออกไปไม่ได้"

สำหรับการไต่สวนการรื้อฟื้นคดี ทนายคงศักดิ์กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ในวันที่ 4-5 เม.ย. ที่ผ่านมา ศาลได้สืบพยานผู้ร้องเสร็จสิ้นไปแล้ว 80-90% และในวันที่ 3 พ.ค. ศาลได้นัดหมายอีกครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้อัยการได้ถามค้านต่อผู้ร้องที่นำสืบต่อพฤติการณ์พิเศษและหลักฐานใหม่

หลังจากนั้น ศาลชั้นต้นจะรวบรวมพยานหลักฐาน คำเบิกความพยาน และทำความเห็นส่งให้ศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่ารับหรือไม่รับเรื่อง แต่หากเห็นว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพออาจสั่งให้สืบพยานเพิ่มเติม ก่อนมีคำวินิจฉัยต่อไป