สงครามข้อมูลอันดุเดือดทำให้ทั้งไทยและกัมพูชายังคงตึงเครียด

A Cambodian soldier stands on guard near a destroyed building at the border between Thailand and Cambodia. He watches a team of soldiers and officials inspecting the site.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางระหว่างไทยและกัมพูชายังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางข้อกล่าวหาใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันจากทั้งสองฝ่าย
    • Author, โจนาธาน เฮด
    • Role, ผู้สื่อข่าวภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รายงานจากกรุงเทพฯ
  • Published
  • เวลาอ่าน: 3 นาที

เสียงปืนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่ปกคลุมไปด้วยป่า สงบเงียบมาแล้วเป็นเวลาสามสัปดาห์

แต่การปะทะคารมกันระหว่างทั้งสองประเทศยังคงดุเดือด โดยทั้งไทยและกัมพูชาพยายามเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจจากนานาชาติในขณะเดียวกันก็พยายามหาแรงสนับสนุนจากสาธารณชนภายในประเทศ และมุมมองที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในประเทศไทยคือ พวกเขากำลังพ่ายแพ้

"เป็นที่เข้าใจกันว่ากัมพูชาดูคล่องแคล่ว มั่นใจ และรอบรู้ด้านสื่อมากขึ้น" แคลร์ ปัจฉิมานนท์ พิธีกรของไทยพีบีเอส กล่าวในรายการพอดแคสต์มีเดียเพาซ์ (Media Pulse) ของสถานีฯ และว่า "ประเทศไทยยังคงตามหลังอยู่หนึ่งก้าวเสมอ"

ข้อพิพาทชายแดนที่ดำเนินมายาวนานนับศตวรรษทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก เมื่อกัมพูชายิงจรวดถล่มพื้นที่ในประเทศไทยในเช้าวันที่ 24 ก.ค. ตามมาด้วยการโจมตีทางอากาศของไทย

นับแต่นั้นมา กองทัพนักรบโซเชียลมีเดียชาวกัมพูชา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสื่อภาษาอังกฤษที่รัฐควบคุมหลายสำนัก ได้ปล่อยข้อกล่าวหาและรายงานข่าวที่ยั่วยุมากมาย และหลายเรื่องกลับกลายเป็นเท็จ

กัมพูชารายงานว่าเครื่องบินขับไล่ F-16 ลำหนึ่งของไทยถูกยิงตก พร้อมโพสต์ภาพเครื่องบินที่กำลังลุกไหม้และกำลังร่วงลงมาจากท้องฟ้า แต่ปรากฏว่าภาพดังกล่าวเกิดที่ยูเครน ข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริงอีกข้อหนึ่งที่ว่า ประเทศไทยได้ปล่อยแก๊สพิษ ซึ่งมาพร้อมกับภาพเครื่องบินทิ้งน้ำกำลังปล่อยสารหน่วงไฟสีชมพู ซึ่งแท้จริงแล้วมาจากการดับไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนีย ในสหรัฐฯ

ประเทศไทยโต้ตอบด้วยแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของตนเอง แต่บ่อยครั้งที่เป็นเพียงการนำเสนอสถิติแบบผิวเผิน และมาจากหลายแหล่ง ทั้งกองทัพ รัฐบาลท้องถิ่น กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้สอดประสานกันมากนัก

รัฐบาลไทยไม่สามารถอธิบายข้อโต้แย้งของตนที่ว่า กัมพูชา ซึ่งเป็นฝ่ายที่ใช้จรวดเป็นครั้งแรกและสังหารพลเรือนไทยไปหลายราย มีส่วนรับผิดชอบต่อการลุกลามของสถานการณ์นี้

เป็นที่ทราบดีโดยทั่วกันว่า รัฐบาลไทยที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งมีพรรคเพื่อไทยของทักษิณ ชินวัตร มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล มีความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นนักกับกองทัพไทย

แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายลงมากในเดือน มิ.ย. เมื่อฮุน เซน อดีตผู้นำกัมพูชาและเพื่อนเก่าของทักษิณ ตัดสินใจเปิดเผยบทสนทนาทางโทรศัพท์ส่วนตัวระหว่างเขากับนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของทักษิณ

ในคลิปเสียงเธอได้ขอร้องให้เขาช่วยแก้ไขความขัดแย้งที่ชายแดน และร้องเรียนว่าผู้บัญชาการทหารบกของไทยที่ประจำการอยู่ที่นั่นเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับเธอ

การเปิดเผยคลิปเสียงดังกล่าวก่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศไทย ส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้เธอหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี และทำให้รัฐบาลอ่อนแอลงอย่างมากในขณะที่วิกฤตการณ์ชายแดนทวีความรุนแรงขึ้น

Hun Sen in a half-sleeved blue shirt at his desk, talking on the phone.

ที่มาของภาพ, Hun Sen/ Facebook

คำบรรยายภาพ, สมเด็จฮุน เซน อดีตผู้นำกัมพูชา มักโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวกล่าวหาว่า ไทยละเมิดข้อตกลงหยุดยิง อยู่เป็นประจำ

แต่ฮุน เซนไม่มีปัญหาเช่นนั้น ในทางเทคนิคแล้ว เขาได้ถ่ายโอนอำนาจให้กับฮุน มาเนต บุตรชายของเขาแล้ว แต่หลังจากบริหารประเทศมาเกือบ 40 ปี ก็เห็นได้ชัดว่าฮุน เซนยังคงกุมบังเหียนการบริหารประเทศอยู่

กองทัพ พรรครัฐบาล และสื่อมวลชน ในกัมพูชาอยู่ภายใต้การควบคุมของฮุน เซน อย่างเหนียวแน่น

แรงจูงใจในการตัดสัมพันธ์และมิตรภาพกับตระกูลชินวัตรของฮุน เซน ยังไม่ชัดเจน แต่ดูเหมือนว่าเขากำลังเตรียมรับมือกับความขัดแย้งบริเวณชายแดนที่ใหญ่กว่าเดิม

แรกเริ่ม ฮุน เซนได้โพสต์ข้อความทั้งภาษาเขมรและภาษาอังกฤษบนหน้าเฟซบุ๊กของเขา อย่างต่อเนื่อง เยาะเย้ยรัฐบาลไทย พร้อมกับรูปภาพที่แสดงให้เห็นว่าเขาสวมเครื่องแบบทหารหรือกำลังดูแผนที่ทหารอย่างละเอียด

ในทางกลับกัน บุคคลที่บทบาทโดดเด่นที่สุดในฝ่ายไทยคือ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ผู้ซึ่งเอาแน่เอานอนไม่ได้ เขาคือนายทหารคนเดียวกันที่นางสาวแพทองธาร เคยบ่นถึงในคลิปเสียงบทสนทนาทางโทรศัพท์กับฮุน เซน แต่ลัทธิชาตินิยมอันรุนแรงของพลโทบุญสินทำให้เขาได้รับเสียงชื่นชมมากมายในประเทศไทย และนั่นบั่นทอนอำนาจของรัฐบาลด้วยเช่นกัน

"ฮุนเซนฉลาดมาก" เซบาสเตียน สตรันจิโอ ผู้เขียนหนังสือ Hun Sen's Cambodia หรืออาจเป็นภาษาไทยได้ว่า ประเทศกัมพูชาของฮุน เซน ซึ่งเป็นบันทึกที่บอกเล่าถึงแนวทางการเป็นผู้นำของเขาที่หล่อหลอมประเทศชาติอย่างครบถ้วน

"เขาใช้กลยุทธ์ที่ไม่สมดุลนี้เพื่อขยายความแตกแยกที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย และความจริงที่ว่ากัมพูชาเก่งกาจในการเล่นบทเหยื่อ ถืออาวุธที่ทรงพลังอีกชิ้นหนึ่งที่ใช้กับไทยในเวทีระหว่างประเทศ"

เจ้าหน้าที่ไทยยอมรับว่า พวกเขากำลังดิ้นรนเพื่อรับมือกับกลยุทธ์ที่ฝ่ายกัมพูชาใช้

"นี่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสงครามข้อมูลข่าวสารที่เคยทำกันมาก่อนหน้านี้" นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศของไทยกล่าวกับบีบีซี

"สิ่งที่เรากำลังพูดต้องน่าเชื่อถือและสามารถพิสูจน์ได้ นั่นเป็นอาวุธเดียวที่เราสามารถใช้ในการต่อสู้ในสงครามครั้งนี้ และเราต้องยึดมั่นในสิ่งนั้น แม้ว่าบางครั้งดูเหมือนว่าเราจะยังไม่เร็วพอก็ตาม" เขากล่าวเสริม

A Thai soldier wearing blue protective gear and a blue helmet demonstrates how they detect and handle mines - but it's not a real one on site. One of the Thai soldiers was injured by a PMN-2 less than 100 meters from there on 9 August.

ที่มาของภาพ, BBC/ Jonathan Head

คำบรรยายภาพ, ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดของไทยสาธิตวิธีการตรวจจับทุ่นระเบิดใกล้กับจุดที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดเมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่ผ่านมา

ไทยยืนกรานเสมอมาว่าข้อพิพาทชายแดนกับกัมพูชาควรได้รับการแก้ไขในระดับทวิภาคี ปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก โดยใช้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมที่ทั้งสองประเทศจัดตั้งขึ้นเมื่อ 25 ปีก่อน

แต่กัมพูชาต้องการขยายข้อพิพาทนี้ให้เป็นประเด็นระหว่างประเทศ โดยกัมพูชาก็ได้ส่งเรื่องความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อเดือนที่แล้ว

นอกจากนี้ กัมพูชายังได้ยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเพื่อตัดสินว่า เส้นพรมแดนควรอยู่ที่ใด ซึ่งทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

เหตุผลอย่างเป็นทางการที่ไทยให้ไว้สำหรับการปฏิเสธการมีส่วนร่วมของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศก็คือ เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศ ไทยไม่ยอมรับอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือความทรงจำร่วมกันของไทย เกี่ยวกับความสูญเสียและความอัปยศอดสูในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงแก่นแท้ของข้อพิพาทชายแดน

ทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็ยกย่องเรื่องราวของการสูญเสียดินแดนอันไม่เป็นธรรมในระดับชาติ

ในกรณีของกัมพูชา กัมพูชาคือเรื่องราวของจักรวรรดิที่เคยทรงอำนาจแต่กลับต้องตกอยู่ภายใต้ความยากจนจากสงครามและการปฏิวัติ และตกอยู่ภายใต้อำนาจของความทะเยอทะยานในดินแดนของประเทศเพื่อนบ้านที่ใหญ่กว่า

เรื่องราวของประเทศไทย เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นล่าสุดเกี่ยวกับการถูกบังคับให้สละดินแดนในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เพื่อสกัดกั้นการปกครองแบบอาณานิคมของฝรั่งเศสหรืออังกฤษ เมื่อประเทศไทยตกลงที่จะสร้างพรมแดนใหม่กับกัมพูชาที่ถูกฝรั่งเศสยึดครอง ทำให้นักทำแผนที่ชาวฝรั่งเศสเป็นผู้วาดแผนที่

แต่เมื่อกัมพูชาได้รับเอกราชในปี 1953 กองทัพไทยได้ยึดปราสาทเขมรอันงดงามที่เรียกว่าปราสาทพระวิหาร หรือที่คนไทยเรียกว่า เขาพระวิหาร ซึ่งตั้งอยู่บนยอดผา ซึ่งควรจะเป็นเครื่องหมายแบ่งเขตแดน

ฝ่ายไทยโต้แย้งว่า นักทำแผนที่ชาวฝรั่งเศสได้กระทำผิดพลาดในการย้ายพรมแดนออกจากจุดแบ่งเขตแดน ซึ่งเป็นเส้นแบ่งที่ตกลงกันไว้ โดยให้ปราสาทตั้งอยู่ในกัมพูชา

กัมพูชาได้นำข้อพิพาทนี้ขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) และชนะคดี

ศาลตัดสินว่า ไม่ว่าแผนที่จะมีข้อบกพร่องใด ๆ แต่ประเทศไทยก็ไม่ได้โต้แย้งได้ในช่วงครึ่งศตวรรษก่อนหน้านั้น

ผู้ปกครองทหารของไทยในขณะนั้นตกตะลึงกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น และต้องการโจมตีกัมพูชา แต่ถูกนักการทูตโน้มน้าวให้ยอมรับคำตัดสินโดยไม่เต็มใจ

Cambodian officials point to what appears to be broken steps leading up to an old Khmer temple - rubble from broken stones can be seen in the picture.

ที่มาของภาพ, Cambodian Mine Action Centre (CMAC)

คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่กัมพูชา ชี้ให้ดูถึงสิ่งที่พวกเขากล่าวหาว่า คือความเสียหายต่อปราสาทพระวิหารจากการยิงมาจากฝ่ายไทย

ความอ่อนไหวของไทยต่อความพ่ายแพ้ในปี 1962 ทำให้ในปัจจุบันแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ทางการเมืองไทยจะยอมรับบทบาทศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ในการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนที่เหลืออยู่

เรื่องนี้ทำให้ฮุนเซนสามารถนำเสนอภาพลักษณ์ของไทย ว่ากำลังละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

ทว่าตอนนี้ ไทยกำลังตอบโต้แนวคิดของกัมพูชาด้วยแนวคิดของตนเองที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นคือ การใช้เรื่องทุ่นระเบิด

ทั้งสองประเทศได้ลงนามในอนุสัญญาออตตาวา ที่ห้ามการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และกัมพูชาก็มีมรดกอันเจ็บปวดจากการเป็นหนึ่งในประเทศที่มีทุ่นระเบิดมากที่สุดในโลก ซึ่งได้รับเงินทุนสนับสนุนจากต่างประเทศจำนวนมาก

ดังนั้น ข้อกล่าวหาของไทยที่ว่าทหารกัมพูชาได้วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลใหม่ตามแนวชายแดน ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บหลายนาย จึงเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดใจสำหรับรัฐบาลพนมเปญ

ในตอนแรกกัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นทุ่นระเบิดเก่าที่หลงเหลือจากสงครามกลางเมืองในช่วงทศวรรษที่ 1980

รัฐบาลไทยจึงนำคณะนักการทูตและนักข่าวไปยังชายแดนเพื่อแสดงให้เราเห็นถึงสิ่งที่พวกเขาค้นพบ

ชุดกระสุนปืนวางอยู่บนโต๊ะในป่า ห่างจากชายแดนเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ซึ่งทีมเก็บกู้ทุ่นระเบิดของไทยอ้างว่าเก็บกู้มาจากพื้นที่ที่กองทัพกัมพูชาเคยยึดครอง

เราถูกจำกัดให้อยู่ในที่โล่งเล็ก ๆ ที่มีเทปสีแดงและสีขาวคั่นไว้ พวกเขาบอกว่าที่ใดที่ไกลออกไปกว่านั้นไม่ปลอดภัย ระหว่างทางเข้าไปตามเส้นทางที่เต็มไปด้วยโคลน เราเห็นทหารไทยอยู่ในบังเกอร์พรางตัวซ่อนตัวอยู่ตามต้นไม้

อาวุธดังกล่าวที่เรียงรายอยู่นั้นประกอบขึ้นด้วยแผ่นพลาสติกสีเขียวหนา ๆ หลายสิบแผ่น ขนาดประมาณเส้นผ่านศูนย์กลางจานรอง ระเบิดเหล่านี้เป็นทุ่นระเบิด PMN-2 ที่ผลิตในรัสเซีย บรรจุวัตถุระเบิดจำนวนมาก ซึ่งมากพอที่จะทำให้เกิดการบาดเจ็บที่แขนขาอย่างรุนแรง และยากต่อการปลดชนวน บางอันดูเหมือนจะเป็นของใหม่เอี่ยม และยังไม่ได้ถูกฝังเพื่อใช้งาน

Ten landmines are laid out on a table covered with a camoflauge print cloth. The mines are green and have a cross pattern atop them. Some have soil on them, indicating that they have been recently dug up.

ที่มาของภาพ, BBC/ Jonathan Head

คำบรรยายภาพ, ทุ่นระเบิด PMN-2 ที่ผลิตในรัสเซีย คือทุ่นระเบิดที่กองทัพไทยระบุว่า ทหารกัมพูชาเพิ่งวางเมื่อเร็ว ๆ นี้

หลักฐานที่เป็นภาพเบื้องต้นของทุ่นระเบิดเหล่านี้กระตุ้นให้กัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหาของไทย และอ้างว่า ไม่มีมูลความจริง เนื่องจากยังไม่ได้มีการถอดสลักยึดอาวุธออก

อย่างไรก็ตาม บีบีซีได้เห็นทุ่นระเบิดอื่น ๆ ที่ถูกติดตั้งและฝังไว้แล้ว แต่เห็นได้ชัดว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ไม่ใช่ในช่วงทศวรรษที่ 1980

ไทยกำลังเรียกร้องให้ประเทศผู้ลงนามในอนุสัญญาออตตาวาประเทศอื่น ๆ ดำเนินการกับกัมพูชา และกำลังขอให้ประเทศที่สนับสนุนโครงการกำจัดทุ่นระเบิดในกัมพูชา ให้หยุดให้ทุนสนับสนุน

โดยทางการไทยโต้แย้งว่า การที่กัมพูชาปฏิเสธที่จะยอมรับว่ามีการวางทุ่นระเบิด หรือตกลงกันในแผนการกำจัดทุ่นระเบิด แสดงให้เห็นถึงการขาดความจริงใจในการแก้ไขข้อพิพาทชายแดน

กัมพูชาได้ตอบโต้ด้วยการกล่าวหาไทย ว่าใช้ระเบิดลูกปรายและกระสุนฟอสฟอรัสขาว ซึ่งไม่ได้ถูกห้าม แต่อาจเป็นภัยคุกคามต่อผู้ที่ไม่ใช่ทหาร

กองทัพไทยยอมรับว่าใช้ทุ่นระเบิดเหล่านี้ แต่ใช้เฉพาะกับเป้าหมายทางทหารเท่านั้น

กัมพูชายังได้เผยแพร่ภาพความเสียหายต่อปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นมรดกโลก จากการระดมยิงของไทย ซึ่งกองทัพไทยปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

ข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่องจากทั้งสองประเทศทำให้ความคืบหน้าในข้อพิพาทชายแดนของทั้งสองประเทศดูไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

ฮุนเซนและบุตรชายได้รับประโยชน์ทางการเมืองจากการที่พวกเขาสามารถแสดงตนเป็นผู้ปกป้องผืนแผ่นดินกัมพูชาได้ แต่ความขัดแย้งนี้ยิ่งทำให้ความท้าทายทางการเมืองที่รัฐบาลไทยกำลังเผชิญยิ่งเลวร้ายลงไปอีก

ความขัดแย้งนี้ก่อให้เกิดความเป็นปรปักษ์อย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มชาตินิยมไทยและกัมพูชา

แรงงานข้ามชาติชาวกัมพูชาหลายแสนคนได้อพยพออกจากประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของกัมพูชาที่กำลังประสบปัญหาอยู่แล้ว

"ทั้งสองฝ่ายต่างมองว่า พรมแดนเป็นเส้นแบ่งอันศักดิ์สิทธิ์ระหว่างประเทศของพวกเขา" นายสตรันจิโอกล่าว "สัญลักษณ์มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด สิ่งนี้นำไปสู่คำถามที่ลึกซึ้งอย่างยิ่งเกี่ยวกับอัตลักษณ์ประจำชาติ และเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถถอยห่างออกมาได้ในขณะนี้"