มนุษย์วิวัฒนาการร่วมกับเทคโนโลยีมานับล้านปีจริงหรือ แล้วทำไมเราไม่ควรหวังพึ่งแต่เอไอ

stock photo

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, เดวิด ร็อบสัน
    • Role, ผู้สื่อข่าวฟีเจอร์
  • Published

ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับเทคโนโลยีนั้น มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าที่หลายคนคิด

นี่คือความเห็นของ ทอม แชทฟิลด์ ซึ่งเป็นนักปรัชญาและนักเขียน ที่โต้แย้งแนวคิดเดิม ๆ ผ่านหนังสือของเขาที่ชื่อว่า "Wise Animals"

นักวิทยาการคอมพิวเตอร์ อลัน เคย์ เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า "เทคโนโลยีคือสิ่งประดิษฐ์ใด ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นหลังจากที่คุณเกิด ทุกสิ่งอย่างอื่นเป็นเพียงแค่สิ่งของทั่วไป"

คำพูดนี้มีความจริงอยู่บ้าง เมื่อถามว่า ให้ยกตัวอย่างเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ผู้คนจำนวนมากอาจนึกถึงสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) สมาร์ทโฟน หรืออินเตอร์เน็ต สิ่งประดิษฐ์เก่าแก่กว่าอย่างเครื่องมือทำจากหิน กลับไม่ได้อยู่ในความคิดของผู้คนมากนัก

ทว่า ทอม แชทฟิลด์ ชี้ว่า เพื่อทำความเข้าใจเทคโนโลยีปัจจุบันให้ดีขึ้น เราจำเป็นต้องพิจารณาถึงความสัมพันธ์อันยาวนานของเรากับเทคโนโลยี

ในหนังสือเล่มใหม่ของเขาที่มีชื่อเต็มว่า "Wise Animals: How Technology Made Us Who We Are" [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า "สัตว์ฉลาด: เทคโนโลยีทำให้เราเป็นเราทุกวันนี้ได้อย่างไร"] แชทฟิลด์ โต้แย้งว่ามนุษย์และเทคโนโลยีได้วิวัฒนาการร่วมกันมาตลอดช่วง 2-3 ล้านปีที่ผ่านมา เขาแสดงทัศนะว่า ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติทั้งหมดเชื่อมโยงอยู่กับนวัตกรรมที่เราสร้างขึ้น

แชทฟิลด์ (ผู้ซึ่งมีผลงานเขียนในเว็บไซต์ BBC.com ด้วย) ได้พูดคุยกับ เดวิด ร็อบสัน นักเขียนสายวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบรรพบุรุษของเรากับเทคโนโลยี ว่า เทคโนโลยีกลายเป็นส่วนต่อขยายของความคิดเราได้อย่างไร และมุมมองที่เราจะได้จากการมองเทคโนโลยีในปัจจุบัน หากตกผลึกมันผ่านบริบททางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, คอมพิวเตอร์ยังคงถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีอยู่ ทว่าทุกวันนี้คอมพิวเตอร์เข้าไปอยู่ในรถยนต์ เครื่องใช้ในครัวเรือน หรืออุปกรณ์อื่น ๆ บทบาทของมันมักถูกมองข้ามบ่อย ๆ

อะไรดลใจให้คุณเขียน Wise Animals

ในฐานะคนที่รักเทคโนโลยี ผมหงุดหงิดมากกับวิธีการพูดถึงเทคโนโลยี ที่บ่อยครั้งเหมือนกับว่าผู้คนเป็นเพียงผู้บริโภคที่สนใจซื้อเทคโนโลยีที่มีฟีเจอร์มากมาย เพื่อแก้ปัญหาของพวกเขา

เทคโนโลยีเกี่ยวข้องในทุกสิ่งที่เราทำ มันผูกพันกับการเมืองของเรา ความสัมพันธ์ส่วนตัวของเรา การศึกษาของลูกหลานเรา และอนาคตของโลก

ดังนั้น ผมรู้สึกว่ามันสำคัญมากที่เราควรพูดคุยและมองเทคโนโลยีในมิติที่หลากหลายและครอบคลุมกว่านี้ ที่สำคัญ กิจกรรมทั้งหลายทั้งมวลของมนุษย์ควรถูกนำมาพูดถึงด้วย

เราควรรู้อะไรเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของบรรพบุรุษของเรากับเทคโนโลยี

Stone Age hunters, dressed in animal skins, armed with bow and arrow, Flint axe and spear, bone necklace, Ancient History - stock illustration

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, แชทฟิลด์กล่าวว่า วัฒนธรรมทางเทคโนโลยีมีอยู่ก่อนหน้าวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตอย่างโฮโมเซเปียนส์ (มนุษย์ยุคแรก) เสียอีก

ประเด็นสำคัญสำหรับผมก็คือ เราไม่สามารถฟันธงได้ว่า เทคโนโลยีเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่เราพูดได้ว่า วัฒนธรรมทางเทคโนโลยีมีอยู่ก่อนหน้าวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต อย่าง โฮโมเซเปียนส์ (มนุษย์ยุคแรก) เสียอีก

เมื่อบรรพบุรุษยุคของเราเริ่มประดิษฐ์เครื่องมือหินอันประณีต และต่อมาเริ่มสร้างกลยุทธ์การเอาชีวิตรอดด้วยไฟ และการควบคุมความร้อนประดิษฐ์ พวกเขาย้ายไปสู่อีกระดับที่ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและคลังความรู้กลายเป็นสิ่งจำเป็น กล่าวคือ กลยุทธ์การเอาชีวิตรอดขึ้นอยู่กับความรู้ที่ถ่ายทอดกันระหว่างรุ่น เป็นการปรับตัวผ่านการปลูกฝัง มากกว่าการปรับตัวทางธรรมชาติ

อะไรคือปัญหาทางจริยธรรม หากคุณบอกว่า เทคโนโลยีทับซ้อนกับตัวตนของเรา และมันเป็นส่วนต่อขยายของความคิด

ผมยืมแนวคิดนี้มาจากนักปรัชญาสองคน คือ แอนดี คลาร์ก และ เดวิด ชัลเมอร์ส

พวกเขาเสนอแนวคิดที่ว่า ในหลายมุมมอง จิตใจของมนุษย์นั้นขยายออกไปสู่อุปกรณ์ต่าง ๆ รอบตัวพวกเขาจริง ๆ

ตัวอย่างเช่น เวลาที่เราเขียนสิ่งต่าง ๆ ลงไป หรือแม้กระทั่งใช้มือในการนับเลข ผมกำลังเอาแหล่งความรู้บางส่วนออกมาใช้งานภายนอกร่างกาย

สิ่งเดียวกันนี้ก็เกิดขึ้น เมื่อผมใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดการรูปทรงบนหน้าจอ เพื่อดูว่ามันจะพอดีหรือไม่พอดี ผมแทบจะกลายเป็นระบบที่เชื่อมโยงกับอุปกรณ์นั้น เพื่อกระทำการตามความนึกคิดของผม

บทความของพวกเขาเขียนขึ้นก่อนยุคสมาร์ทโฟน และในตอนนั้นถือเป็นทฤษฎีที่รุนแรงมากจนหาสำนักพิมพ์ตีพิมพ์แทบไม่ได้ แต่ปัจจุบัน มันกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ลองนึกดูสิว่า พอแบตเตอรี่โทรศัพท์ของคุณหมด คุณรู้สึกราวกับว่าสมองของคุณบางส่วนหายไปด้วยเล็กน้อย

ความสามารถทางความคิดและสติปัญญาของมนุษย์ส่วนใหญ่นั้น เชื่อมโยงอยู่กับโลกที่มนุษย์สร้างขึ้น

จริยธรรมและคุณค่าที่ฝังอยู่ภายในเทคโนโลยีเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ตัวอย่างเช่น ในทางทฤษฎี ผมสามารถใช้ระบบอัตโนมัติมากมายเข้ามาช่วยเลี้ยงลูกได้ ผมสามารถติดตั้งกล้องวงจรปิดพร้อมระบบควบคุมอากาศและปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อติดตามเฝ้าดูเด็ก ๆ ในห้องด้วยระบบจดจำใบหน้า และเมื่อใดที่พวกเขาเศร้า ระบบจะสร้างเสียงร่าเริงเพื่อปลอบโยนพวกเขา หรือเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นสถานการณ์ที่น่ากลัวอยู่นะ เพราะการให้เทคโนโลยีมาทำสิ่งเหล่านี้แทน มันหมายถึงการที่ผมถอนตัวออกจากความสัมพันธ์ที่พึ่งพากัน การเอาใจใส่ และความรักที่มีต่อลูก ๆ ของผมอย่างสิ้นเชิง

สำหรับผม รูปแบบที่เราต้องมี คือการต่อรองอย่างรู้แจ้งกับเทคโนโลยีรอบ ๆ ตัวเรา บทสนทนาเกี่ยวกับสิ่งที่เราต้องการจากโลกที่มนุษย์สร้างขึ้น เหตุผลที่เราต้องการมัน และสิ่งใดที่อาจไม่สอดคล้องกับความเจริญรุ่งเรืองของมนุษย์

บทสนทนาเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เราไม่ควรกลัวที่จะพูดถึงประเด็นคุณค่า ความรู้สึก และศีลธรรม เมื่อพูดถึงเทคโนโลยี

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เราให้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยนำทางเราแล้ว แต่ยังมีอย่างอื่นอีกมากแค่ไหนที่เราให้เทคโนโลยีเข้ามาแทรกแซง

ทำไมผมถึงยอมให้เทคโนโลยีช่วยนำทางได้ แต่ไม่ชอบที่มันมาเสนอแนะวิธีการตอบบทสนทนากันนะ

ถูกต้องเลย คำถามก็คือ มีงานประเภทไหนบ้างที่เราเต็มใจจะให้เทคโนโลยีทำแทน เพราะมันเป็นงานที่อันตราย น่าเบื่อ หรือซ้ำซาก จนเราอยากให้พวกมันเข้ามาช่วย

และอะไรคือสิ่งที่เรารู้สึกว่ามันสำคัญมากพอที่เราต้องทำเอง หรือทำโดยมนุษย์คนอื่น

ถ้าต้องขึ้นศาลเพื่อรับการพิจารณาคดี ผมอาจจะไม่ต้องการให้ปัญญาประดิษฐ์ตัดสินคดี แม้ว่ามันจะพิสูจน์ได้ว่ายุติธรรมมากก็ตาม เพราะการที่คนในสังคมร่วมกันตัดสินผู้อื่นอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มันมีความหมายบางอยู่

เช่นเดียวกับที่ทำงาน ผมอาจจะชอบที่จะมีเพื่อนร่วมงานเป็นคน เพื่อพูดคุยและอธิบายเรื่องของตัวเองให้คนอื่นฟัง มากกว่าแค่ทำงานให้เสร็จอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น

อะไรคือ "มโนคติมานุษยรูปนิยม" และทำไมมันถึงอันตราย

Woman and robot face to face - stock photo

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บริษัทยักษ์ใหญ่เบื้องหลังปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้ ต่างมีวาระของตัวเองและรูปแบบการแสวงหาผลกำไรของตัวเอง

อันตรายของมานุษยรูปนิยม [การนำเอาลักษณะ อารมณ์ และความนึกคิดของมนุษย์ไปใช้กับสิ่งไม่มีชีวิต] มีอยู่สองด้าน

อันตรายด้านแรก คือการที่เราปฏิบัติต่อเครื่องจักรเหมือนมนุษย์ เราคาดเดาสภาวะทางอารมณ์ ความตั้งใจ และความคิดของปัญญาประดิษฐ์

ถึงแม้ระบบเหล่านี้จะซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อ แต่พวกมันไม่มีอะไรที่เทียบได้กับความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์เลย การทำราวกับว่าพวกมันมีความรู้สึกเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

อย่างแรกคือ พวกมันไม่มีมุมมองต่อโลกที่สม่ำเสมอ พวกมันเป็นระบบเติมคำอัตโนมัติ (autocomplete) ที่ยอดเยี่ยม พวกมันฉลาดในการจดจำรูปแบบและคาดการณ์อนาคต แม้จะมีประโยชน์ แต่ระบบเหล่านี้มักจะสร้างภาพลวงตา และเติมแต่งรายละเอียดที่ไม่มีอยู่จริง บ่อยครั้งยังมีความลำเอียงหรือการแบ่งแยกแฝงอยู่ ขึ้นอยู่กับชุดข้อมูลที่ใช้ในการฝึกฝน

อย่างไรก็ตาม เอไอสามารถตอบสนองแทบทุกสิ่งได้อย่างรวดเร็วและน่าเชื่อถือ ในฐานะมนุษย์ เรามักจะเผลอเชื่อมโยงความรวดเร็วและความน่าเชื่อถือเข้ากับความจริง ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง

ในทำนองเดียวกัน เรามักมองข้ามบริษัทยักษ์ใหญ่เบื้องหลังปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้ บริษัทเหล่านี้มีวาระของตัวเอง รูปแบบการแสวงหาผลกำไรของตัวเอง และประเด็นด้านความเป็นส่วนตัวที่ต้องคำนึงถึง

การนำพฤติกรรมมนุษย์ไปใช้อธิบายสิ่งไม่มีชีวิต หรือมานุษยรูปนิยม มันเป็นการขัดขวางกระบวนการอันสำคัญยิ่ง นั่นคือ การโต้แย้งอย่างรอบรู้และมีวิจารณญาณเกี่ยวกับระบบเหล่านี้ ว่าระบบเหล่านี้คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร มีความเสี่ยงอะไร และเราควรใช้งานและควบคุมพวกมันอย่างไร

อันตรายอีกข้อหนึ่งของมานุษยรูปนิยม คือ มันอาจทำให้เราคิดและปฏิบัติต่อตัวเองราวกับเป็นเครื่องจักร

แต่มนุษย์ไม่เหมือนกับโมเดลภาษาของปัญญาประดิษฐ์ พวกเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอารมณ์ มีจิตใจและร่างกายที่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากสภาพแวดล้อมทางกายภาพ จากสุขภาพร่างกาย และจากความเป็นอยู่ที่ดีของเรา สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือ เราไม่ควรเห็นประสิทธิภาพของเครื่องจักรเป็นต้นแบบของความเจริญรุ่งเรืองของมนุษย์

เราไม่ต้องการพัฒนาตัวเองให้สมบูรณ์แบบด้วยชิ้นส่วนที่ไร้ที่ติภายในระบบผลลัพธ์นิยม (consequentialist system) อันกว้างใหญ่ การมุ่งมั่นที่จะใช้ประโยชน์สูงสุด ปรับปรุงตัวเองให้ดีที่สุด และเป็นบุคคลที่สมบูรณ์แบบ ดูจะขัดแย้งกับแนวคิดที่ว่ามนุษย์สามารถมีศักดิ์ศรี มีอิสรภาพ และศักยภาพได้