เปิดงานวิจัยอธิบาย “วาทกรรมความพอเพียง” จากดราม่าแบบเรียน ป.5

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/มาดามแคชเมียร์
"วาทกรรมความพอเพียง" มักจะปรากฏผ่านสื่อแขนงต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งนักวิชาการมองว่า มีพื้นฐานมาจาก "มายาคติของคนชั้นกลางในสังคมไทย" ที่ต้องการอธิบายความเป็นอยู่ของคนชนบทหรือกลุ่มคนชั้นล่างของพีระมิดอย่างสวยงามและพอเพียง เป็นที่เสน่หาของคนในเมือง
อย่างกรณีล่าสุด ที่ "ความพอเพียงนิยม" ได้ถูกสอดแทรกในหนังสือภาษาพาทีระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เจ้าของเพจ "มาดามแคชเมียร์" ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 6.2 หมื่นคน ได้หยิบประเด็นนี้ให้สังคมถกเถียงกันอีกครั้ง
ผู้ดูแลเพจนี้ได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 20 เม.ย. พร้อมแนบภาพถ่ายส่วนหนึ่งของหนังสือเรียนดังกล่าวโดยในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ว่า "โปรตีนจากไข่ต้มหนึ่งซีก 1.75 กรัม ข้าวคลุกน้ำปลาโซเดียมหนักๆ ผัดผักบุ้งก็มีโซเดียมจากเครื่องปรุงแน่ๆ #ความสุขอยู่ที่ใจ พอเพียงน้ำตาจะไหล 55555555555"
ที่มาของโพสต์ดังกล่าวมาจากเนื้อหาที่ปรากฏในหนังสือหน้าที่ 142 ที่เล่าถึงเรื่องราวระหว่างตัวละครสมมติ ชื่อ เด็กหญิงใยบัว ซึ่งมีฐานะดี แต่รู้สึกน้อยใจพ่อแม่ ที่ไม่ยอมซื้อโทรศัพท์มือถือใหม่ให้ แล้วมาพูดตัดพ้อครอบครัวให้กับเด็กหญิงข้าวปุ้นฟัง ต่อมาเด็กหญิงข้าวปุ้นได้พาเด็กหญิงใยบัว ไปที่บ้านเด็กกำพร้าที่เป็นที่พักของเธอ เพื่อให้เด็กหญิงใยบัวได้เรียนรู้ความเป็นอยู่ที่พอเพียง
เน้นคุณค่าแห่งความพอเพียงเกินไปหรือไม่
ทว่า เนื้อหาที่กลายเป็นชนวนการวิพากษ์วิจารณ์อยู่ที่ประเด็นคุณค่าโภชนาการของอาหารสำหรับเด็กที่ควรได้รับ กับคุณค่าการสอนให้ยึดหลักความพอเพียง เหมาะสมหรือไม่
"ทำอย่างนี้ซิใยบัว ข้าวกับไข่จะพอดีกัน" ว่าแล้วข้าวปุ้นก็ใช้ช้อนบี้ไข่คลุกข้าวเหยาะน้ำปลาให้ดูเป็นตัวอย่าง ข้าวเป็นสีเหลืองสวยน่ากิน ใยบัวทำตาม คนอื่น ๆ ก็ทำแบบนี้ ผู้ใหญ่ไม่ใช้น้ำปลา แต่จะเป็นน้ำพริกแห้ง ๆ แทน เพียงคำแรกใยบัวก็รู้สึกอร่อย เสียงคุยเสียงหัวเราะ ทุกคนไม่คิดว่าใยบัวเป็นคนนอก แต่เป็นสมาชิกคนหนึ่งของบ้าน ข้าวหมดไม่รู้ตัว ใยบัวขอเติม แม้รอบนี้จะมีเพียงน้ำผัดผักบุ้งราดข้าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ไม่เพียงเจ้าของเพจ มาดามแคชเมียร์ที่ตั้งคำถามถึงรูปแบบการนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อนในแง่โภชนาการสำหรับเด็ก ที่ระบุในข้อความว่า "เด็กโตวัย 7-14 ปี ต้องการโปรตีนวันละ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. สมมติว่าเด็กน้ำหนัก 40 กก.ก็ต้องกินโปรตีน 40 กรัมต่อวัน" แต่สังคมก็ต่างวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาของหนังสือนี้เช่นกัน
หนึ่งในจำนวนนั้น คือ นพ. จิรรุจน์ ชมเชย กุมารแพทย์เชี่ยวชาญโรคระบบหายใจ กลุ่มงานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวที่มีผู้ติดตามเกือบ 6 หมื่นคน ได้คำถามพร้อมแสดงความกังวลต่อแบบเรียนที่อาจจะไม่คำนึงถึงโภชนาการของเด็กในวัยเรียน ซึ่งอาจจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของสมอง กล้ามเนื้อ ระบบภูมิคุ้มกัน และการทำงานของเอนไซม์ในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย
กพฐ. แจงเนื้อหาในแบบเรียนเป็นเพียงบทบาทสมมติ
ต่อมา 22 เม.ย. ดร. เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยในรายการข่าว "เจาะประเด็นข่าว 7HD" ว่า เนื้อหาที่ปรากฏในหนังสือเพียงเล่มดังกล่าวเป็นเพียงบทบาทสมมติ และต้องการชี้ให้เห็นความสำคัญของความพอเพียง ส่วนคำวิพากษ์วิจารณ์ว่า เนื้อหาล้าหลังนั้น กพฐ.จะนำไปปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้น
"ถ้าสมมติว่าหนูอ่านทั้งหมดของตรงนั้นน่ะ แล้วก็ประกอบกับการสอนของคุณครู เด็กนักเรียนจะเข้าใจทันทีว่า ตรงนี้คือเป็นตัวอย่างเท่านั้น แต่สิ่งที่เป็นความเป็นจริงที่เด็กได้รับในทุกๆวัน จะมีโปรแกรมของ Thai school lunch ที่เป็นฝ่ายโภชนาการที่ทำให้เด็กได้มีโอกาสในการทานอาหารกลางวันที่ไม่ใช่แค่จากตัวอย่างเท่านั้นค่ะ" เธออธิบาย
"ความพอเพียงนิยม" กับ "มายาคติชนชั้นกลางในสังคมไทย"
จากกรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นบทสะท้อนถึงแนวความคิดสองชุดในสังคมไทยระหว่าง "ค่านิยมเน้นความพอเพียง" และ "โลกอุดมคติที่สวยงามของคนชนชั้นกลางในเมือง" จนกลายเป็นการทำให้ความยากจนเป็นเรื่องที่น่าชวนฝัน (romantizing the poverty)
ในประเด็นนี้ มีงานวิจัยเรื่อง "ความพอเพียงนิยมกับมายาคติของคนชั้นกลางในสังคมไทย" โดยนายธนา มณีพฤกษ์ อาจารย์ประจำสาขารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้เคยอธิบายว่า มุมมองแนวคิดความพอเพียงในสังคมไทยนั้น มักจะเป็นอุดมการณ์การใช้ชีวิตของคนชั้นกลางที่เฝ้าใฝ่หาชีวิตที่กลับคืนสู่อ้อมกอดของธรรมชาติ กลับไปใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม การออกไปใช้ชีวิตในป่าเขา ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ฟังเสียงธรรมชาติในยามพักผ่อน เมื่อเสร็จสิ้นจากงานสวนไร่นาหลังจากกลับมายังที่พักอาศัย นอนดูดาวบนฟ้า ดังเพลงของนายพงษ์สิทธิ์ คำภีร์ ที่บอกว่า “ถึงไม่มีทีวี ตู้เย็น ก็ไม่เห็นเป็นไร”ในแบบที่หาไม่ได้ในสังคมเมืองใหญ่

ที่มาของภาพ, Getty Images
งานวิจัยเรื่องนี้พยายามชี้ให้เห็นว่า แนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียงมักถูกใช้เป็นเครื่องมือของชนชั้นนำในสังคงเพื่อใช้ประโยชน์ในการครอบงำทางอุดมการณ์วิธีที่ชนชั้นนำเคลื่อนไหว มักจะใช้เครื่องมือของสื่อสารมวลชนในหลากหลายรูปแบบ เพื่อชี้นำอุดมการณ์ต่าง ๆ ให้แก่สังคม
ขณะที่ นายธนา ได้ยกตัวอย่างผลการศึกษาของ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ เกี่ยวกับบทบาทของสื่อรูปแบบต่าง ๆ ที่ใช้เผยแพร่แนวความคิดเศรษฐกิจพอเพียงสู่เยาวชนเมื่อปี 2550 พบว่ารายการโทรทัศน์เผยแพร่เศรษฐกิจพอเพียงสู่เยาวชนได้มากที่สุด คือ 31.14% รองลงมาคือ ครู อาจารย์ 26.35% อินเตอร์เน็ต 10.78% พ่อแม่ และคนในครอบครัว 9.58%
อย่างไรก็ตาม ผู้ทำวิจัยเรื่องนี้ได้หยิบยกประเด็นเพื่อให้สังคมอภิปรายเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเหมือนฟันเฟืองชิ้นใหญ่ ที่ถูกนำมาใช้และให้ความสำคัญแทนที่กลจักรชนิดอื่น โดยที่ยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ และไม่มีใครรู้จักวิธีใช้ และทางออกเพื่อจะทำเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทางรอด ที่พึ่งของสังคมอย่างแท้จริง
"จึงยังต้องควรมีการนำหลักการมาถกเถียง วิพากษ์อย่างเปิดเผย เพื่อพิสูจน์ว่า แท้จริงแล้วเศรษฐกิจเป็นความหวังของสังคมในการที่สามารถพึ่งตนเองและอยู่รอดที่จะปรับตัวเข้ากับสังคมทุนนิยมได้อย่างไม่ขัดข้อง หามิใช่แค่เป็นเพียงวาทกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการไร้สาระของชนชั้นกลางในเมืองเท่านั้นความพอเพียงนิยมก็เป็นเพียงการช่วงชิงการนิยามวาทกรรม เพื่ออธิบายสถานการณ์ที่ดำรงอยู่ และทำให้คนพึงพอใจกับสภาพชีวิตในขณะนั้น และคนที่ได้ประโยชน์จากวาทกรรมดังกล่าว คือ คนที่ไม่มีปัญหาความยากจน และไม่มีปัญหากับความไม่พอเพียง"































