เหตุใดผู้คนในแอลจีเรียคิดว่าการเลือกตั้งเป็นยาขม เมื่อประธานาธิบดีที่มีกองทัพหนุนหลังอาจได้ครองเก้าอี้ต่อ

ที่มาของภาพ, EPA
- Author, ซัลลี นาบิล
- Role, บีบีซีนิวส์
- Published
- เวลาอ่าน: 2 นาที
แม้จะเป็นแพทย์ที่เปิดคลินิกของตัวเองในประเทศแอลจีเรีย แต่อัดลานไม่อาจหยุดความคิดที่จะอพยพไปยุโรปได้เลย เนื่องจากเขาสงสัยว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันเสาร์ (7 ก.ย.) จะนำไปสู่ประชาธิปไตยและนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่บ้านเมืองได้จริงหรือไม่
“ผมรู้สึกขมขื่นใจและผิดหวัง” ดร.อัดลาน (สงวนนามสกุล) บอกกับบีบีซีเมื่อเราพบเขาที่ร้านกาแฟในกรุงแอลเจียร์ เมืองหลวงของประเทศ
เมื่อห้าปีที่เขาและชาวแอลจีเรียคนอื่น ๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งขบวนการประท้วงที่เรียกว่า “ฮิรัก (Hirak)” เคยมีความหวังสูงมาก ว่าเสรีภาพและประชาธิปไตยนั้นอยู่แค่เอื้อม
ดร.อัดลาน คุณพ่อลูกสองได้เข้าร่วมขบวนการลุกฮือของประชาชนเป็นประจำ เพื่อขับไล่ให้ประธานาธิบดีอับเดลาซิซ บูเตฟลิกา ผู้ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในแอลจีเรียลงจากตำแหน่งหลังครองอำนาจมากกว่า 20 ปี
“ผมเข้าร่วมประท้วงเกือบ 50 ครั้งในทุกวันศุกร์ เราต้องการให้เสียงของพวกเราได้รับฟัง เราใฝ่ฝันที่จะเห็นบุคคลที่มีความรับผิดชอบ” ดร.อัดลาน กล่าว
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแอลจีเรียไม่แตกต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับรัฐอื่น ๆ ในแอฟริกาเหนือ เช่น อียิปต์ และ ตูนิเซีย ซึ่งได้รับอิทธิพลจากคลื่นปฏิวัติอาหรับสปริง (Arab Spring) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อยุติการปกครองแบบเผด็จการ
การประท้วงบนถนนของชาวแอลจีเรียล้มเหลวในการลดทอนอำนาจกองทัพ ซึ่งมีอิทธิพลนับตั้งแต่ประเทศได้รับเอกราชและยังคงชักใยการเมืองอยู่เบื้องหลัง
ประธานาธิบดีอับเดลมัดจิด เต็บบูน วัย 78 ปี ถูกมองจากหลายฝ่ายว่าได้รับการสนับสนุนจากนายพล จนชนะการเลือกตั้งในปี 2019 ซึ่งเป็นปีที่นายบูเตฟลิกาจำต้องลาออก
มีการคาดการณ์ว่าเขาจะรักษาตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งมีผู้ท้าชิงอีก 2 คน ได้แก่ อับเดลาลิ ฮัสซานี หัวหน้ากลุ่มขบวนการสังคมแห่งสันติภาพ และ ยูเซฟ อูชิเช ผู้นำแนวร่วมกองกำลังสังคมนิยม
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของแอลจีเรียได้ตัดสิทธิผู้สมัครจำนวน 13 คน รวมถึง ซูไบดา อัสโซล ทนายความและผู้นำพรรคฝ่ายค้านซึ่งมีส่วนร่วมในการประท้วงปี 2019

“ทางการไม่ได้ต้องการจัดการเลือกตั้งที่แท้จริง ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน” อัสโซล บอก
“ทรัพยากรของรัฐทั้งหมดทุ่มเทให้กับการรณรงค์หาเสียงของประธานาธิบดี”
กฎหมายกำหนดให้ผู้สมัครต้องรวบรวมลายเซ็นจำนวน 50,000 รายชื่อ จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนในจังหวัดต่าง ๆ หรือไม่ก็ลายเซ็นจากสมาชิกรัฐสภาและสภาท้องถิ่นจำนวน 600 รายชื่อ เพื่อให้มีคุณสมบัติชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดี
อัสโซลเชื่อว่า ข้อกำหนดดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้สมัครเช่นเธอ ไม่สามารถเข้าแข่งขันในการเลือกตั้งได้
“ผู้สมัครคนใดจะรวบรวม 50,000 รายชื่อเพื่อสนับสนุนพวกเขาได้ภายใน 1 เดือน ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดของฤดูร้อน และเป็นประเทศขนาดใหญ่อย่างแอลจีเรีย” เธอบอก
แต่อับเดลราห์มาน ซาเลห์ หัวหน้าพรรคที่สนับสนุนนายเต็บบูน ไม่เห็นด้วยกับคำวิพากษ์วิจารณ์ของเธอ
“พวกเขาล้มเหลวในการเตรียมเอกสารที่จำเป็นให้ครบถ้วน และพยายามหาข้อแก้ตัวต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ผมหวังว่าพวกเขาจะมีความรับผิดชอบมากพอที่จะยอมรับว่า ตนเองไม่สามารถโน้มน้าวผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้”

ที่มาของภาพ, AFP
ดร.อัดลาน บอกว่าเพื่อนของเขาที่เป็นแพทย์หลายสิบคน พากันย้ายถิ่นฐานไปยุโรปในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ชาวแอลจีเรียส่วนใหญ่พูดภาษาฝรั่งเศส ดังนั้นจุดหมายปลายทางที่พวกเขาหมายปองจึงมักเป็นประเทศฝรั่งเศส และบางครั้งก็เป็นเมืองที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสในแคนาดา
แม้ชาวแอลจีเรียบางคนทำตามขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อค้นหาชีวิตที่ดีกว่าในต่างประเทศ แต่บางคนก็เลือกเส้นทางที่เสี่ยงกว่านั้น เช่น เลือกเดินทางผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเพื่อไปยังชายฝั่งของยุโรป
“ผู้คนหลายพันคนกระโดดลงเรือ นำตัวเองไปสู่สิ่งที่ไม่รู้ชะตากรรม เพียงเพราะว่าไม่อาจทนใช้ชีวิตในประเทศนี้ต่อไปได้อีกแล้ว” ดร.อัดลาน กล่าว
แม้ไม่มีตัวเลขแน่ชัด แต่การย้ายถิ่นฐานผิดกฎหมายนั้นเป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกทั่วแอฟริกาเหนือมาโดยตลอด
เยาวชนหลายคนไม่สามารถทนต่อสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้ายได้อีกต่อไป แม้ที่นี่จะมั่งคั่งไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติอย่างน้ำมันและก๊าซธรรมชาติก็ตาม แต่การว่างงานของเยาวชนในแอลจีเรียก็สูงกว่า 30% จากรายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ
ประธานาธิบดีเต็บบูน ได้สัญญาว่าจะสร้างงานให้มากขึ้นหากเขาชนะการเลือกตั้งสมัยที่ 2 แต่ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เขาจะสามารถแก้ปัญหาการว่างงานเรื้อรังและนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่

ที่มาของภาพ, Getty Images
บีบีซีถาม ดร.อัดลานว่าจะไปเลือกตั้งหรือไม่ เนื่องจากเขาเป็น 1 ใน 24 ล้านผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนแล้ว แต่เขาบอกว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ
ถัดจากที่เขานั่งอยู่ คือ อับเดลวาคีม บลาม นักข่าวที่มีส่วนร่วมในการประท้วงปี 2019 เขาบอกว่าตนเองจะคว่ำบาตรการเลือกตั้งครั้งนี้
“เราจะมีการเลือกตั้งที่ยุติธรรมและเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร เมื่อนักข่าวและนักกิจกรรมต่างต้องติดคุก เพียงเพราะโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์”
“ผมต้องลาออกจากงาน 2-3 แห่ง เนื่องจากข้อจำกัดด้านเสรีภาพในการแสดงออก” เขากล่าวด้วยน้ำเสียโกรธแค้น
แต่ผู้สนับสนุนรัฐบาลปฏิเสธการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องดังกล่าว นายซาเลห์บอกว่า มีแค่ผู้ทำผิดกฎหมายเท่านั้นที่ถูกดำเนินคดี
“ไม่มีนักข่าวคนใดถูกคุมขังในแอลจีเรียเนื่องจากการทำงานของพวกเขา รวมทั้งไม่มีนักการเมืองคนใดถูกควบคุมตัวเพราะมุมมองทางการเมืองของพวกเขา ทั้งหมดมันเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายทั้งนั้น” เขากล่าว
การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นระหว่างเวลา 7.00-16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยคาดว่าจะทราบผลเบื้องต้นในวันอาทิตย์ (8 ส.ค.) ทั้งนี้ หากไม่มีผู้สมัครรายใดชนะเสียงข้างมาก ก็จะมีการเลือกตั้งรอบที่ 2 ระหว่างผู้สมัครที่มีคะแนนนำทั้งสองคน
เมื่อบีบีซีเดินไปรอบ ๆ ในกรุงแอลเจียร์ เราเห็นโปสเตอร์และป้ายหาเสียงน้อยมาก เราจึงถามบางคนว่าทำไมไม่ค่อยมีการหาเสียงให้เห็นเท่าไรนัก
“เพื่ออะไรเหรอ ในเมื่อเราทุกคนก็รู้ว่าใครจะชนะ” หนึ่งในนั้นตอบกับเรา






























