วิบากกรรม เศรษฐา ทวีสิน กับ "แฉเพื่อชาติ" 3 อีพี ของชูวิทย์

tnp

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, เศรษฐา ทวีสิน ที่พรรคเพื่อไทย หนึ่งวันก่อนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
Published

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เปิดปฏิบัติการ "แฉเพื่อชาติ" ตอนสุดท้าย เกี่ยวกับการซื้อที่ดินภายใต้การดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ยืนยันการออกมาเปิดเผยกระบวนการจัดซื้อที่ดินทั้งหมดทั้ง 3 กรณี เป็นไปเพื่อให้ประชาชนและสมาชิกรัฐสภา พิจารณาคุณสมบัติของนายเศรษฐา ในการนั่งตำแหน่งนายกฯ

การเปิดเผยข้อมูลของนายชูวิทย์ ตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา "จอมแฉ" ระบุว่า เพื่อชี้ชวนให้เห็นว่าเศรษฐาตกคุณสมบัตินายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) ที่ระบุว่า “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์”

ล่าสุด ในวันนี้ (21 ส.ค.) นายชูวิทย์ ได้เปิดเผยข้อมูลอ้างว่าการจัดซื้อที่ดินที่สุขุมวิท 12 ของบริษัทลูก บมจ.แสนสิริ มีการ "จัดตั้งนอมินีดักไว้ล่วงหน้า" และมีการซื้อขายโดยบริษัทสัญชาติซามัว ที่จัดตั้งในฮ่องกง อันมีพฤติกรรมในลักษณะ "ฟอกเงินไปต่างประเทศ" ทำให้เกิดเงินทอนการซื้อขายจำนวน 675 ล้านบาท โดยอ้างว่ามีบุคคลที่เป็น "คนของแสนสิริ" และคนใกล้ชิดนายเศรษฐามีส่วนพัวพัน

"อันนี้ไม่ใช่คอมมิชชัน อันนี้คือการวางแผนคอร์รัปชันผู้ถือหุ้น" นายชูวิทย์ กล่าว

"ผมพูดในประโยชน์ของแผ่นดินของบุคคลสาธารณะ ไม่เคยพูดเพราะเรื่องส่วนตัว... กระบวนการของผมทั้งหมดเพื่อให้ ประชาชน สส. สว. พิจารณาคุณสมบัติของนายเศรษฐา" นายชูวิทย์กล่าว

พร้อมกับบอกว่า ถึงแม้นายเศรษฐาจะได้รับการโหวตเป็นนายกฯ ในวันที่ 22 ส.ค. ก็ดำรงตำแหน่งได้เพียง 3 เดือน เพราะปัญหาความไม่โปร่งใสดังกล่าว

นายชูวิทย์ ยังเปิดเผยด้วยว่า เขาได้จัดทำเอกสารข้อมูลของความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจทั้ง 3 กรณี ให้กับสมาชิกรัฐสภา ทั้ง สส. และ สว.พิจารณา

"ความซื่อสัตย์ มันไม่ได้หมายถึงคุณสมบัติในปัจจุบันหรืออนาคต สิ่งต่าง ๆ ที่คุณเศรษฐาอธิบาย ไม่ได้พิสูจน์อะไรกับความซื่อสัตย์"

ด้าน บมจ.แสนสิริ ออกแถลงการณ์ชี้แจงในช่วงเย็นว่า แสนสิริ บริษัทย่อยของแสนสิริ กรรมการและผู้บริหารของบริษัท ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับ บริษัท ศิวะแลนด์ จำกัดเจ้าของที่ดินแปลงดังกล่าว อีกทั้งไม่เคยรู้จักหรือทำธุรกรรมใด ๆ กับ บริษัท คราวน์ ซิตี้ ลิมิเต็ด

บีบีซีไทยสรุปกรณีทั้ง 3 ได้ดังนี้

EP 1 กล่าวหาเลี่ยงภาษีซื้อที่ดินถนนสารสิน

3 ส.ค. ชูวิทย์เปิดแถลงข่าว ep1 กล่าวหา บมจ.แสนสิริ ซื้อที่ดินย่าน ถ.สารสิน ราคาประเมิน 1,570 ล้านบาท จากบริษัท ประไพทรัพย์ เมื่อปี 2562 โดย “ทำนิติกรรมอำพรางเพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษี” แทนที่จะโอนขายที่ดินในวันเดียว แต่ให้ผู้ถือหุ้น 12 คนของบริษัทประไพทรัพย์ แบ่งโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแยกรายบุคคล 12 คน 12 วัน ทั้งที่เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน โดยมีค่าใช้จ่าย ณ วันโอน (ภาษีและค่าธรรมเนียม) รวม 12 คน เพียง 59.2 ล้านบาท หลีกเลี่ยงการเข้าเกณฑ์คณะบุคคลที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 35% ทำให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 521 ล้านบาท ทั้งนี้ในการประชุมของ บมจ.แสนสิริ 14 ส.ค. 2562 ที่มีมติแยกโอนที่ดินรวม 12 วัน

เศรษฐา ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ ได้ลงนามรับรองการประชุมด้วย

ชูวิทย์ยื่นเรื่องให้กรมสรรพากรตรวจสอบการเสียภาษีกรณีนี้ และยังยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ 2 เจ้าพนักงานที่ดินเขตพระนคร ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย

THAI NEWS PIX

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ชูวิทย์ยื่นเรื่องต่อกรมสรรพากรเมื่อ 4 ส.ค. ให้ตรวจสอบการซื้อขายที่ดิน ถ.สารสิน ของ บมจ.แสนสิริ (ผู้ซื้อ) ด้วยวิธีแบ่งโอน 12 คน 12 วัน เข้าข่ายหลีกเลี่ยงการเสียภาษีหรือไม่

ด้าน บมจ.แสนสิริ ออกเอกสารชี้แจงว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงดังกล่าว กำหนดให้ผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบภาษีอากร ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ประกอบกับเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ขายในการเสียภาษีอากร แสนสิริมีหน้าที่ชำระราคาให้ครบถ้วนตามที่ตกลงกัน และรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเท่านั้น

“แสนสิริไม่ได้รับรู้ หรือเกี่ยวข้องใด ๆ ในวิธีการ หรือการดำเนินการใด ๆ ทางภาษีอากรของผู้ขายตามที่ได้มีการกล่าวอ้างดังกล่าว และไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ จากการประหยัดภาษีและค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ของผู้ขาย”

เอกสารชี้แจงของ บมจ.แสนสิริ ระบุต่อไปว่า เศรษฐามีส่วนร่วมเฉพาะขั้นตอนการอนุมัติจัดซื้อที่ดิน โดยพิจารณาจากตัวเลขและข้อมูลที่ทีมสรรหาที่ดินได้จัดทำ และนำเสนอให้ที่ประชุมผู้บริหารพิจารณา ส่วนการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ชำระราคา และโอนกรรมสิทธิ์เป็นหน้าที่ของทีมสรรหาที่ดินรับผิดชอบจัดการและประสานงานทั้งหมด โดยที่ผู้ขายเป็นผู้แจ้งความประสงค์ว่าต้องการแยกโอนเฉพาะส่วนตามรายชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามที่เป็นข่าว

ในอีก 5 วันต่อมา เศรษฐาได้ส่งทนายความฟ้องดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทและเรียกค่าเสียหาย 500 ล้านบาทจากชูวิทย์ จากการใส่ความเศรษฐาให้ประชาชนและสมาชิกรัฐสภาเชื่อว่าแคนดิเดตนายกฯ รายนี้กระทำผิดกฎหมายและขัดธรรมาภิบาล เพื่อหวังผลทางการเมือง

THAI NEWS PIX

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของเศรษฐา ฟ้องหมิ่นประมาทชูวิทย์เมื่อ 8 ส.ค. หลังแถลงข่าวทำให้เศรษฐา “ได้รับความเสียหายต่อร่างกายและจิตใจ” และ “ขาดความน่าเชื่อถือจากประชาชน”

EP 2 “นิติกรรมซ่อนเร้น” ใช้ รปภ. เป็นนอมินีซื้อที่ดินทองหล่อ

15 ส.ค. ชูวิทย์เปิดแถลงข่าว ep.2 กล่าวหา บมจ.แสนสิริ ทำ “นิติกรรมซ่อนเร้น ใช้นอมินีซื้อที่ดินทองหล่อ” ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของคอนโดหรู แต่เดิมที่ดินแปลงนี้ถือครองโดย “บริษัทจริง” ซึ่งเป็นของนายแพทย์โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท โดยจดจำนองไว้กับธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH BANK) 465 ล้านบาท กระทั่ง 11 ก.พ. 2558 ชูวิทย์อ้างว่าพบการทำธุรกรรม 3 รายการภายในวันเดียว

1) “นอมินี” เข้าซื้อบริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด (บริษัทจริง) 100 ล้านบาท ก่อนมีการปรับเปลี่ยนรายชื่อผู้ถือหุ้นใหม่ในวันเดียวกัน มี น.ส.พินิช ถือหุ้น 99.99% นายสมศักดิ์ ถือหุ้น 0.0001% และนายพีระพงษ์ ถือหุ้น 0.0001% ซึ่งชูวิทย์ตรวจสอบพบว่า พินิชเป็นชาวมหาสารคาม มีอาชีพแม่บ้าน ที่บ้านเลี้ยงไก่ และสมศักดิ์เป็นชาวร้อยเอ็ด อาชีพเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.)

2) บริษัท อาณาวรรธน์ จำกัด (บริษัทลูกของแสนสิริ และมีเศรษฐาเป็นกรรมการบริษัท) ให้ บริษัท เอ็น แอนด์ เอ็นฯ กู้เงินจำนวน 1,000 ล้านบาท

3) บริษัท เอ็ม แอนด์ เอ็นฯ นำเงินกู้ที่ได้ไปปลดจำนองที่ดินจาก LH BANK (จำนองไว้ตั้งแต่ 5 เม.ย. 2555) จำนวน 465 ล้านบาท

“จอมแฉ” ระบุต่อไปว่า น.ส.พินิชได้กำไรจากเงินกู้ หลังปลดจำนองหนี้กับธนาคารและซื้อหุ้นจากเจ้าของเดิม 435 ล้านบาท ซึ่งต่อมา 24 พ.ค. 2560 บริษัท เอ็น แอนด์ เอ็นฯ ได้เปลี่ยนผู้ถือหุ้นอีกครั้งจาก น.ส.พินิช และนายสมศักดิ์ เป็นนายยงยุทธ อาชีพ รปภ. เพื่อทิ้งร้างและไม่นำส่งงบการเงินติดต่อกันหลายปี

ต่อมาในปี 2559 บมจ.แสนสิริซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากบริษัท เอ็น แอนด์ เอ็นฯ ในราคา 957 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.1 ล้านบาท/ตารางวา ขณะที่ในปี 2558 มีบันทึกตามหลักฐานบัญชีว่าที่ดินดังกล่าวราคา 650,000 บาท/ตารางวา

ชูวิทย์โยนสารพัดคำถาม ให้สาธารณชนได้คิดตาม อาทิ

  • เงินทอน 435 บาทหายไปไหน เข้ากระเป๋าใคร?
  • เหตุใดแสนสิริจึงให้แม่บ้าน และ รปภ. กู้เงินซื้อที่ดินในซอยทองหล่อถึง 1,000 ล้านบาท?
  • ทำไมไม่ซื้อที่ดินโดยตรงกับเจ้าของ แต่ให้นอมินีไปกู้เงินซื้อที่ดิน?

ชูวิทย์ได้ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบธรรมาภิบาลของ บมจ.แสนสิริ และยังเข้าพบ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เพื่อกล่าวโทษคณะกรรมการ บมจ.แสนสิริ และกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินีซื้อขายที่ดิน ในข้อหาทำเอกสารอันเป็นเท็จ ตั้งบริษัทนอมินี และฟอกเงิน

THAI NEWS PIX

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ชูวิทย์แสดงแผนผังลำดับเหตุการณ์การซื้อขายที่ดินทองหล่อ ที่เขากล่าวหาว่าเป็นการทำนิติกรรมซ่อนเร้น ระหว่างแถลงข่าวเมื่อ 16 ส.ค.

ต่อมา น.ส.พินิช ที่ถูกชูวิทย์ระบุว่าเป็นแม่บ้าน ได้ลงบันทึกประจำวันที่ สภ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม ก่อนให้สัมภาษณ์สื่อหลายสำนัก อาทิ มติชน เนชั่น ว่าทราบข่าวจากสื่อ รู้สึกงงมาก และตกใจ พร้อมยืนยันว่าไม่เคยทำธุรกิจอะไร และไม่เคยเป็นแม่บ้าน

ด้าน บมจ.แสนสิริ ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า การสรรหาจัดซื้อที่ดินของแสนสิริ ถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใส และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ผ่านการประเมินความเสี่ยงหลากหลายมิติ ก่อนอนุมัติจัดซื้อที่ดินแต่ละแปลงจะมีทีมสรรหาที่ดินตรวจสอบรายละเอียดของที่ดินที่ได้รับการเสนอขาย ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ รวมถึงพิจารณาราคาตามกลไกตลาด ทำเลที่ตั้ง สำรวจตลาดคู่แข่ง กำไรที่คาดว่าจะได้รับ ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิต่อเนื่องมาตลอด

ส่วนกรณีที่ดินทองหล่อ (โครงการ KHUN by YOO) แสนสิริ บริษัทย่อย กรรมการและผู้บริหารบริษัทไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับบริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด ผู้ขายที่ดินแปลงดังกล่าว แสนสิริซื้อที่ดินทองหล่อปี 2559 ราคา 1.1 ล้านบาท/ตารางวา จากบริษัทเอ็น แอนด์ เอ็นฯ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดตั้งแต่ปี 2551 ในราคาเหมาะสมเทียบเคียงกับราคาตลาด การอ้างว่าแสนสิริซื้อที่ดินราคาแพง ควรซื้อแค่ 565 ล้านบาท หรือตารางวาละ 650,000 บาท “เป็นการพูดไม่สมเหตุผล ไม่มีเจ้าของที่ดินรายใดในซอยทองหล่อขายที่ดินในราคาดังกล่าว”

แถลงการณ์ระบุว่า บริษัท อาณาวรรธน์ จำกัด ที่เป็นบริษัทลูกแสนสิริ “ไม่เคยให้กู้ยืมเงิน” แก่บริษัท เอ็น แอนด์ เอ็นฯ มีหลักฐานที่อยู่ในสัญญาจำนองฉบับกรมที่ดินว่าการจำนองดังกล่าวเป็นการจำนองเพื่อประกันการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายที่ดินของผู้ขายเพื่อให้ผู้ขายปฏิบัติตามสัญญาให้ครบถ้วน รวมถึงการดำเนินการเคลียร์ผู้เช่าในที่ดินเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ เมื่อผู้ขายดำเนินการครบถ้วนแล้ว แสนสิริจึงรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าว จัดทำเป็นโครงการอาคารชุดที่มีการขายและโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกค้าแล้ว

EP 3 กล่าวหาตั้งนอมินีผ่านบริษัทต่างด้าว ซื้อที่ดินสุขุมวิท 12

21 ส.ค. ชูวิทย์ เปิดแถลงข่าว ep สุดท้าย กล่าวหา บริษัทลูกในเครือของ บมจ.แสนสิริ "จัดตั้งนอมินี" ทำสัญญาซื้อขายที่ดินย่านสุขุมวิท 12 ผ่านบริษัทสัญชาติซามัว ก่อนขายให้กับ บริษัทร่วมทุน บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้งส์ ทำให้เกิดส่วนต่าง "เงินทอน" ที่ใช้เงินผู้ถือหุ้นซื้อ จำนวน 675 ล้าน โดยกล่าวหาว่า บุคคลผู้ดำเนินการเป็น "คนของแสนสิริ"

ชูวิทย์อ้างว่าการทำธุรกรรมผ่านนอมินีดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อปี 2559

ที่ดินที่นายชูวิทย์ เปิดแถลงข่าวเป็นที่ดินเปล่าขนาด 2 ไร่เศษ ติดถนนสุขุมวิท 12 ข้างอาคารไทม์สแควร์ในย่านอโศก-นานา เขาระบุว่า ที่ดินผืนนี้เดิมเป็นของบริษัท ศิวะแลนด์ ซึ่งเจ้าของ 4 คน เป็นคนอินเดีย ทุนจดทะเบียนบริษัททั้งสิ้น 175 ล้านบาท เมื่อต้องการขายที่ดินแปลงนี้ จึงได้ไปจดจำนองกับธนาคารกรุงเทพ เป็นจำนวน 1,000 ล้านบาท

ต่อมา วันที่ 11 มี.ค. 2559 ปรากฏการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัท ศิวะแลนด์ โดยพบว่า บริษัทที่ชื่อว่า บ.คราวน์ซิตี้ ลิมิเต็ด บริษัทสัญชาติซามัว อันเป็นประเทศที่บริษัทที่จดทะเบียนไม่ต้องเปิดเผยชื่อผู้ถือหุ้นและมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีและธุรกิจ แต่จดทะเบียนในฮ่องกง ได้เข้าเป็นผู้ถือหุ้น ใน บ.ศิวะแลนด์ จำนวน 48.57% โดยปรากฏชื่อผู้ถือหุ้น “นอมินี” รายหนึ่งได้แก่ นายโชคชัย ที่นายชูวิทย์อ้างว่า มีอาชีพเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย ชาว จ.มุกดาหาร ถือหุ้นกว่า 51%

หลังจากนั้น บ.คราวน์ซิตี้ฯ ได้ทำการปลดจำนองที่ดินผืนนี้ 1,000 ล้าน และซื้อหุ้น บ.ศิวะแลนด์ 175 ล้าน รวมเป็นมูลค่า 1,175 ล้านบาท

ต่อมา ในวันที่ 14 มี.ค. 2559 ชูวิทย์อ้างว่าพบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น ซึ่งนายชูวิทย์ระบุว่า ได้ "กลายเป็นบริษัทต่างด้าวไปแล้ว" เพราะ บ.คราวน์ซิตี้ ลิมิเต็ด เข้าเป็นผู้ถือหุ้นจำนวน 99.999%

ส่วน "นอมินี" ที่เป็น รปภ. หายไปจากการเป็นผู้ถือหุ้น ตามเอกสารสำเนาผู้ถือหุ้นที่นายชูวิทย์นำมาแสดง แต่ปรากฏชื่อของนาย "พธศลย์" หรือนายสกล ซึ่งเขาอ้างว่าเป็น "คนของแสนสิริ" เข้ามาถือหุ้นจำนวน 1 หุ้น โดยมีสถานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม

นายชูวิทย์บรรยายถึงการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 14 มี.ค. ว่า ได้มีการขายที่ดินผืนนี้ ขนาด 2 ไร่ 84 ตารางวา ให้กับ บริษัท พัฒนสิริ เอสเตท จำกัด ที่เขาอ้างว่าเป็น บ.ลูกของ แสนสิริ ในราคา 499.46 ล้านบาท หรือตารางวาละ 565,000 บาท โดยใช้สำเนาผู้ถือหุ้นฉบับเดิมที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ยังไม่ใช่ต่างด้าว เป็นเอกสารไปยืนยันกับกรมที่ดิน เนื่องจากหากเป็นต่างด้าวจะไม่สามารถซื้อขายได้

ในส่วนบริษัท พัฒนสิริ เอสเตท นายชูวิทย์อ้างว่า มี บมจ.แสนสิริ ถือหุ้นอยู่ 99.99% และนายเศรษฐา มีอยู่ 1 หุ้น

“จอมแฉ” ระบุต่อด้วยว่า หลังจากนั้น บริษัท พัฒนสิริ เอสเตท ได้ขายหุ้นส่วนนี้ให้กับบริษัทร่วมทุน บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้งส์ ซึ่งในเวลาต่อมาข้อมูลในงบการเงินที่ตรวจสอบโดยบริษัทตรวจสอบบัญชีอีวายว่า ที่ดินมีมูลค่า 1,850 ล้านบาท เมื่อนำไปหักลบกับเงินกู้ที่ บ.ศิวะแลนด์ ไปจดจำนองไว้ 1,000 ล้านบาท กับทุนจดทะเบียน 175 ล้านบาท ทำให้เกิด "เงินทอน" จำนวน 675 ล้านบาท “ที่หายไป” ในวันที่ 14 มี.ค. 2559

นายชูวิทย์ ยังเปิดเผยภาพที่อ้างว่าเป็นที่ทำการของ บ.คราวน์ ซิตี้ ที่ฮ่องกงว่าเป็น "บริษัทผี ไม่มีคนทำงาน" และเป็นบริษัทนอมินีชัดเจน เขาเดินทางไปที่สำนักงานแต่ไม่พบว่ามีคนทำงาน และพบว่ามี "สภาพยิ่งกว่าแฟลต"

ชูวิทย์ กล่าวสรุปว่า ทั้งผู้ตั้งนอมินีและผู้ซื้อที่ดินเพื่อนำมาขาย "ล้วนเกี่ยวข้องกับแสนสิริทั้งสิ้น ทั้งทางตรง ทางอ้อม" และมีความเกี่ยวพันกับนายเศรษฐา โดยนายพธศลย์หรือนายสกล ผู้ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของ บ.ศิวะแลนด์ "ทำหน้าที่เพียงลงนามในนิติกรรมแทน" นอกจากนี้ยังเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทอีก 2 แห่ง ซึ่งถือหุ้นใหญ่โดยคนใกล้ชิดของนายเศรษฐา ทางภรรยา และลูกพี่ลูกน้อง รวมไปถึงผู้ถือหุ้นใน บมจ.แสนสิริ

"ถามว่าอย่างนี้คุณเป็นนายกฯ ได้ไง คุณเป็นนายกฯ ประเทศไทยไม่ได้ เพราะการกระทำของคุณ คือจัดตั้งนอมินีทั้งในและต่างประเทศ" นายชูวิทย์ กล่าว

"ทำไมทุกครั้งที่แสนสิริ ซื้อที่ดิน จะมีเงินทอนเสมอ ที่ทองหล่อ 12 มีเงินทอน 435 ล้านบาท ที่สุขุมวิท มีเงินทอน 675 ล้านบาท เพราะเป็นเงินที่ได้เร็ว โดยไม่ต้องควักเงินจากกระเป๋าตัวเองมาลงทุน แต่ใช้เงินของผู้ถือหุ้นแทน"

tnp

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ด้าน บมจ.แสนสิริ ออกแถลงการณ์ชี้แจงในช่วงเย็นว่า แสนสิริ บริษัทย่อยของแสนสิริ กรรมการและผู้บริหารของบริษัท ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับ บริษัท ศิวะแลนด์ จำกัดเจ้าของที่ดินแปลงดังกล่าว อีกทั้งไม่เคยรู้จักหรือทำธุรกรรมใด ๆ กับ บริษัท คราวน์ ซิตี้ ลิมิเต็ด

แถลงการณ์ระบุอีกว่า แสนสิริซื้อที่ดินติดถนนสุขุมวิท บริเวณปากซอยสุขุมวิท 12 ในปี 2559 ทั้งหมดจำนวน 890.5 ตารางวา ในราคาเฉลี่ย 1,950,000 บาทต่อตางรางวา โดยผู้ขายรับผิดชอบภาษีอากร ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด โดยราคาดังกล่าวเป็นราคาที่เหมาะสมเทียบเคียงกับราคาตลาด

บมจ.แสนสิริ ระบุต่อด้วยว่า "ไม่เคยมีการโอนเงินไปต่างประเทศเพื่อซื้อขายที่ดิน" โดยได้ชำระราคาที่ดินแปลงนี้เป็นเงิน 1,734,525,000 บาท

"แสนสิริ ขอยืนยันว่าได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใส และตรวจสอบได้ จึงขอชี้แจงมา ณ ที่นี้" แถลงการณ์ที่ลงนามโดย อุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ระบุ

ทั้งนี้ตัวเลขของการชำระราคาที่ดินใกล้เคียงกับเอกสารงบการเงินของบริษัท แสนสิริ บีทีเอส โฮลดิ้งส์ เมื่อปี 2559 ที่นายชูวิทย์นำมาแถลงข่าว โดยระบุต้นทุนโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์/ ที่ดินรอการพัฒนา ในรายการที่ดินไว้ที่กว่า 1,734 ล้านบาท

ตลอด 2 สัปดาห์ที่ถูก “แฉ” เศรษฐาสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ 3 ครั้ง ยืนยันว่าแสนสิริทำงานตามหลักธรรมาภิบาล ไม่เคยถูกตั้งข้อกล่าวหา หรือแม้กระทั่งตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และตัวเขาเองก็ปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบกฎหมาย ไม่เคยมีวิธีการนอกระบบกฎหมาย เพื่อเบียดบังผลประโยชน์ของรัฐ หรือแสวงหาประโยชน์เป็นการส่วนตัว พร้อมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาของชูวิทย์

เศรษฐาระบุผ่านคลิปวิดีโอความยาว 7.44 นาที ซึ่งเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กของเขาเมื่อ 18 ส.ค. ว่า ทุก ep ของชูวิทย์ ไม่ว่าจะเป็น ที่ดินแปลงสารสิน หรือที่ดินซอยทองหล่อ เป็นเรื่องแบบเดียวกัน แต่อยากให้แยกระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายให้ชัดเจน โดยแสนสิริคือผู้ซื้อ ไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการบริหารภายในของฝ่ายผู้ขายได้ในทุกขั้นตอน ฝั่งผู้ซื้อ ไม่มีนอมินี ไม่มีการปล่อยกู้ให้ผู้ขาย ไม่มีการทำสัญญากู้ ไม่มีการสมคบคิดใด ๆ และไม่เคยมีเงินทอนใด ๆ กลับมาที่ตัวเขา หรือพนักงานแสนสิริคนไหนทั้งสิ้น

“คุณโกรธเคืองที่บริษัทไม่ซื้อที่ดินคุณที่ซอยสุขุมวิท 24 เมื่อเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว เราตกลงกัน จากราคา 2,000 ล้าน เหลือ 1,800 ล้าน แต่ที่ดินคุณมีเงื่อนไขติดพันกับบริษัท ไรมอนแลนด์ แสนสิริไม่สามารถซื้อที่ดินที่มีนิติกรรมซ้อนได้ คุณไม่พอใจ แต่เพราะเงื่อนไขของที่ดินคุณเอง” เศรษฐา “แฉคืน” ชูวิทย์

หลังจากมีข่าวว่าพรรค พท. จะเสนอชื่อเศรษฐาเป็นนายกฯ เจ้าตัวอ้างว่า “โดนข่มขู่” โดยชูวิทย์ฝากข้อความผ่านคนใกล้ชิดมาสั่งให้เขามัดจำเงินเพื่อซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวอย่างไม่มีเงื่อนไข ชูวิทย์ติดต่อผู้ใหญ่มากมายให้มาบอกว่าจะแฉ และทำทุกอย่างเพื่อให้ไม่เหมาะสมจะเป็นนายกฯ ทั้งนี้การออกมาพูดความจริง รู้ว่าชูวิทย์ต้องไม่พอใจและอาจจะไปฟ้องศาล โดยเขาพร้อมนำพยานหลักฐานไปสู้คดีในศาลต่อไป

“ทุกคนเตือนผมว่าอย่าลงการเมือง มันเปลืองตัว ผมขอบคุณในความหวังดีของทุกคน” เศรษฐากล่าว