เมื่อทหารหญิงชายแดนที่อิสราเอล เห็นสัญญาณของสงคราม แต่ไม่มีใครสนใจเสียงเตือนของพวกเธอ

Female soldiers who guarded Israel's border
    • Author, อลิซ คัดดี้
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี ประจำอิสราเอล
  • Published

พวกเธอเป็นที่รู้จักว่าคือ ดวงตาของอิสราเอล ณ ชายแดนกาซา

หลายปีที่ผ่านมา กลุ่มทหารเกณฑ์หญิงเหล่านี้ มีงานที่ต้องทำเพียงอย่างเดียว นั่นคือการนั่งอยู่ในฐานเฝ้าระวังเพื่อสอดส่องหาสัญญาณของสิ่งที่น่าสงสัย

ในช่วงหลายเดือนก่อนที่การโจมตีจากกลุ่มฮามาสจะเกิดขึ้นในวันที่ 7 ต.ค. พวกเธอเริ่มมองเห็นกิจกรรมต่าง ๆ จากฝั่งกาซา เช่น การฝึกซ้อมบุกจู่โจ่ม การจำลองสถานการณ์จับตัวประกัน ขณะที่เกษตรกรในอีกฟากของรั้วชายแดนก็เริ่มมีพฤติกรรมแปลก ๆ

โนอา (นามสมมติ) บอกว่า พวกเธอได้ส่งต่อข้อมูลจากสิ่งที่เห็น ไปให้กับฝ่ายข่าวกรองและเจ้าหน้าที่ระดับสูงขึ้นไปแล้ว แต่พวกเธอก็ไม่มีอำนาจที่จะทำอะไรได้มากกว่านั้น เนื่องจากพวกเธอเป็นเพียงแค่ “ดวงตา”

ทหารเกณฑ์หญิงหลายคนบอกว่า มันชัดเจนมากว่ากลุ่มฮามาสกำลังวางแผนเพื่อปฏิบัติการครั้งใหญ่ ดังที่โนอาใช้คำว่า “บอลลูนกำลังจะระเบิด”

บีบีซีได้พูดคุยกับหญิงสาวเหล่านี้เกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมน่าสงสัยที่พวกเธอได้สังเกตเห็น รายงานที่พวกเธอได้ส่งต่อให้กับเจ้าหน้าที่อิสราเอล รวมถึงสิ่งที่พวกเธอมองว่า เป็นการขาดการตอบสนองจากเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของกองกำลังป้องกันอิสราเอล (Israel Defence Forces: IDF)

บีบีซียังได้เห็นข้อความบนวอตส์แอปป์ ที่พวกเธอได้ส่งออกไปในช่วงหลายเดือนก่อนเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. ด้วย ข้อความเหล่านั้นมีเนื้อหาพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน หลายประโยคเป็นการพูดแบบติดตลกร้ายว่า ใครกันหนอที่จะเป็นคนที่เข้าเวรอยู่เมื่อการโจมตีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นี้เกิดขึ้น

ทหารเกณฑ์หญิงเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงคนกลุ่มเดียวที่ส่งสัญญาณเตือนออกไป เมื่อมีการรวบรวมหลักฐานมากขึ้น ความโกรธและคำถามต่อการตอบสนองของฝ่ายรัฐอิสราเอลก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

บีบีซีได้พูดคุยครอบครัวที่กำลังโศกเศร้าจากการสูญเสียลูกสาว และผู้เชี่ยวชาญที่มองว่าแนวทางการตอบสนองของกองกำลังป้องกันอิสราเอลนั้นคือส่วนหนึ่งของความล้มเหลวด้านข่าวกรอง

กองกำลังป้องกันอิสราเอลปฏิเสธที่จะตอบคำถามกับบีบีซี พร้อมบอกว่า “ตอนนี้กำลังให้ความสำคัญกับการกำจัดภัยคุกคามจากองค์กรก่อการร้ายฮามาส”

“ปัญหาคือกองทัพไม่ได้เชื่อมต่อข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน” อดีตผู้บัญชาการทหารที่หน่วยตระเวนชายแดนแห่งหนึ่งของอิสราเอล บอกกับบีบีซี

เธอระบุเพิ่มเติมว่า ถ้ากองกำลังป้องกันอิสราเอลมีการเชื่อมต่อข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน พวกเขาจะสามารถรับรู้ได้ว่าฮามาสกำลังเตรียมตัวจะปฏิบัติการบางอย่างที่ยิ่งใหญ่และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ชาอิ อัชราม วัย 19 ปี คือหนึ่งในทหารหญิงที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 7 ต.ค. ครอบครัวของเธอบอกว่า ในระหว่างที่กำลังโทรศัพท์คุยกับเธอนั้น พวกเขาได้ยินเสียงปืนดังหลายครั้ง เธอบอกด้วยว่ามี “ผู้ก่อการร้ายในฐานที่มั่นของหน่วยตระเวนชายแดนและเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น”

เธอคือหนึ่งในทหารสอดแนมนับสิบคนที่ถูกฆ่า ขณะที่อีกหลายคนถูกจับเป็นตัวประกัน

Shai Ashra, posing with hands on hips, in military fatigues
คำบรรยายภาพ, ชาอิ อัชราม ผู้ที่พ่อของเธอบอกว่า เธอรักการเป็นทหาร

เมื่อฮามาสจู่โจม ทหารหญิงในที่ นาฮาล ออซ ซึ่งเป็นฐานของหน่วยลาดตระเวนที่อยู่ห่างจากชายแดนกาซาราวหนึ่งกิโลเมตร ก็ได้เริ่มกล่าวคำอำลากันและกันในกลุ่มวอตส์แอปป์

โนอา ผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในวันนั้น จดจำได้ว่าในตอนที่เธอได้อ่านข้อความนี้จากที่บ้าน เธอก็คิดไปว่านี่คือสิ่งที่เธอหวาดกลัวมาตลอด เมื่อการโจมตีที่พวกเธอหวาดหวั่นได้เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ

เนื่องด้วยจุดที่ตั้งของฐานที่มั่นดังกล่าว ทหารหญิงในหน่วยทหารนี้ที่ถูกเรียกในภาษาฮิบรูว่า ทัทซ์ปิตานิยอต (tatzpitaniyot) จึงกลายเป็นชาวอิสราเอลกลุ่มแรก ๆ ที่ฮามาสบุกมาถึงตัวหลังจากที่พวกเขาเคลื่อนตัวออกมาจากาซา

หน้าที่ของพวกเราคือปกป้องประชาชนทุกคน

เหล่าทหารหญิงนั่งอยู่ในห้องที่ใกล้กับชายแดน จับจ้องไปยังภาพสดจากกล้องวงจรปิดตามแนวรั้วไฮเทค และจากบอลลูนที่ลอยอยู่เหนือกาซาเป็นเวลาหลายชั่วโมงทุกวัน

มีหน่วยทหารเช่นนี้หลายหน่วยที่ตั้งอยู่ใกล้กับรั้วของกาซา และยังมีหน่วยทหารสอดแนมเช่นนี้อยู่ในตำแหน่งอื่น ๆ อีกหลายจุดใกล้กับชายแดนของอิสราเอล หน่วยทหารทั้งหมดนี้ล้วนประกอบด้วยหญิงสาวในวัยรุ่นตอนปลายจนถึงวัยยี่สิบต้น ๆ และพวกเธอไม่ได้พกปืน

ในเวลาว่าง หญิงสาวเหล่านี้มักจะเรียนเต้นรำ ทำอาหารเย็นและดูรายการโทรทัศน์ด้วยกัน สำหรับหลายๆ คนแล้ว การได้มาอยู่ในกองทัพคือการได้ใช้ชีวิตห่างไกลจากครอบครัวเป็นครั้งแรก ซึ่งทำให้พวกเธอเกิดความผูกพันต่อกันและกันเยี่ยงพี่สาวน้องสาว

แต่พวกเธอบอกว่า ทุกคนที่นี่รับผิดชอบต่อหน้าที่อย่างเต็มที่ “งานของพวกเราคือการปกป้องประชาชนทุกคน พวกเราทำงานที่ยาก เมื่อคุณต้องเข้าเวรเพื่อนั่งทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตให้เหล่ตาหรือขยับตาแม้แต่น้อย คุณต้องมีสมาธิอยู่ตลอดเวลา” โนอา กล่าว

ในบทความที่ถูกเผยแพร่โดยกองกำลังป้องกันอิสราเอลเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ระบุว่า ทัทซ์ปิตานิยอต เป็นหนึ่งในสุดยอดหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลที่ “รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับศัตรู”

เมื่อพวกเธอพบเห็นบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล พวกเธอจะรายงานต่อผู้บังคับบัญชาผ่านระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงคอยประเมิน

Map of Gaza with partial view of Israel, showing border fence, IDF observation bases, armed group drill sites and sites of Hamas incursion

พล.ต.อิตัน แดนกอต นายทหารเกษียณชาวอิสราเอล บอกว่า ทัทซ์ปิตานิยอต มีบทบาทสำคัญในการส่งสัญญาณบอกว่า กำลังมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น และข้อกังวลของพวกเธอที่แจ้งกับผู้บังคับบัญชา ควรถูกส่งต่อขึ้นไป “เพื่อสร้างภาพงานข่าวกรองที่สมบูรณ์”

เขาบอกว่างานเฝ้าระวังเช่นนี้ถือเป็น “ส่วนหนึ่งของจิ๊กซอว์” ในการทำความเข้าใจภัยคุกคามใด ๆ ก็ตาม

ในช่วงหลายเดือนก่อนหน้าที่กลุ่มฮามาจะเริ่มโจมตี เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของอิสราเอลได้แถลงต่อสาธารณะว่า ภัยคุกคามจากกลุ่มฮามาสได้ถูกจำกัดลงไปแล้ว

แต่มีสัญญาณมากมายจากชายแดน ที่บ่งชี้ว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติเป็นอย่างมาก

ในช่วงปลายเดือน ก.ย. มีผู้สังเกตการณ์ที่ นาฮาล ออซ พิมพ์ข้อความไว้ในกลุ่มเพื่อนบนวอตส์แอปป์ว่า “มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีกบ้าง”

หลังจากนั้น มีคนตอบกลับผ่านข้อความเสียงว่า “เธอไปอยู่ไหนมา มีหนึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นทุกวันในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา”

หน่วยเฝ้าระวังที่บีบีซีพูดคุยด้วย ได้อธิบายถึงเหตุการณ์หลายครั้งที่พวกเขาสังเกตเห็นแบบเรียลไทม์ในช่วงเวลาหลายเดือนก่อนวันที่ 7 ต.ค. ซึ่งทำให้พวกเขากังวลใจว่าการโจมตีกำลังจะเกิดขึ้น

“ในทุกวัน เราได้เห็นพวกเขาฝึกซ้อมว่าการโจมตีจะเกิดขึ้นในลักษณะใด” โนอา ผู้ที่ยังคงทำหน้าที่ให้กับกองทัพบอกกับบีบีซี พวกเขามีแม้กระทั่งรถถังจำลองที่พวกเขาต้องการจะยึดครองด้วย”

“พวกเขายังมีอาวุธจำลองบนรั้ว และพวกเขามักจะแสดงให้เห็นว่าจะทำลายอาวุธเหล่านั้นอย่างไร รวมถึงวิธีการรบร่วมกันเพื่อทำลายรั้ว สังหารผู้คน และลักพาตัว”

เอเดน ฮาดาร์ ผู้สังเกตการณ์คนหนึ่งในฐานสอดแนม ยังคงจดจำได้ถึงช่วงเวลาที่เธอเพิ่งเริ่มทำงานให้กับกองทัพ เหล่านักรบฮามาสมักจะฝึกซ้อมสมรรถภาพร่างกายในจุดที่เธอรับหน้าที่ดูแล แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก่อนที่เธอจะถอนตัวออกจากกองทัพในเดือน ส.ค. เธอสังเกตว่าการฝึกซ้อมดังกล่าวได้เปลี่ยนไปเป็น “การฝึกซ้อมทางทหารจริง”

Stills from Hamas training video on how to break through the Israeli border fence

กัล (นามสมมติ) ที่อยู่ในฐานที่มั่นอีกแห่งใกล้กับชายแดน บอกเช่นกันว่า เธอสังเกตเห็นถึงการฝึกซ้อมที่เพิ่มขึ้น

เธอได้เฝ้าดูผ่านบอลลูนสอดแนม โดยเห็นว่าแบบจำลองอาวุธปืนอัตโนมัติของอิสราเอลบริเวณชายแดนได้ถูกสร้างขึ้น “ณ ใจกลางกาซา”

ทหารหญิงหลายคนยังได้อธิบายถึงการวางระเบิดและการจุดชนวนบริเวณใกล้รั้วชายแดน เพื่อทดสอบความแข็งแกร่งของรั้วที่ถูกเรียกว่ากำแพงเหล็กของอิสราเอลด้วย ฟุตเทจจากวันที่ 7 ต.ค. แสดงให้เห็นถึงการระเบิดครั้งใหญ่ ก่อนที่นักรบของกลุ่มฮามาสจะขี่มอเตอร์ไซค์ทะลุผ่านกำแพงเข้ามา

สำหรับอดีตผู้สังเกตการณ์ รอนี ลิฟชิตซ์ ซึ่งยังคงประจำการอยู่แต่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ที่ฮามาสเข้าโจมตี เธอบอกว่าสิ่งที่น่ากังวลใจที่สุดเท่าที่เห็นในช่วงสัปดาห์ก่อนการโจมตี คือการลาดตระเวนด้วยยานพาหนะที่เต็มไปด้วยนักรบฮามาสเป็นประจำ โดยพวกเขามักจะหยุดอยู่ที่จุดเฝ้าสังเกตการณ์ที่อีกด้านหนึ่งของรั้ว

Roni Lifshitz pictured seated, wearing military fatigues
คำบรรยายภาพ, รอนี ลิฟชิตซ์ บอกว่า เธอเห็นผู้ชายเข้ามาถ่ายรูปรั้วกั้นพรมแดนจากฝั่งกาซา

เธอจำได้ว่ามีผู้ชายหลายคนที่ “พูดคุย ชี้เป้าไปที่กล้องและรั้ว รวมถึงถ่ายรูป”

เธอสามารถระบุตัวตนของพวกเขาได้จากการแต่งตัว ว่าพวกเขามาจากกลุ่มนักรบชั้นสูงของฮามาสที่ชื่อว่ากองกำลังนุกฮ์บา ซึ่งอิสราเอลกล่าวว่านี่คือหนึ่งใน “กองกำลังแนวหน้า” ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีเมื่อเดือน ต.ค.

ข้อมูลจากรอนีสอดคล้องกับข้อมูลจากทหารหญิงอีกคนในฐานทัพ ซึ่งบีบีซีได้พูดคุยด้วย

อีโมจิรูปหัวใจและภาพ GIFs

สตรีผู้สังเกตการณ์บางคนได้กล่าวถึงความพยายามรุกรานจากฮามาสที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

ข้อความที่บีบีซีได้รับจากทหารหญิงคนหนึ่ง ได้สร้างรหัสอ้างอิงสำหรับรถตู้บริเวณใกล้กับชายแดน เช่นเดียวกับกองกำลังป้องกันอิสราเอลที่ได้ห้ามผู้คนเดินทางเข้าไปในอิสราเอล ซึ่งเธอกล่าวว่าเกิดถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้ สมาชิกแต่ละคนเฉลิมฉลองให้กันและกันถึงการสกัดกั้นที่ทำได้ด้วยการส่งอีโมจิรูปหัวใจและรูป GIFs

ข้อความที่ผู้สังเกตการณ์ ชาฮาฟ นิสซานี ส่งให้กับแม่ของเธอในเดือน ก.ค. เขียนเอาไว้ว่า “อรุณสวัสดินะแม่ ฉันเพิ่งเลิกจากเวร พวกเราเจอกับความพยายามบุกรุกชายแดนเข้ามา เหตุการณ์ครั้งนี้น่าวิตกมาก... มันเป็นเหมือนกับเหตุการณ์ที่ไม่มีใครเคยเจอมาก่อนเลย”

พวกเธอยังเริ่มสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงแปลก ๆ ในรูปแบบของพฤติกรรมบริเวณชายแดน

พวกเธอกล่าวว่า ชาวนาในกาซา คนจับนก และคนเลี้ยงแกะเริ่มขยับเข้ามาใกล้กับรั้วกั้นชายแดนมากขึ้น หน่วยเฝ้าระวังเชื่อว่าคนเหล่านี้กำลังเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนการโจมตี

An observation tower operated by Hamas at a position along the border with Israel

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หอคอยสังเกตการณ์ที่ปฏิบัติการณ์โดยฮามาส ถูกตั้งใกล้กับชายแดนอิสราเอล
Palestinian shepherds walk with their sheep, east of Gaza City near the border with Israel

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้สังเกตการณ์ของอิสราเอลบอกว่า พวกเขาเริ่มมองเห็นความผิดปกติที่กาซา ก่อนที่กลุ่มฮามาสจะเริ่มจู่โจม

“พวกเรารู้จักใบหน้าของแต่ละคน และรู้ถึงกิจวัตรประจำวันของพวกเขาเป็นรายชั่วโมง ทันใดนั้น พวกเราก็เริ่มสังเกตเห็นคนเลี้ยงนกและชาวนาที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน พวกเขาย้ายมาอยู่ในพื้นที่ใหม่ กิจวัตรประจำวันของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไป” อวิเกล (นามสมมติ) ผู้สังเกตการณ์เล่าให้ฟังถึงสิ่งที่เธอเห็น

โนอาเป็นอีกคนหนึ่งที่จำได้ว่ากลุ่มคนเหล่านั้น “ขยับเข้าใกล้รั้วมากขึ้นเรื่อย ๆ”

“คนเลี้ยงนกมักจะวางกรงนกไว้ที่รั้ว มันดูแปลกมาก เพราะพวกเขาสามารถวางกรงนกไว้ตรงไหนก็ได้ ขณะที่ชาวนาก็จะไปอยู่ตรงข้าง ๆ รั้ว ทั้งที่มันไม่ใช่พื้นที่สำหรับเกษตรกรรม และมันไม่มีเหตุผลอะไรอื่นเลยที่พวกเขาจะทำแบบนั้น นอกเสียจากเพื่อการเก็บเกี่ยวข้อมูลเกี่ยวกับระบบ และดูว่าพวกเขาจะผ่านมันไปได้ไหม มันดูมีพิรุธสำหรับพวกเรา” เธอกล่าว

“พวกเราพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ตลอดเวลา”

ทั้งนี้ ไม่ใช่ทุกคนที่บีบีซีคุยด้วยที่ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งที่พวกเขาสังเกตเห็น

ฮามาสมักจะฝึกซ้อมสำหรับการโจมตีอยู่ตลอดเวลา ทหารหญิงบางคนไม่คาดคิดว่าฮามาสกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการโจมตีในวันที่ 7 ต.ค. ทหารหญิงคนหนึ่งกล่าว

ผู้สังเกตการณ์หญิงหลายคนที่หวาดกลัวว่าการโจมตีครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น บอกกับบีบีซีว่า พวกเธอรู้สึกว่าความกังวลใจของพวกเธอไม่ถูกรับฟัง

เมื่อเธอสังเกตเห็นรถตู้ที่ชายแดน รอนี บอกว่าระเบียบปฏิบัติคือต้องส่งคำเตือนไปยังผู้บังคับบัญชา และจับตาดูจนกว่ารถตู้ดังกล่าวจะออกไปจากจุดที่เธอรับผิดชอบ หลังจากนั้น เธอจะบันทึกข้อมูลลงในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลดังกล่าวจะถูก “ส่งต่อ”

แต่เธอกล่าวว่า เธอ “ไม่รู้เลย” ว่ารายงานเหล่านั้นถูกส่งไปที่ใด

“เป็นไปได้ว่ามันถูกส่งไปยังฝ่ายข่าวกรอง แต่ฉันไม่รู้เลยว่าพวกเขาทำอะไรกับมันหรือไม่” เธอกล่าว “ไม่มีใครให้คำตอบกลับมาถึงสิ่งที่พวกเรารายงานและสื่อสารไป”

โนอากล่าวว่า เธอจำไม่ได้ว่าส่งรายงานไปกี่ครั้ง ทุกคนในหน่วยของเธอ “ทำงานอย่างจริงจังและส่งต่อข้อมูล แต่สุดท้ายแล้วคนภายนอกหน่วยไม่ได้ทำอะไรกับสิ่งนี้เลย”

Stills from Hamas video on how to disable an Israeli tank

อวิเกล ระบุว่า แม้กระทั่งในเวลาที่เจ้าหน้าที่อาวุโสมายังฐาน ก็ “ไม่มีใครคุยกับพวกเรา ไม่มีใครถามความเห็นของพวกเรา หรือบอกเราเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย”

“พวกเขาแค่มาหา เพื่อมอบหมายงานและจากไป” เธอกล่าว

“พวกเราจะอยู่ที่นี่ทำไมถ้าไม่มีใครรับฟัง?”

ในฐานะผู้บัญชาการของหน่วย กัล บอกว่าผู้สังเกตการณ์จะส่งต่อข้อมูลให้กับเธอ เพื่อที่เธอจะได้ส่งต่อให้กับผู้บังคับบัญชา

แต่เธอกล่าวว่า ถึงแม้สิ่งนี้จะถูกรวมอยู่ใน “การประเมินสถานการณ์” ที่บุคคลระดับสูงในฐานจะหารือเกี่ยวกับรายงานที่ถูกส่งมาจากผู้สังเกตการณ์ แต่ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรถูกดำเนินการไปมากกว่านั้น

ทหารหญิงหลายคนบอกว่า พวกเธอได้สื่อสารความไม่พอใจและความกังวลใจดังกล่าวกับครอบครัว

ชาฮาฟ แม่ของ อิลานา จดจำคำพูดของลูกสาวได้ “พวกเราจะอยู่ที่นี่ทำไมถ้าไม่มีใครรับฟัง”

“เธอบอกกับฉันว่า ทหารหญิงหลายคนเห็นถึงความมั่วซั่ว แล้วฉันก็ถามเธอว่า นี่เธอกำลังบ่นอยู่หรือเปล่า”

“ฉันไม่ค่อยเข้าใจกองทัพ แต่ฉันเข้าใจว่าประเด็นไม่ได้อยู่ที่ฐานทัพสอดแนม แต่อยู่ที่นายทหารชั้นสูงขึ้นไป” ที่ต้องดำเนินการและไม่นิ่งนอนใจ เธอกล่าว

ถึงแม้จะมีความกังวลใจจากชาฮาฟ แต่ครอบครัวของเธอก็เหมือนครอบครัวอื่น ๆ ที่มั่นใจในกองทัพและรัฐอิสราเอลอย่างเต็มเปี่ยม และเชื่อว่าถึงแม้จะมีการวางแผนทำอะไรบางอย่างอยู่จากฝั่งกาซา แต่มันก็จะถูกจัดการได้โดยเร็ว

Shahaf and her mum, pictured smiling and wearing sunglasses on a sunny day
คำบรรยายภาพ, ชาฮาฟ คนซ้ายมือ ถ่ายรูปกับแม่ของเธอ

“เดือนที่แล้วเธอพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าสงครามกำลังจะเกิดขึ้น คุณจะได้เห็นมัน พวกเราหัวเราะเยาะที่เธอพูดเกินจริง” อิลานาเล่า พร้อมกับสูดหายใจลึก

ชาฮาฟคือหนึ่งในคนที่ถูกสังหารเป็นรายแรก ๆ ในวันที่ 7 ต.ค. ขณะที่ฮามาสบุกเข้ามายังนาฮาล ออซ

มันได้กลาวเป็นวันที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล ผู้คนถูกสังหารอย่างน้อย 1,200 ราย และมีผู้คนถูกจับเป็นตัวประกัน 240 ราย ตามข้อมูลจากสำนักนายกรัฐมนตรีของอิสราเอล

การโจมตีทางอากาศและภาคพื้นดินจากอิสราเอลเพื่อตอบโต้ ได้ส่งผลให้มีผู้คนถูกในกาซาถูกสังหารไปแล้วมากกว่า 25,000 ราย ตามข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขของฮามาส

ในขณะที่พวกเขาไม่รู้ว่าการโจมตีจะเกิดขึ้นในเวลานั้น หน่วย ทัทซ์ปิตานิยอต ไม่ใช่หน่วยเดียวที่ส่งสัญญาณความกังวล และการสังเกตการณ์ของพวกเธอก็ไม่ได้เป็นข้อมูลเดียวที่บอกว่ากำลังจะมีบางอย่างเกิดขึ้น

อ้างอิงจากรายงานของนิวยอร์กไทมส์ พิมพ์เขียวฉบับยาวที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการของฮามาส ได้ถูกส่งไปยังเจ้าหน้าที่ของอิสราเอลนานกว่าหนึ่งปีก่อนเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. แต่สิ่งนี้ถูกมองว่าเป็นเพียงความทะเยอทะยานที่ไม่น่าเป็นจริงของฮามาส และถูกตีตกไป

นิวยอร์กไทมส์ รายงานว่า นักวิเคราะห์ที่เคยผ่านประสบการณ์ในหน่วย 8200 ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองของอิสราเอล ได้ส่งคำเตือนล่วงหน้าเป็นเวลาสามเดือนก่อนที่การโจมตีจะเกิดขึ้นว่า ฮามาสกำลังฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับพิมพ์เขียวดังกล่าว แต่ความกังวลของเธอกลับถูกปัดทิ้งไปเช่นกัน

การฝึกซ้อมโดยฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ ถูกโพสต์ต่อสาธารณะผ่านโซเชียลมีเดียด้วยเช่นกัน

ทหารหญิงไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

“สัญญาณต่าง ๆ กำลังเดือดพล่าน” พล.ต.อิตัน แดนกอต กล่าว “เมื่อคุณเก็บสัญญาณทั้งหมดมาได้ คุณควรตัดสินใจตั้งแต่เนิ่น ๆ และทำอะไรบางอย่างเพื่อหยุดมัน”

“น่าเสียดายว่ามันไม่ได้เกิดขึ้น"

เขากล่าวว่า ในขณะที่การสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบยังไม่เกิดขึ้น แต่ชัดเจนว่ารายงานต่าง ๆ จากเหล่าสตรีผู้สังเกตการณ์ “ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร”

“ในบางครั้ง มันเกี่ยวข้องกับความมั่นใจในตัวเองของเหล่าเจ้าหน้าที่อาวุโส... โอเค ผมได้ยินคุณแล้ว แต่ผมก็ยังรู้มากกว่าคุณอยู่ดี ผมมีประสบการณ์ ผมอายุมากกว่าคุณ ผมเห็นภาพในเชิงกลยุทธ์ และมันไม่สามารถเป็นแบบที่คุณบอกกับผมได้”

“หรือบางครั้งมันอาจจะเป็นความคลั่งชาติ” เขากล่าวว่า

“ในงานข่าวกรอง คุณจะต้องนั่งที่โต๊ะกลม และรวบรวมข้อมูล ก่อนที่จะต่อตัวต่อปริศนา ถ้าคุณต้องการจะรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น คุณจะต้องนั่งกับพวกเขา รับฟังพวกเขาอย่างตั้งใจถึงสิ่งที่พวกเขาบอกเล่า และวิธีการที่พวกเขาวิเคราะห์”

พลจัตวา อามีร์ อาวีวี อดีตรองผู้บัญชาการแผนกกาซา ไม่เชื่อว่าการเหยียดเพศจะเป็นปัจจัยต่อสิ่งนี้ แต่เขาเห็นด้วยว่า กองทัพอิสราเอลควรดำเนินการมากกว่านี้เพื่อแก้ไขความกังวลใจของหน่วยเฝ้าระวัง

“ผมไม่สามารถพูดอย่างแน่ชัดได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ผมบอกถึงสิ่งที่ถูกคาดหวังได้” เขากล่าว

“สิ่งที่ถูกคาดหวังคือ เมื่อผู้คนบริเวณชายแดนปฏิบัติงาน พวกเขาเกิดความกังวลใจ และพวกเขามองเห็นสิ่งที่ควรต้องถูกให้ความสำคัญ คุณจำเป็นต้องรับฟัง เพราะพวกเขาเป็นมืออาชีพ พวกเขาคือคนที่เป็นสายตาให้กับกองพัน กองพล และหน่วยทหาร”

เขากล่าว่า “ความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุด” คือ “การสันนิษฐานว่าฮามาสถูกป้องปรามไปแล้ว” รวมถึงการสันนิษฐานว่า “ใช่ พวกเขากำลังฝึกซ้อมอยู่จริง ใช่ พวกเขามีแผนการ แต่พวกเขาจะไม่สามารถทำมันได้จริง”

กองกำลังป้องกันอิสราเอลให้คำสัญญาว่าจะมีการสอบสวนขึ้นในอนาคต และตอบคำถามกับบีบีซีว่า “คำถามเหล่านี้จะถูกตรวจสอบในอนาคต”

ฝ่ายสังเกตการณ์มีความคิดเห็นที่ต่างออกไปว่าทำไมรายงานของพวกเธอถึงไม่ได้รับการตอบกลับที่มากกว่านี้ แต่อวิเกลให้ความเห็นตรงกับคนอื่น ๆ ที่บีบีซีได้พูดคุยด้วยว่า “มันเป็นเพราะพวกเราคือทหารชั้นล่างสุดในระบบ... และคำพูดของพวกเราถูกมองว่ามีความเป็นมืออาชีพน้อย”

“ทุกคนมองเห็นพวกเราแค่ในฐานะดวงตา ไม่ได้มองเราในฐานะทหาร” รอนี่ กล่าว

สามเดือนหลังจากการโจมตี เหล่าสมาชิกของหน่วยทัทซ์ปิตานิยอตที่รอดชีวิต และครอบครัวที่โศกเศร้าของผู้ที่ถูกสังหาร กำลังดิ้นรนเพื่ออยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมกับเฝ้ารอการสืบสวน

ภายในห้องนอนของ ชาอิ อัชราม หมวกทหารยังคงถูกแขวนไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง ที่มีภาพวาดและรูปถ่ายของเธอในชุดทหาร

ดรอร์ พ่อของเธอ บอกว่าบางครั้งเขาก็เดินเข้ามาในห้องนี้และร้องไห้

พ่อของชาอิบอกว่า เขารู้สึก "อิจฉา" เมื่อเห็นทหารคนอื่นๆ ได้กลับมาหาพ่อของตัวเอง
คำบรรยายภาพ, พ่อของชาอิบอกว่า เขารู้สึก "อิจฉา" เมื่อเห็นทหารคนอื่น ๆ ได้กลับมาหาพ่อของตัวเอง

“เธอรักอาชีพของเธอมาก เธอรักกองทัพและรักการเป็นทหาร” เขากล่าว

“ผมเป็นคนขับรถแท็กซี่ที่รับผู้คนมาจากสถานีรถไฟ ผมเห็นทหารที่มีพ่อของเธอมารับกลับบ้าน ภาพเช่นนี้มันทำให้ผมเจ็บปวด ผมอิจฉาพวกเขา”

สิ่งนี้อยู่กับฉันในทุกที่

ทุกวันที่บ้านของเธอ โนอา จะเฝ้าดูวิดีโอบนโซเชียลมีเดียที่เพื่อนของเธอร้องเพลงและเต้นรำในฐานทัพ เธอหลับบนโซฟาในทุกค่ำคืน เพราะกลัวาการอยู่คนเดียวภายในห้องนอน

“สิ่งนี้อยู่กับฉันในทุกที่ ในฝันร้าย และในความคิดต่าง ๆ ในการนอนไม่หลับ และในความไม่อยากอาหาร” เธอกล่าว “ฉันไม่ใช่คนเดิมที่เคยเป็น”

ในระหว่างการเลื่อนดูข้อความในวอตส์แอปป์ที่เธอเคยคุยกับเพื่อนในหน่วยทัทซ์ปิตานิยอต เธอชี้ที่ชื่อพวกเขา พร้อมกับระบุว่า “เสียชีวิตแล้ว” ไม่ก็ “ถูกลักพาตัว”

ห้องภายในฐานทัพที่นาฮาล ออซ ที่ทัทซ์ปิตานิยอตเคยทำงาน ตอนนี้ได้กลายเป็นเศษซากไปแล้ว หน้าจอที่พวกเธอมองเห็นฮามาสกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีได้ถูกเผาและดับมืดลงไปแล้ว

ฮามาสได้บุกเข้ามาผ่านนาฮาล ออซ และสังหารผู้คนไม่มากมาย

ในบรรดาผู้เสียชีวิต มีทหารหญิงจำนวนมากที่ทำหน้าที่ตรวจตราชายแดนอย่างใกล้ชิดเพื่อรัฐอิสราเอล และคนที่กล้าที่จะกลัว ทั้ง ๆ ที่รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ในความสามารถและทรัพยากรที่อิสราเอลมี แต่เหตุการณ์เช่นนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้ในสักวันหนึ่ง

หมายเหตุ: มีการปรับปรุงข้อมูล ณ วันที่ 16 ก.พ. 2567