จาก “ไม่เก่งเศรษฐกิจ” ถึง “จอมโอนแห่งยุค” ฝ่ายค้านอัดร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯ คือ “อนุสาวรีย์ของความไร้ประสิทธิภาพ” ของ พล.อ.ประยุทธ์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ..... วงเงิน 88,452 ล้านบาท ด้วยคะแนน 264 ต่อ 4 งดออกเสียง 185 ไม่ลงคะแนน 1 หลังใช้เวลาอภิปรายนาน 8 ชม. โดยที่ฝ่ายค้านได้แสดงความกังวลใจต่อประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการที่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจใช้จ่ายงบกลางแต่เพียงผู้เดียว และไม่ผ่านการตรวจสอบของรัฐสภา
หากนำ "งบกลางใหม่" 88,452 ล้านบาท ไปรวมกับ "งบกลางเก่า" รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 96,000 ล้านบาท ซึ่งตั้งไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม มีอำนาจบริหารจัดงบประมาณถึง 184,452 ล้านบาท
ทว่าผู้นำสูงสุดของรัฐบาลเพิ่งยอมรับเองว่าไม่เก่งเศรษฐกิจ แต่ "จริงใจและไม่แก้ปัญหาแบบมักง่าย" ทำให้ ส.ส.ฝ่ายค้านพากันวิพากษ์วิจารณ์การเกลี่ยงบและการจัดการงบของรัฐบาล
- พลังประชารัฐ : สำรวจขุมกำลัง หลังความพยายามยึดพรรคเพื่อสลับเก้าอี้ รมต.
- ประยุทธ์อ้าง "ทางเลือกสุดท้าย" กู้เศรษฐกิจสังคม ขอสภาอนุมัติ พ.ร.ก.การเงิน 3 ฉบับ ขณะที่ฝ่ายค้าน-ปชป. จับตา "แบ่งเค้ก-ตีเช็คเปล่า-อุ้มทุนใหญ่"
- นายกฯ ชี้แจงปัญหาเรื่องจ่ายเงินเยียวยา ระบุเป็นหน้าที่ของประชาชนที่ต้องลงทะเบียนให้ถูกต้อง
ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ มีเนื้อหา 5 มาตรา จำนวน 53 หน้า โดย พล.อ.ประยุทธ์ใช้เวลาเพียง 7 นาทีในการนำเสนอหลักการ โดยระบุว่าสาเหตุที่ต้องโอนงบของหน่วยรับงบประมาณบางรายการไปตั้งไว้เป็นงบกลาง เพราะงบกลางก้อนเดิมที่ตั้งไว้ "ไม่เพียงพอ" ต่อการนำไปใช้จ่ายสนับสนุนในการแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)
พล.อ.ประยุทธ์ย้ำว่า ร่างกฎหมายนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหา 3 อย่างได้แก่ ปัญหาโควิด-19, ป้องกันเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยพิบัติ/ภัยแล้ง และใช้ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นอื่นๆ
"จอมโอนแห่งยุค"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายว่าไม่สามารถรับหลักการร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ เนื่องจากขัดกับหลักการประชาธิปไตยและขัดแย้งกับกฎหมายอื่น โดยถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่สภาที่มาจากการเลือกตั้งต้องพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ เพราะ 5 ครั้งก่อนหน้านั้น เป็นสภาที่ไม่ได้มาจากประชาชน และเป็นการพิจารณาแบบ 3 วาระรวด
ที่น่าสนใจคือการโอนเข้างบกลางถึง 4 ครั้งเกิดขึ้นในรัฐบาล "ประยุทธ์ 1" รวมวงเงินกว่า 5.3 หมื่นล้านบาท ทำให้ ส.ส.ฝ่ายค้านรายนี้ตั้งฉายาให้นายกฯ ว่า "จอมโอนแห่งยุค"
ที่มา : คำอภิปรายของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย
"เมื่อนำงบกลางทั้ง 2 ก้อนมารวมกัน จะพบว่าเป็นเม็ดเงินกว่า 1.84 แสนล้านบาท โดย พล.อ.ประยุทธ์เอาไปใช้แต่เพียงผู้เดียวเลย... หลักประชาธิปไตยต้องตรวจสอบได้ โปร่งใส" นพ.ชลน่านกล่าว
แม้เปรียบเปรยว่าการทำหน้าที่เหมือน "มัดมือสภาให้อนุมัติ" แต่ นพ.ชลน่านก็แย้มว่าการลงมติในวาระแรก "อาจปล่อยผ่านไปก่อน" แล้วไปรอดูรายละเอียดในชั้นต่อไป หากไม่มีการแก้ไขก็ต้องโหวตคว่ำแม้จะแพ้ แต่ต้องบันทึกเอาไว้
"อนุสาวรีย์ของความไร้ประสิทธิภาพ"
ขณะที่นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ระบุว่าเห็นความจำเป็นในการโอนงบบางส่วนไปสู่ "งบกลางใหม่" เนื่องจากงบกลางเดิมถูกใช้ไปหมดแล้ว และงบปี 2563 ก็ถูกคิดบนพื้นฐานก่อนเกิดโควิด-19 แต่ตั้งข้อสังเกตไว้ 4 ข้อ
- โอนล่าช้า - "ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ถือเป็นอนุสาวรีย์ของความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะเต็มไปด้วยความล่าช้า มติ ครม. ให้โอนงบตั้งแต่ 7 เม.ย. แล้ว"
- โอนน้อย - "งบที่มีประโยชน์ต่อประชาชนถูกตัดยับ แต่งบที่มีเอกชนมารองรับไม่ตัดเลย สุดท้ายพอไม่ตัดก็ต้องไปชักดาบ ไปตัดงบที่ตั้งไว้ชำระคืนเงินกู้ของรัฐ 35,000 ล้านบาท ปล่อยให้หนี้งอก ดอกบาน" ทั้งนี้เขาได้ยกตัวอย่างโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) ของกองทัพเรือ ซึ่งควรยกเลิก แต่กลับดำเนินการต่อไป ทั้งที่การบินไทยเข้าสู่แผนฟื้นฟูแล้ว ส่วนบริษัทแอร์บัสก็ถอนตัวไปแล้ว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- โอนทะลุกรอบ - คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐที่มี พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธาน ได้ออกประกาศขยายสัดส่วนการตั้งงบกลาง จากเดิมไม่เกิน 3.5% ของงบรายจ่ายประจำปี ขยับเพดานเป็น 7.5% เพื่อมารองรับกฎหมายนี้ จึงอยากสอบถามว่าประกาศนี้จะเป็นภาวะชั่วคราว หรือถาวรเพราะไม่ได้บอกว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร
- โอนไม่จริง - หากเห็นตัวเลขการโอนงบของกระทรวงกลาโหมอาจหลงดีใจว่ากองทัพยอมตัดงบของตัวเอง ยอมไม่ซื้ออาวุธเพราะเห็นแก่ความเดือดร้อนประชาชน แต่จริง ๆ เป็นการ "เล่นแร่ แปรธาตุ แหกตาประชาชน" เพราะงบ 40% ที่กระทรวงกลาโหมโอนออกเป็นการ "ดาวน์น้อย ผ่อนหนัก" กล่าวคือไม่ได้ยกเลิกโครงการไป ยังดำเนินการต่อในปี 2563-2565 เช่น โครงการจัดหายานเกราะสไตเกอร์ของกองทัพบก (ทบ.) มูลค่า 4,515 ล้านบาท, โครงการจัดหาเครื่องบินใช้งานทั่วไปของ ทบ. มูลค่า 1,350 ล้านบาท และโครงการจัดหาเครื่องบินฝึกทดแทน บ.ฝ. ของกองทัพอากาศ มูลค่า 5,195 ล้านบาท
"นี่คือผลจากการที่เรามีอดีต ผบ.ทบ. เป็นเจ้ากระทรวงกลาโหม หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และหัวหน้ารัฐบาล" นายพิจารณ์กล่าวและยังเรียกร้องให้นายกฯ ทบทวนความมั่นคงในความหมายใหม่
ภท. ข้องใจทำไมต้องตัดงบลงทุนปี 63 ไปไว้ในงบกลางที่ขาดแผนงานรองรับ
ด้านนักการเมืองพรรคร่วมรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ตั้งคำถามว่าร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ "สำคัญแค่ไหน" และ "ช้าไปหรือไม่" กับการที่สภาจะมาพิจารณากันตอนนี้ เพราะถ้าเป็นเมื่อเดือน มี.ค. เข้าใจว่าสำคัญมากเนื่องจากรัฐบาลต้องนำเงินส่วนนี้ไปเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่ขณะนี้เดือน มิ.ย. กว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะผ่านสภาและผ่านวุฒิสภา ไม่รู้ว่าสิ้นเดือนจะเสร็จหรือไม่ จึงเหลือเวลาเพียง 3 เดือนในการนำเงินไปใช้

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นายภราดรยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า งบของหน่วยขอรับงบประมาณที่ถูกตัดมาเป็นงบกลาง 88,452 ล้านบาท บางส่วนเป็นงบลงทุน ขณะที่ใน พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท บางส่วนก็เตรียมจัดสรรกลับไปให้หน่วยงานต่าง ๆ สำหรับการลงทุน จึงไม่ทราบว่าจะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร เพราะแทนที่จะได้ลงทุนตั้งแต่ตอนนี้ กลับต้องรอเงินกู้มาโปะ แล้วไปทำในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ไปกลับก็ล่าช้าไป 6 เดือน
"ในเงิน 8 หมื่นล้านนี้ ไม่สามารถตัดลดได้เลยในชั้นกรรมาธิการ เท่ากับว่าเรากำลังเอาเงินที่มีแผนงานชัดเจน ดึงไปไว้เป็นงบกลางที่ไม่มีแผนอะไรรองรับเลย แล้วรอภาวะฉุกเฉินค่อยใช้หรือ แต่ถ้าใช้ไม่หมดก็ต้องคืนคลัง ซึ่งทำให้รอบการหมุนของเศรษฐกิจที่มีแผนอยู่แล้วต้องหยุดชะงักไป" นายภราดรกล่าว
เขายังเรียกร้องให้นายกฯ ลุกขึ้นยืนยันในสภาว่างบ 8 หมื่นล้านบาท จะเอาไปใช้แก้ปัญหาโควิดเป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อเหตุผลอื่น ไม่เช่นนั้นงบที่หน่วยราชการตัดมาให้เป็นงบกลาง ก็จะสูญเปล่า
กลาโหมหั่นงบออกจากอ้อมอกสูงสุด 1.7 หมื่นล้านบาท
สำหรับงบประมาณที่ 20 กระทรวงได้โอนออกจากอ้อมอก เพื่อไปตั้งเป็น "งบกลางใหม่" พบว่า กระทรวงกลาโหมยอมปรับลดงบสูงสุดกว่า 17,000 ล้านบาท
ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ..... ที่ ครม. เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 4 มิ.ย. 2563และคำนวณจากงบประมาณที่แต่ละกระทรวงได้รับตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563
นายกฯ : งบจัดซื้อยุทโธปกรณ์บางรายการปรับลดไม่ได้
หลังจากฟังการอภิปรายไปช่วงหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้ลุกขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุมสภาว่า เหตุที่โอนงบกลาโหมกลับมากสุดเพราะชะลอได้ ไม่กระทบราชการ และจะนำความเห็นของ ส.ส.หลายคนที่อภิปรายเป็นประโยชน์ไปปรับปรุงพิจารณา ส่วนอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ "จะให้เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไป"
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า งบกลาง "ไม่ใช่เงินของนายกฯ คนเดียว แต่มีขั้นตอนในการใช้จ่าย" พร้อมอธิบายโครงสร้างของงบกลางว่าแบ่งค่าใช้จ่าย 4 กลุ่ม คือ
- เงินสำหรับการแก้ปัญหาสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 จำนวนกว่า 56,000 ล้านบาท
- ค่าใช้จ่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งและอุทกภัยกว่า 18,000 ล้านบาท
- ค่าใช้จ่ายด้านเศรษฐกิจและสังคมกว่า 11,000 ล้านบาท
- ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการภาครัฐกว่า 9,000 ล้านบาท โดยรวมที่ใช้ไปแล้ว กว่า 95,000 ล้านบาท ซึ่งเหตุผลที่จำเป็นต้องใช้งบกลางไปก่อน เพราะ พ.ร.บ.โอนงบ และพ.ร.ก.การเงินทั้ง 3 ฉบับยังไม่ออก
เขาบอกว่า โดยรวมได้ใช้เงินไปแล้วกว่า 95,000 ล้านบาท ส่วนเหตุผลที่ไม่เสนอ พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ ก่อน พ.ร.ก. การเงิน 3 ฉบับ เพราะ พ.ร.ก. จัดทำได้เร็วกว่า และมีการประเมินแล้วว่าแม้กู้เงินมาก็ยังไม่เพียงพอ เพราะลำพังค่าใช้จ่ายเยียวยาประชาชนก็คาดว่าต้องใช้งบมากถึง 55,000 ล้านบาท

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
รมว.กลาโหมยังตอบความสงสัยหลายประการเกี่ยวกับการเกลี่ยงบกระทรวงกลาโหม และการที่กองทัพไม่ยอมยกเลิกโครงการจัดซื้อบางรายการ ว่า หลายโครงการอยู่เกณฑ์ที่สามารถชะลอได้ ยกเว้นบางโครงการที่เป็นงบผูกพัน โดยเฉพาะการจัดซื้อยุทโธปกรณ์บางรายการที่ทำสัญญาไปแล้วก็ไม่สามารถปรับลดได้ เพราะจะไม่ให้ซื้อเลยคงทำไม่ได้ ต้องรู้ว่าทหารทำหน้าที่หลายอย่าง พร้อมออกตัวว่าไม่ใช่ว่าเพราะตนเป็นทหาร จึงเห็นใจทหาร แต่ทหารต้องช่วยทุกเรื่อง
"ทหารทำหน้าที่หลายอย่างด้วยกันทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่โดยตรง จะบอกว่าไม่ไปช่วยก็ไม่ได้ โควิดก็ต้องช่วย น้ำท่วม ฝนแล้งก็ต้องไปช่วยหมด ทั้ง ๆ ที่เขามีหน้าที่อย่างเดียวคือการป้องกันประเทศ... เหล่านี้เป็นหน้าที่ที่เพิ่มเติมมา โดยที่เราไม่เคยเรียกร้องสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม"
"ในส่วนของยุทโธปกรณ์ ผมก็ไม่ได้แก้ตัวนะครับ ถ้าจะบอกว่าทำไมต้องไปใช้ของแพง ของดี ชีวิตคนก็สำคัญนะครับ ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้เขาเกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเขาเอง เขาก็มีครอบครัว มีลูกมีเมีย ในการทำงานก็ต้องมีอะไรคุ้มครองให้เขาหน่อย เพื่อให้เกิดปลอดภัย แต่อะไรที่ยังยืดไปได้ ยังไม่ต้องหาตอนนี้ ก็ไปหาเอาต่อในระยะหน้า แต่ถ้าบอกว่าไม่ต้องทำอะไรเลย แล้วก็ไม่ต้องมีทหารเข้าไปอีกก็แล้วแต่ท่านจะคิดนะครับ" นายกฯ กล่าว
รัฐบาลไม่ขอสภาผ่าน 3 วาระรวด
ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ ถือเป็นกฎหมายการเงินฉบับที่ 4 ที่รัฐบาลออกมาเพื่อรับมือกับวิกฤตโควิด-19 โดยก่อนหน้านี้ รัฐสภาเพิ่งอนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การเงิน 3 ฉบับ วงเงินรวม 1.9 ล้านล้านบาท ให้เป็น พ.ร.บ. หลังจาก ส.ส. และ ส.ว. ใช้เวลาอภิปรายนาน 7 วัน

คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) และคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ได้ตกลงกันว่าจะใช้เวลาอภิปรายเพียง 1 วัน แบ่งเป็นเวลาของฝ่ายค้าน 6 ชม. และเวลาของ ครม. และพรรคร่วมรัฐบาล 4 ชม. จากนั้นได้ลงมติวาระแรก ขั้นรับหลักการ ในวันเดียวกัน และตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ 49 คนเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับ ใช้เวลาแปรญัตติ 3 วัน ก่อนกลับเข้าสภาวาระ 2 และ 3 ต่อไป นั่นหมายความว่ารัฐบาลไม่ได้ขอให้สภาพิจารณา 3 วาระรวดอย่างในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ ในอดีตแต่อย่างใด




























